นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO NIDA Investor Sentiment Index) ซึ่งทำการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้ลงทุน 4 กลุ่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีต่อระดับดัชนีฯ ในอีก 3 เดือนข้างหน้าว่า "ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก" อันเนื่องมาจากความชัดเจนของนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่งผลให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นจนอยู่ในกรอบทรงตัว (Neutral)
นักลงทุนคาดการณ์ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม) อยู่ที่ 101.48 (ช่วงค่าดัชนี 0 - 200)ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 70.35% (ปรับเพิ่มสูงสุดในรอบ 5 เดือน) จากดัชนีเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 59.57 โดยดัชนี
ทุกกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 88.87% อยู่ที่ 99.99 (ปรับเพิ่มสูงสุดในรอบ 7 เดือน) จนอยู่ในกรอบทรงตัว (Neutral) ในขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด อยู่ที่ 66.67 (Bearish) หรือ 66.68%
หมวดอุตสาหกรรม ที่น่าสนใจ มากที่สุด คือ บริการรับเหมาก่อสร้าง (CONS)
หมวดอุตสาหกรรม ที่ไม่น่าสนใจ มากที่สุด คือ เหล็ก (STEEL)
ปัจจัยเชิงบวก ที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ
ปัจจัยเชิงลบ ที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมากที่สุด คือ สถานการณ์ต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้น อาทิ การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัวต่ำกว่าประมาณการ ความผันผวนของเศรษฐกิจจีน การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายในประเทศบางประการที่ส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น เช่น การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศจากกองทุน LTF และ RMF สถานการณ์ทางการเมือง และเหตุการณ์ความไม่สงบ เป็นต้น
คุณธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มองว่าเศรษฐกิจไทยใกล้จะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงอยู่ในหลายประเด็น โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ การอ่อนค่าอย่างรวดเร็วของค่าเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงภาพความเสี่ยงของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และการพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทำให้ภาพการฟื้นตัวของไทยเป็นไปในลักษณะแบบ U-shape หรือเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจริงไประยะหนึ่ง
สำหรับการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในปี 2558 มองว่าจะมีการขยายตัวได้เพียง 2.8% สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่หดตัวเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันตามอุปสงค์ของตลาดโลกที่ยังอ่อนแอ โดยสาเหตุมาจากคู่ค้าหลักอย่างจีน รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังซบเซา ด้านปัจจัยที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจยังเป็นการใช้จ่ายของภาครัฐและภาคการท่องเที่ยว สำหรับความเสี่ยงหลักคือความผันผวนในตลาดการเงินจากการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของสหรัฐฯในปี 2558 ซึ่งมองว่าจะมีผลทำให้เกิดการโยกย้ายสินทรัพย์ออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดไทย และยังส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาครวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ในขณะเดียวกันสภาพคล่องในระบบอาจตึงตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ดี แม้สหรัฐฯ จะเริ่มเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน แต่ประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ทั้งจีน ญี่ปุ่น และยูโรโซน ยังมีความจำเป็นต้องคงมาตราการผ่อนคลายทางการเงินต่อไป เพื่อช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง
บลจ.อีสท์สปริง แนะจังหวะลงหุ้นไทยคุณภาพผ่านกองทุน ES-THAICG มองหุ้นธรรมาภิบาลแข็งแกร่ง รับประโยชน์จาก Thailand Value-Up และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
ก.ล.ต. ธปท. คปภ. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ ฯ เชิญชวนอินฟลูเอนเซอร์เข้าร่วมโครงการ Money Story for Influencer เล่าเรื่องการเงินอย่างรับผิดชอบ
AGE โชว์กำไร Q1/69 โต 139.5% พร้อมรุก Green Business ต่อเนื่อง
PRAPAT เดินหน้า Q2 สินค้าเครื่องจักร-ธุรกิจสระว่ายน้ำ หนุนการเติบโตต่อเนื่อง
"Krungsri Finnovate" ผนึกกำลัง "Thai Startup" จัดเวที "Opportunity Stage" ในงาน TSD 2026 เปิดพื้นที่สตาร์ทอัพไทยโชว์ศักยภาพสู่สายตานักลงทุน พร้อมเชื่อมโอกาสธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค
Pi ร่วม TFEX ยกระดับการลงทุนทองคำออนไลน์ ผ่าน "Mini Gold Online Futures" เทรดได้แล้ววันนี้
SYNEX มั่นใจแนวโน้มครึ่งปีเติบโตต่อเนื่อง ในงาน Opp Day ชู Product Mix มาร์จิ้นสูง รับดีมานด์ AI-Data Center ขยายตัว
TEKA โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 ในงาน Opportunity Day กำไรพุ่ง 294%
KJL ชูงบ Q1/69 แข็งแกร่ง เดินหน้าขยายตลาด Data Center-Renewable Energy