ก.ล.ต. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคตลาดทุนเดินหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย พร้อมตั้งคณะทำงาน Taskforce ตลาดตราสารหนี้

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

เพื่อส่งเสริมคุณภาพของตลาดตราสารหนี้ไทย

ก.ล.ต. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคตลาดทุนเดินหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย พร้อมตั้งคณะทำงาน Taskforce ตลาดตราสารหนี้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก.ล.ต. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อนชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ความน่าสนใจและความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย และร่วมกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) จัดตั้ง "คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย" เพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพตลาดตราสารหนี้ไทยร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้

ด้วยตลาดทุนไทยอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการแข่งขันในภูมิภาค พฤติกรรมผู้ลงทุนที่เปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของเทคโนโลยี ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนมาตรการเชิงโครงสร้างร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนไทยเป็นทั้งแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และเป็นช่องทาง การออมการลงทุนระยะยาวของประชาชนอย่างมั่นคง

โดยชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ภายใต้คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ซึ่งจัดตั้งและดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568 ดำเนินการภายใต้กรอบการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างฐานผู้ลงทุนคุณภาพ การเพิ่มอุปสงค์ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ การยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาด และการพัฒนาระบบนิเวศที่สนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่านบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล การส่งเสริมบทบาทผู้ลงทุนสถาบัน การดึงดูดบริษัทคุณภาพและธุรกิจ new economy เข้าสู่ตลาดทุน การยกระดับคุณภาพบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ และ Value Up Program การปรับกระบวนการ IPO และ foreign listing ให้แข่งขันได้ ตลอดจนยกระดับธรรมาภิบาลของผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุน (gatekeepers) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและประสิทธิภาพของตลาดทุน

ทั้งนี้ ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ได้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าและการดำเนินการของมาตรการต่าง ๆ โดยสามารถสรุปความคืบหน้าของชุดมาตรการได้ดังนี้

      (1) ด้านการสร้างฐานผู้ลงทุนคุณภาพได้มีการผลักดันแนวทางพัฒนาบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ร่วมกับกระทรวงการคลัง FETCO และตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอยู่ระหว่างหารือเพิ่มเติมและเตรียมแนวทางเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ขณะที่ด้านผู้ลงทุนสถาบันก็ได้มีการเปิดทางให้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น      (2) ด้านการเพิ่มอุปสงค์ หรือ supply ที่มีคุณภาพและน่าสนใจ มีความคืบหน้าทั้งการผลักดันโครงการเพื่อดึงดูดบริษัทที่มีคุณภาพและธุรกิจในอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ตลาดทุน รวมถึงการยกระดับบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ Jump+ ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 142 บริษัท และโครงการ Corporate Value Up ที่มีบริษัทเข้าร่วมและเปิดเผยข้อมูลแล้ว 4 บริษัท และอีกประมาณ 117 บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา     (3) ด้านความน่าเชื่อถือของตลาดทุน ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน เช่น การยกระดับ Interim MD&A การปรับปรุงหลักเกณฑ์รายการที่มีนัยสำคัญและรายการที่เกี่ยวโยงกัน รวมถึงการยกระดับบทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน ที่ปรึกษาทางการเงิน และเลขานุการบริษัท เพื่อเสริมกลไกป้องกันและตรวจจับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุน      (4) ด้านการพัฒนาระบบนิเวศของตลาดทุนยุคใหม่ เช่น การรองรับ tokenization ของตราสารหนี้และหน่วยลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การทบทวนโครงสร้างตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อขาย และการผลักดัน e-proxy เพื่อลดอุปสรรคในการใช้สิทธิของผู้ลงทุนต่างประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบการจัดตั้ง "คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทย" หรือ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ โดย ก.ล.ต. และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ขับเคลื่อน รวมถึงประสานความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย ได้มีการประชุมร่วมกับ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยเป้าหมายของ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ คือ การพิจารณาแนวทางพัฒนาตลาดตราสารหนี้อย่างรอบด้าน เพื่อส่งเสริมคุณภาพของตลาดตราสารหนี้ไทย เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ไทยมีขนาดประมาณร้อยละ 96 ของ GDP และมูลค่าตราสารหนี้ภาคเอกชนอยู่ที่ประมาณ 4.68 ล้านล้านบาท หรือราวร้อยละ 25 ของ GDP สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดตราสารหนี้ในฐานะแหล่งเงินทุนทางเลือกของภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ตลาดตราสารหนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม โดยเฉพาะโครงสร้างผู้ลงทุนที่มีสัดส่วนผู้ลงทุนรายย่อยสูงเกือบร้อยละ 50 ของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งแตกต่างจากตลาดพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนผู้ลงทุนรายย่อยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความจำเป็นในการยกระดับการเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองผู้ลงทุน การพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดตราสารหนี้ และการสร้างระบบนิเวศเพื่อรองรับตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (high yield bond) และตราสารหนี้ที่อยู่ระหว่างผิดนัดชำระหนี้ (distressed bond) อย่างเหมาะสม

สำหรับ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ จะมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ 4 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) มาตรการขยายฐานและยกระดับผู้ลงทุนที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย (2) มาตรการเพิ่มทางเลือกและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและผู้ลงทุน (3) มาตรการส่งเสริมความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของตลาดตราสารหนี้ผ่านการยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองผู้ลงทุน และ (4) มาตรการพัฒนาระบบนิเวศหรือโครงสร้างพื้นฐาน กฎเกณฑ์ และระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ คณะทำงานพัฒนาตลาดตราสารหนี้ไทยจะเริ่มหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย รวมถึงแผนการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ พร้อมผลักดันมาตรการที่ได้รับความเห็นร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า "ชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทยมีเป้าหมายในการพัฒนาตลาดทุนให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นแหล่งระดมทุนของธุรกิจคุณภาพ และเป็นทางเลือกการลงทุนระยะยาวของประชาชน ขณะเดียวกันก็มุ่งเสริมสร้างตลาดทุนที่มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และแข่งขันได้ โดยเป็นการวางกรอบปฏิรูปตลาดทุนไทยในระยะกลางถึงระยะยาว โดยภาพรวมความคืบหน้าของชุดมาตรการดังกล่าว ณ ครึ่งแรกของปี 2569 จาก 14 มาตรการหลัก มี 9 มาตรการที่เดินหน้าได้ชัดเจน 3 มาตรการอยู่ระหว่างออกแบบหรือหารือเพิ่มเติม และ 2 มาตรการที่ต้องเร่งผลักดัน ทั้งนี้ การยกระดับตลาดทุนไทยจะไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในตลาดทุน

ในส่วนของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ต้องดำเนินควบคู่กันทั้งด้านการเพิ่มโอกาสเข้าถึงของผู้ลงทุน การยกระดับคุณภาพข้อมูล การสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และการพัฒนาตลาดรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและมีการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม ขณะเดียวกันต้องเสริมบทบาทของผู้ลงทุนสถาบันและผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ตลาดตราสารหนี้ไทยเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ โปร่งใส และได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน"

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า "ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพและความน่าสนใจของตลาดทุนไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีภูมิภาค โดยทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง หน่วยงานภาครัฐ และภาคตลาดทุน ภายใต้คณะทำงานเพื่อพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ริเริ่มและดำเนินโครงการสำคัญที่เห็นเป็นรูปธรรมแล้วหลายโครงการ ได้แก่ JUMP+ ที่มีบริษัทจดทะเบียนเข้าร่วมกว่า 142 บริษัท โดยอยู่ระหว่างการสื่อสารแผนงานและศักยภาพการเติบโตสู่ผู้ลงทุน การนำเทคโนโลยี AI มาจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุน และการเปิดตัวแอปพลิเคชัน 'wiset' แพลตฟอร์มที่รวมพอร์ตการลงทุนทุกสินทรัพย์ไว้ในที่เดียว

สำหรับมาตรการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเดินหน้า ผลักดันโครงการ BOI to IPO และ EEC to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน ควบคู่กับการพัฒนา Bond Connect Platform เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงพันธบัตรภาครัฐในตลาดแรกได้สะดวก ซึ่งจะช่วยขยายทางเลือกการลงทุน ทั้งหมดนี้ คือก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการขับเคลื่อนตลาดทุนสู่การเป็นตลาดทุนที่น่าเชื่อถือและเปิดกว้างสำหรับทุกโอกาส ตามวิสัยทัศน์ 'The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities'"

นางนวพร วิริยานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายการออมและการลงทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า "กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การระดมทุนของภาคธุรกิจ และการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวให้แก่ประชาชน การขับเคลื่อนชุดมาตรการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจของตลาดทุนไทย ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและภาคตลาดทุน จึงเป็นวาระสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

มาตรการที่อยู่ระหว่างผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว การเพิ่มบทบาทผู้ลงทุนสถาบัน การดึงดูดบริษัทคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุน การยกระดับธรรมาภิบาลและ gatekeepers รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึง ล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการทำให้ตลาดทุนไทยมีความลึก มีความน่าเชื่อถือ และสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังพร้อมที่จะสนับสนุนมาตรการที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชน เศรษฐกิจโดยรวม และวินัยการคลังอย่างรอบด้าน เพื่อให้การพัฒนาตลาดทุนไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับตลาดตราสารหนี้ การพัฒนาฐานผู้ลงทุน การเพิ่มการเข้าถึงตราสารหนี้คุณภาพ การยกระดับข้อมูลและบทบาทของ gatekeepers รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและศูนย์กลางข้อมูล จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและลดความเปราะบางของตลาด ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมการระดมทุน การคุ้มครองผู้ลงทุน และเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม"

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า "FETCO ให้ความสำคัญกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความน่าสนใจของตลาดทุนไทยอย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนการขับเคลื่อนชุดมาตรการภายใต้ความร่วมมือของ ก.ล.ต. กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ฯ และภาคธุรกิจตลาดทุน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มผลิตภัณฑ์และผู้ระดมทุนคุณภาพ การส่งเสริมผู้ลงทุนระยะยาว การยกระดับธรรมาภิบาลและบทบาทของผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและการเข้าถึงตลาดทุน

สำหรับตลาดตราสารหนี้ FETCO สนับสนุนการเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยเข้าถึงตราสารหนี้คุณภาพ ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงผ่านผู้ลงทุนมืออาชีพ การเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเข้าใจง่าย รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและตลาดรองให้รองรับทั้งตราสารหนี้คุณภาพ ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน และตราสารหนี้กลุ่ม High Yield/ Distressed Bond อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ลดความเปราะบางของตลาด และสนับสนุนให้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนและการลงทุนที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันได้ในระยะยาว"

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า "ตลาดตราสารหนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของระบบการเงินไทยในการระดมทุนและการบริหารเงินออม ThaiBMA ในฐานะศูนย์กลางข้อมูลและองค์กรกำกับดูแลตนเอง พร้อมร่วมมือกับ ก.ล.ต. ในการสนับสนุนการขยายฐานผู้ลงทุนคุณภาพ การเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐานข้อมูลเพื่อความโปร่งใสและคุ้มครองผู้ลงทุน ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเวศและกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการเติบโต โดยจะเร่งหารือกับทุกภาคส่วนในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนดำเนินงานอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน"

ทั้งนี้ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง สอดคล้องกับบริบทของตลาดทุน และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้ลงทุน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยกรอบการดำเนินงานของ Taskforce ตลาดตราสารหนี้ คณะทำงานฯ มีแผนหารือกับผู้เกี่ยวข้องในช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2569 เพื่อแจ้งผลต่อ FETCO ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 และคาดว่าจะสรุปแผนงาน Taskforce ตลาดตราสารหนี้ ภายในเดือนกันยายน 2569

ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ไทยให้เป็นระบบนิเวศทางการเงินที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ เข้าถึงได้ และแข่งขันได้ในระดับสากล โดยยึดประโยชน์ของผู้ลงทุน ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจไทยเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ตลาดทุนไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน


ข่าวสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์+ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันนี้

บลจ.อีสท์สปริง แนะจังหวะลงหุ้นไทยคุณภาพผ่านกองทุน ES-THAICG มองหุ้นธรรมาภิบาลแข็งแกร่ง รับประโยชน์จาก Thailand Value-Up และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง กล่าวว่า ในโลกการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจลงทุนใน 'บริษัทที่มีคุณภาพ' มากกว่าบริษัทที่โตเร็วแต่เปราะบาง สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ตลาดทุนไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ Thailand " Value-Up " จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ Corporate Value

บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ... PHAT นำเสนอข้อมูลออนไลน์ ก.ล.ต. - ตลท. เตรียมเข้าจดทะเบียน mai — บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภั...

บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ... PHAT นำเสนอข้อมูลออนไลน์ ก.ล.ต. - ตลท. เตรียมเข้าจดทะเบียน mai — บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภั...

ก.ล.ต. เตรียมเปิดให้กองทุนรวม Thai ESG ลงทุนหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วม JUMP+ และมีคะแนน CGR ตั้งแต่ 90 คะแนน ขึ้นไปได้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund : Thai ESG) สามารถลงทุน...

ก.ล.ต. สั่ง STELLA เปิดเผยข้อมูลการเข้าทำธุรกรรมรับความช่วยเหลือทางการเงินจากบริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) (STELLA) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการ...

ก.ล.ต. ขยายระยะเวลานำส่งผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้ MVP เป็นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายระยะเวลานำส่งรายงานผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) ซึ่งครบกำหนดส่งวันที่ 23...

ก.ล.ต. สั่งการให้ TL ชี้แจงข้อมูลในการเข้าทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) (TL) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าลงทุนในบริษัท เนสท์ติฟลาย จำกัด (Nestifly) ต่อ ก.ล.ต. ภายในวันที่ 20 มกราคม 2569 พร้อมให้...