วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น ยังป้องกันได้ไม่เต็มร้อย

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพ--29 ก.ค.--สธ. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าคนไทยมีการติดเชื้อหรือเป็นพาหนะของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น ที่วัคซีนชนิดเตตราวาเลนซ์สามารถป้องกันได้ ร้อยละ 42.9 และอีกร้อยละ 57.1 เป็นเชื้อชนิดที่วัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคกาฬหลังแอ่นได้ นายแพทย์มงคล ณ สงขลา อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยสถาบันวิจัยสาธารณสุข ได้ศึกษาความชุกของชนิดต่างๆ ของเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการป้องกันโรคโดยใช้วัคซีน และศึกษาความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพที่ใช้รักษาและป้องกันการโรคกาฬหลังแอ่น เพื่อดูแนวโน้มการดื้อยา ผลการศึกษาตั้งแต่ปี 2536 ถึงปัจจุบัน พบว่าคนไทยมีการติดเชื้อหรือเป็นหาพนะของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่น จำนวน 56 สายพันธุ์ จาก 12 จังหวัด เป็นเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นชนิด A ร้อยละ 28.6 ชนิด B ร้อยละ 37.5 ชนิด C ร้อยละ 1.8 ชนิด Y และ W 135 ร้อยละ 12.5 และชนิดอื่นๆ ร้อยละ 19.6 ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรคกาฬหลังแอ่นเป็นชนิดเตเตราวาเลนซ์สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นได้ 4 ชนิด คือ ชนิด A,C,Y และ W 135 แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อชนิด B และจากผลการหาค่าความเข้มข้นยาต่ำสุดในการยับยั้งการเจริญของเชื้อ พบว่าเชื้อนี้มีโอกาสไวต่อยาเพนนิซิลินที่ใช้ในการรักษาน้อยลง ทำให้ต้องมีการเฝ้าระวังการดื้อยาต่อไป น.พ.มงคล ณ สงขลา กล่าวในตอนท้ายว่า ผลจากการศึกษาวิจัยดังกล่าว พบเชื้อ Neisseria meningitidis ชนิด B และชนิดอื่นๆ ถึงร้อยละ 57.1 ดังนั้นผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคกาฬหลังแอ่นแล้วก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ อย่างไรก็ตามประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก แม้ว่าไข้กาฬหลังแอ่นจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรง แต่ก็ไม่ติดต่อง่าย เนื่องจากเชื้อจะตายได้ง่ายเมื่ออยู่นอกร่างกาย และจะติดต่อได้ได้เมื่อหายใจเอาละอองน้ำมูกหรือน้ำลายที่พ่นออกมาจากผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้สามารถป้องกันได้โดยรับประทานยาป้องกันตามคำแนะนำของแพทย์ สอบถามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 591-0203-14 ต่อ 9017, 9081 โทรสาร 591-1707--จบ--

ข่าวกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์+สถาบันวิจัยสาธารณสุขวันนี้

จุดเปลี่ยนสร้างความเชื่อมั่นของการแพทย์ขั้นสูง เมื่ออุตสาหกรรมสเต็มเซลล์ก้าวสู่ยุค"ต้องมีมาตรฐานและกฎหมายรับรอง"

"จุดเปลี่ยนสำคัญของความเชื่อมั่นของการแพทย์ขั้นสูง" เมื่ออุตสาหกรรมสเต็มเซลล์ก้าวสู่ยุคที่ "ต้องมีมาตรฐานและกฎหมายรองรับ" อย่างเป็นรูปธรรม หลังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้ากำหนดมาตรฐานธนาคารเซลล์ เพื่อยกระดับความปลอดภัย คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของการจัดเก็บเซลล์ทางการแพทย์ รองรับการเติบโตของเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub ของภูมิภาค นายแพทย์ เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานธนาคาร

จุฬาฯ ผนึกกำลัง สธ. กรมปศุสัตว์ และภาคีอง... จุฬาฯ เปิดตัว ChulaGLLP หลักสูตรปริญญาโท ผู้นำห้องปฏิบัติการระดับสากลหลักสูตรแรกของโลก — จุฬาฯ ผนึกกำลัง สธ. กรมปศุสัตว์ และภาคีองค์กรสุขภาพระดับโลก เปิดต...

นพ.พีร์ วิทูรพณิชย์ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำ... รพ.หัวเฉียว รับการตรวจประเมินมาตรฐานห้องแล็บ ISO 15189 และ ISO 15190 — นพ.พีร์ วิทูรพณิชย์ (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพ พว.นงลักษณ์ ใจบุญ (ที่ 4 ...

นายกิตติคุณ รอดรังนก ประธานเจ้าหน้าที่สาย... BKGI ร่วมเปิด "อาคารศูนย์ผลิตและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง" — นายกิตติคุณ รอดรังนก ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท แบงคอกจีโนมิกส์อินโนเวช...

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้ายกระดับระบ... กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิด "ศูนย์สุขภาวะจีโนมิกส์" ก้าวใหม่ของการแพทย์แม่นยำไทย — กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เดินหน้ายกระดับระบบสุขภาพ เปิด "ศูนย์สุขภาวะจีโน...

นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร (ที่3 จากซ้าย) ประ... BKGI ผนึกกรมวิทย์ฯ รับถ่ายทอดเทคโนโลยีเซลล์บำบัด ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์ภูมิภาค — นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร (ที่3 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบงค...