ผลสำรวจภัยคุกคามจากบุคคลภายในธุรกิจบริการด้านการเงินและไอทีชี้ พฤติกรรมของพนักงานก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญทางธุรกิจ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--24 ต.ค.--พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง

ผลการศึกษาล่าสุดจากอาร์เอสเอเผยปัญหาของบุคคลภายในที่ต้องเลือกระหว่างนโยบายความปลอดภัย การเชื่อมต่อระยะไกลตามบทบาทผู้ใช้ และการทำงานนอกสถานที่ กว่า 50% หลบเลี่ยงนโยบายความปลอดภัยไอทีเพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำงาน อาร์เอสเอ (RSA) กลุ่มธุรกิจการรักษาความปลอดภัยของอีเอ็มซี (NYSE: EMC) เปิดเผยผลการสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับภัยคุกคามจากบุคคลภายในองค์กร (Insider Threat) จากการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญๆ ในภาคอุตสาหกรรมที่จัดขึ้นในอเมริกาเหนือและละตินอเมริกาในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน ปี 2551 การสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 417 คน รวมถึงตัวแทนจากองค์กรต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุม RSA Conference ซึ่งเปิดเผยเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติเรื่องความปลอดภัยที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงาน ทั้งนี้ผู้ตอบแบบสอบถามทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นที่ภาคธุรกิจการเงินและเทคโนโลยีเป็นหลัก เกือบครึ่งหนึ่งของหน้าที่การงานของผู้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ในขณะที่ปัจจุบันมีการรายงานเกี่ยวกับการละเมิดนโยบายเรื่องข้อมูลอย่างกว้างขวาง ผลการสำรวจในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้กระทั่งบุคคลที่ความรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดีก็ยังมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญๆ ทางธุรกิจ ผู้ตอบแบบสอบถามมีคุณสมบัติดังนี้: 46% ทำงานในธุรกิจบริการด้านการเงิน 20% ทำงานในธุรกิจเทคโนโลยี 46% เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอที 11% เป็นผู้บริหาร 54% ทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน บุคลากรมักจะดำเนินการตามที่ตนเองต้องการ แม้ว่าจะรับทราบถึงแนวทางการรักษาความปลอดภัย ผลการสำรวจความคิดเห็นระบุว่าพนักงานรับทราบถึงข้อจำกัดที่กำหนดโดยฝ่ายไอที แต่หลายคนก็มักจะหลบเลี่ยงมาตรการควบคุมดังกล่าวเพื่อที่จะทำงานด้วยวิธีที่สะดวกและรวดเร็ว จากผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า: 94% มีความคุ้นเคยกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยด้านไอทีขององค์กร แต่ 53% รู้สึกว่าจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายการรักษาความปลอดภัยด้านไอทีเพื่อที่จะทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ จากการตอบคำถามที่แยกต่างหาก 64% ส่งเอกสารงานไปยังอีเมลแอดเดรสส่วนตัวเป็นประจำหรือบางครั้ง เพื่อให้สามารถเข้าถึงเอกสารดังกล่าวและทำงานได้จากที่บ้าน จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 50% แต่กลับเพิ่มขึ้นเป็น 62% สำหรับการสำรวจที่เม็กซิโก และ 71% ที่บราซิล 15% เปิดประตูห้องทำงานทิ้งไว้ ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นในที่ทำงานเข้ามาได้โดยที่เขาไม่ทราบ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในบราซิล พบตัวเลขที่ดีที่สุดที่ 7% ตามมาด้วย 16% ที่เม็กซิโก แต่ในทางตรงกันข้าม ผลการสำรวจจากสหรัฐฯ เผยว่าเกือบหนึ่งในสามของบุคคลภายใน (31%) เปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าเข้าไปในสถานที่ทำงาน เมื่อบุคคลภายในละเลยนโยบายการรักษาความปลอดภัย ข้อมูลสำคัญๆ ก็อาจถูกเปิดเผย และทำให้องค์กรธุรกิจและลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภค ต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงโดยไม่จำเป็น องค์กรต่างๆ สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการพัฒนานโยบายการรักษาความปลอดภัยที่มุ่งเน้นข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับความจำเป็นและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ วิธีนี้จะช่วยรักษาความครบถ้วนสมบูรณ์และความลับของข้อมูลตลอดอายุการใช้งานของข้อมูลนั้นๆ ไม่ว่าข้อมูลจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ใด ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลนั้น หรือข้อมูลถูกใช้งานอย่างไร กล่าวโดยสรุปก็คือ องค์กรต่างๆ ควรจะปรับใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยที่สะดวกมากขึ้น ไม่ซับซ้อน และมีการแบ่งเป็นระดับชั้นต่างๆ เพื่อลดปัจจัยที่จะทำให้พนักงานละเมิดกฎระเบียบและฝ่าฝืนนโยบายการรักษาความปลอดภัยของบริษัท การเข้าถึงข้อมูลสำคัญในแบบระยะไกล: ไม่แน่นอน ปราศจากการคุ้มครอง ในโลกไร้สายในปัจจุบัน ผลการสำรวจความคิดเห็นยืนยันว่าบรรดาพนักงานพึ่งพาการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลในช่วงที่อยู่นอกสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือพื้นที่สาธารณะ จากผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า: 89% ดำเนินธุรกิจระยะไกลเป็นประจำหรือในบางครั้ง โดยเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายส่วนตัวแบบเสมือน (Virtual Private Network - VPN) หรือเว็บเมล 58% เข้าถึงอีเมลของบริษัทโดยใช้คอมพิวเตอร์สาธารณะเป็นประจำหรือในบางครั้ง และ 65% เข้าถึงอีเมลของบริษัทโดยใช้ฮอตสปอตไร้สายสาธารณะเป็นประจำหรือในบางครั้ง การเข้าถึงข้อมูลสำคัญๆ ผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลจำเป็นต้องอาศัยวิธีการรับรองความถูกต้องที่เข้มงวดกว่าการใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ องค์กรต่างๆ สามารถรักษาความยืดหยุ่นและความสะดวกในการเข้าถึงระยะไกลสำหรับเครือข่าย VPN และเว็บเมล ด้วยการจัดหารหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียวผ่านทางโทเค็น (Token) แบบฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายบนอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟน BlackBerry? ข้อมูลอาจตกเป็นเป้าหมายเคลื่อนที่ และข้อมูลพกพามักจะถูกจัดการอย่างไม่เหมาะสม ผลการสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดให้แก่พนักงาน จะต้องสามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลได้โดยอิสระ แต่กระนั้น การที่พนักงานทำงานนอกสถานที่มากขึ้นส่งผลให้เกิดความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้นในการปกป้องข้อมูลที่อยู่ภายนอกองค์กร จากผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า: หนึ่งในสิบของผู้ตอบแบบสอบถามเคยทำเครื่องแลปท็อป สมาร์ทโฟน และ/หรือแฟลชไดรฟ์ USB สูญหาย โดยที่อุปกรณ์ดังกล่าวเก็บข้อมูลบริษัทเอาไว้ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเม็กซิโก พบความเสี่ยงที่ข้อมูลของบริษัทอาจถูกเปิดเผยมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 29% ยืนยันว่าตนเองเคยทำเครื่องแลปท็อป สมาร์ทโฟน และ/หรือแฟลชไดรฟ์ USB สูญหาย ส่วนในสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 5% 79% ออกจากสถานที่ทำงานโดยถืออุปกรณ์พกพาที่มีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ เช่น เครื่องแลปท็อป สมาร์ทโฟน และ/หรือแฟลชไดรฟ์ USB เป็นประจำหรือในบางครั้ง ถึงแม้ระบบประมวลผลแบบพกพาถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ แต่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการปกป้อง ไม่ว่าจะถูกจัดเก็บไว้ที่ใดก็ตาม ย่อมจะก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น แนวทางที่ใช้นโยบายสำหรับการคุ้มครองข้อมูลจะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถจำแนกประเภทของข้อมูลสำคัญๆ ทั้งยังเพิ่มความสะดวกในการค้นหาข้อมูลทั่วทั้งองค์กร การบังคับใช้มาตรการควบคุม รวมถึงการรายงานและตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย “การป้องกันข้อมูลสูญหายนับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบุคลากรที่มีหน้าที่ดูแลรักษาเครือข่ายและข้อมูลของบริษัท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพกพาข้อมูลกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดนโยบายและมาตรการควบคุมที่ชัดเจนในการปกป้องข้อมูล แทนที่จะพึ่งพาการดำเนินการตามอำเภอใจของพนักงาน” ทอม คอร์น รองประธานฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศของอาร์เอสเอ กล่าว “วิธีนี้จะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถป้องกันไม่ให้มีการบันทึกข้อมูลสำคัญไว้ในแฟลชไดรฟ์ USB ตั้งแต่แรก หรืออย่างน้อยก็จะต้องมีการเข้ารหัสข้อมูลอย่างเหมาะสมเสียก่อน” จำกัดการเข้าถึงข้อมูลให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น องค์กรต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง และบุคลากรมีการปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างต่อเนื่อง เช่น พนักงานประจำย้ายไปทำงานที่แผนกอื่น หรือที่ปรึกษาภายนอกย้ายออกไปหลังจากที่สัญญาโครงการสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี ในบางครั้ง การกำกับดูแลเครือข่ายขององค์กรอาจไม่สามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จากผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า: 43% ได้เปลี่ยนตำแหน่งงานภายในองค์กร แต่ยังคงสามารถเข้าถึงบัญชี/ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในการทำงานอีกต่อไป การสำรวจความคิดเห็นในเม็กซิโกรายงานผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ 30% ตามมาด้วยบราซิลที่ 42% อย่างไรก็ตาม ที่สหรัฐฯ หนึ่งในสองของผู้ตอบแบบสอบถาม (50%) ยังคงสามารถเข้าถึงส่วนที่ไม่จำเป็นในระบบขององค์กร 79% เปิดเผยว่าบริษัทของตนเองว่าจ้างพนักงานชั่วคราวและ/หรือผู้รับเหมาที่จำเป็นต้องเข้าใช้ข้อมูลและระบบสำคัญๆ ขององค์กร 37% เคยเข้าสู่พื้นที่บางส่วนของเครือข่ายองค์กรที่พวกเขาเชื่อว่าตัวเองไม่ควรจะเข้าถึงได้ ควรจะให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งแก่บุคคลที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น และในบางสายงาน จำเป็นที่จะต้องเข้าถึงพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงอย่างมากภายในโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศ องค์กรต่างๆ จะสามารถจัดการผู้ใช้จำนวนมาก พร้อมทั้งบังคับใช้นโยบายการรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์ตามบทบาทของผู้ใช้ ซึ่งรองรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ คุ้มครองทรัพยากรขององค์กรเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต และเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ในการทำงานอย่างถูกต้องเหมาะสม “ผลการสำรวจความคิดเห็นเปิดเผยว่า องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศและมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นการปกป้องการดำเนินการในแต่ละวันของบุคคลภายในที่มีเจตนาบริสุทธิ์ ควบคู่ไปกับนโยบายและมาตรการที่ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับบุคคลที่มุ่งร้าย” คริสโตเฟอร์ ยัง รองประธานอาวุโสของอาร์เอสเอ กล่าว “เป็นที่ชัดเจนว่าองค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับใช้แนวทางคุ้มครองความปลอดภัยที่แบ่งเป็นหลายๆ ระดับชั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากบุคคลภายในและปกป้องข้อมูลให้ปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างมากที่องค์กรจะต้องทราบว่ามีใครบ้างที่เข้าถึงข้อมูลของคุณ และจะต้องควบคุมการเข้าถึงผ่านทางนโยบาย กำกับดูแลกิจกรรมที่น่าสงสัยเพื่อตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้ กำหนดและบังคับใช้นโยบายและมาตรการคุ้มครองข้อมูล และแปลงข้อมูลเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ให้กลายเป็นข้อมูลข่าวกรองเรื่องการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการรักษาความปลอดภัยที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง” สำหรับรายงานฉบับสมบูรณ์สำหรับผลการสำรวจความคิดเห็นประจำปี 2551 และคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง โปรดดู “ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยคุกคามจากบุคคลภายในองค์กร: พนักงานยอมรับว่าพฤติกรรมในแต่ละวันก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลสำคัญ” (Insider Threat Survey: Workers Admit to Everyday Behavior That Puts Sensitive Information at Risk) ประจำปี 2551 ระเบียบวิธีที่ใช้ในการสำรวจความคิดเห็น การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยคุกคามจากบุคคลภายในองค์กรประจำปี 2551 ที่จัดทำโดยอาร์เอสเอ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการรักษาความปลอดภัยของอีเอ็มซี มีผู้ตอบแบบสอบถาม 417 คน โดยเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญ 3 กิจกรรม ซึ่งจัดขึ้นใน 3 ประเทศในภูมิภาคอเมริกาเหนือและละตินอเมริกา: การประชุม RSA Conference ในสหรัฐฯ (7-11 เมษายน; ผู้ตอบแบบสอบถาม 134 คน) การสัมมนาเรื่อง Demystifying the Payment Card Industry Standard: Routes to PCI Compliance ที่เม็กซิโกซิตี้ (28 พฤษภาคม; ผู้ตอบแบบสอบถาม 44 คน) งาน CIAB 2008 ในบราซิล (11-13 มิถุนายน; ผู้ตอบแบบสอบถาม 239 คน) ผู้ตอบแบบสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยคุกคามจากบุคคลภายใน ประจำเดือนพฤศจิกายน 2550 ของอาร์เอสเอ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพนักงานบริษัทเอกชนที่เดินไปมาตามท้องถนนในบอสตันและวอชิงตัน ดี.ซี. โดยผู้ตอบแบบสอบถามทั้งในช่วงปี 2550 และ 2551 เป็นพนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า บุคคลภายนอก และที่ปรึกษา ซึ่งสามารถเข้าถึงทรัพยากรขององค์กรได้ทั้งในแบบกายภาพและ/หรือแบบโลจิคัล และแบบสอบถามแต่ละชุดมีคำถามที่เหมือนกัน เกี่ยวกับอาร์เอสเอ อาร์เอสเอ (RSA) กลุ่มธุรกิจการรักษาความปลอดภัยของอีเอ็มซี เป็นผู้นำด้านการจัดหาโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยสำหรับการขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้องค์กรชั้นนำระดับโลกประสบความสำเร็จ โดยช่วยแก้ไขปัญหาท้าทายที่ซับซ้อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องการรักษาความปลอดภัย แนวทางการรักษาความปลอดภัยโดยมุ่งเน้นข้อมูลของอาร์เอสเอช่วยรักษาความครบถ้วนสมบูรณ์และความลับของข้อมูลตลอดอายุการใช้งานของข้อมูลนั้นๆ ไม่ว่าข้อมูลจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ใด ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลนั้น หรือข้อมูลถูกใช้งานอย่างไร อาร์เอสเอนำเสนอโซลูชั่นระดับชั้นนำของอุตสาหกรรมในการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้ (Identity) และการควบคุมการเข้าถึง การเข้ารหัสและการจัดการคีย์ การปฏิบัติตามกฎระเบียบและการจัดการข้อมูลความปลอดภัย และการป้องกันการปลอมแปลง โซลูชั่นเหล่านี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้หลายล้านราย รวมถึงธุรกรรมที่ผู้ใช้เหล่านี้ดำเนินการ และข้อมูลที่สร้างขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม www.RSA.com และ www.EMC.com ข้อมูลเกี่ยวกับอีเอ็มซี อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น (NYSE: EMC) เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาและจัดหาโซลูชั่นและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้องค์กรทุกขนาดปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากข้อมูลที่มีอยู่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของอีเอ็มซี คลิกไปที่ www.thailand.emc.com สำหรับสื่อมวลชน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มงคล จุลโยธิน / อมีนา มาเจริญ บริษัท พีซี แอนด์ แอสโซซิเอทส์ คอนซัลติ้ง จำกัด Tel: 0-2971-3711 Fax: 0-2521-9030 Email: [email protected]

ข่าวรักษาความปลอดภัย+ภาคอุตสาหกรรมวันนี้

Security Vision ร่วมเป็นพันธมิตรงานประชุมนานาชาติ Kaspersky Cyber Insights 2026

Security Vision เข้าร่วมงานประชุมนานาชาติ APAC Cyber Insights ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีโดยแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) โดยปีนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 คน และผู้ชมออนไลน์เกือบ 1,000 คน ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยตัวแทนจากบริษัทชั้นนำ รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคชั้นนำ และหัวหน้าฝ่ายบริการปกป้องข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมและภาคการเงิน หัวข้อหลักของการอภิปรายคือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลความปลอดภัยแบบตอบสนอง

การผสานรวม FortiAIGate ช่วยสร้างสภาพแวดล้... ฟอร์ติเน็ต ผสาน NVIDIA เชิงลึก ยกระดับความปลอดภัย AI ในองค์กรได้อย่างโดดเด่นและครอบคลุม — การผสานรวม FortiAIGate ช่วยสร้างสภาพแวดล้อม AI แบบ Zero-Trust พร...

กทม. คุมเข้มเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ เตรียมพร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยระบบสารสนเทศตลอด 24 ชม.

นางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลกรุงเทพมหานคร (สดท.) กทม. กล่าวกรณีกลุ่มผู้โจมตีทางไซเบอร์ KRYBIT อ้างว่าได้เข้าถึงข้อมูลของ กทม. และมีแผนเผยแพร่ข้อมูลภายใน 3 4 วันว่า กทม. ...

ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกด้านไซเบอร์ซีเคีย... ฟอร์ติเน็ตเผย องค์กรไทยเจอความซับซ้อนด้านไซเบอร์เพิ่มอีก ภัยคุกคาม AI มาเร็วเกินรับมือได้ทัน — ฟอร์ติเน็ต ผู้นำระดับโลกด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ที่ขับเคลื่อ...