โรคต้อและจอประสาทตาเสื่อม เป็นตัวอย่างของความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาที่ผู้สูงวัยไม่ควรมองข้าม ตัวอย่างของผู้สูงอายุที่มีปัญหา "ต้อกระจก" คุณณัฐยา ธาราพิมาณ ปัจจุบันอายุ 65 ปี เล่าให้ฟังว่า "เมื่อ 3-4 เดือนก่อน ตาซ้ายยังเริ่มพร่ามัวมองเห็นเป็นฝ้าขาว เหมือนมีก้อนสำลีบางๆ มาขวางกั้น นอกจากนี้ทุกครั้งเวลาเหลือบตาขึ้นลง จะรู้สึกเหมือนมีอะไรแข็งๆ ค้างอยู่ข้างใน ทำให้เคืองตาและรู้สึกรำคาญมาก ตอนแรกกลัวเป็นเบาหวานขึ้นตา เพราะเป็นเบาหวานมานาน 24 ปีแล้ว ระดับน้ำตาลอยู่ที่ 100 กว่ามาตลอด พอไปตรวจละเอียดที่โรงพยาบาลถึงทราบว่า เป็นอาการเริ่มต้นของต้อกระจก ซึ่งหมอบอกว่ายังผ่าตัดลอกออกไม่ได้ ต้องรอให้ต้อหนามากกว่านี้เสียก่อน
โดยปกติแล้ว โรคต้อกระจก (Cataract) เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยแม้กระทั่งทารก โดยมีสาเหตุหลักจากการเสื่อมของแก้วตาตามวัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมักพบในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป และยังเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ เช่น พันธุกรรม การถูกกระแทกหรือโดนของมีคมทิ่มแทงลูกตา และโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคระบบประสาท โรคเบาหวาน ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาด้วยยาได้ วิธีเดียวคือการผ่าตัดลอกต้อกระจก แต่คุณณัฐยา แก้ไขปัญหาได้แล้วด้วย วิธีการทำให้ภูมิสมดุล
หรืออาการ "จอประสาทตาเสื่อม" (Age-Related Macular Degeneration: AMD) ที่เกิดจากการเสื่อมสภาพในส่วนกลางของจอประสาทตา ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุ ต้องสูญเสียการมองเห็นเป็นการถาวร จนเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต อาการจอประสาทตาเสื่อมแบ่งได้ 2 ประเภท โดยร้อยละ 90 ของผู้ที่เป็นมักพบเป็นจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง จะมีการเสื่อมสลายมีโปรตีนและไขมันจับอยู่ที่จุดกลางรับภาพจอประสาทตา จากขบวนการเสื่อมตามอายุ ความสามารถในการมองเห็นจะค่อย ๆ ลดลง และเป็นไปอย่างช้า ๆ บางรายมีความรุนแรงก็อาจพัฒนาไปเป็นจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 10-15 และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการตาบอด
การรักษาอาการเหล่านี้ การแพทย์สมัยใหม่ต่างบอกว่า ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้อย่างมากเพียงหยุดหรือชะลออาการไม่ให้ลุกลาม ด้วยการฉีดยาลดการอักเสบเข้าในลูกตาโดยตรง มีหลายกรณีที่ผู้ที่เป็นไม่รู้สึกตัวถึงความผิดปกติในการมองเห็นตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยเฉพาะถ้าตาอีกข้างยังมองเห็นได้ดี
แต่เมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยในอังกฤษและอเมริกาได้ค้นพบว่า สาร Interleukin 18 (IL18) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเรา สามารถใช้ฉีดเป็นยาเข้าเส้น แทนการฉีดยาเข้าลูกตา เพื่อระงับและหยุดการไหลออกของเลือดจากเส้นเลือดหลังจอประสาทตาเสื่อม ช่วยป้องกันตาบอดได้ เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียกได้
สิ่งนี้ชี้ว่าภูมิค้มกันในร่างกายเรามีความเชื่อมโยงต่อการรักษาโรคตา โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา นักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกผู้คิดค้นวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันให้สมดุลจากพืชไทยเพื่อถนอมดวงตา ได้อธิบายว่า โรคตาส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการที่เนื้อเยื่อตาเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ อาทิ อาการตาแห้ง วุ้นตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม และอาการแพ้ภูมิตัวเอง เช่น เบาหวานขึ้นตา พังผืดที่ตา
แต่การศึกษาของการแพทย์สาขาภูมิคุ้มกันวิทยาพบว่า สาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกติต่างๆ เกี่ยวกับดวงตานั้น เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวในตัวเราสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Pro-imflammatory cytokines) มากเกินไป เช่น IL-1-beta, IL-3, IL-17, TNF-alpha, IFN-gamma ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและแก้ไขความผิดปกติเหล่านี้ก็คือ การกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ลดการหลั่งสารเหล่านี้ให้น้อยลงจนเข้าสู่ภาวะสมดุล
ข่าวดีคือ การวิจัยล่าสุดของคณะนักวิจัย Operation BIM นำโดยศ.ดร.พิเชษฐ์ ได้ค้นพบนวัตกรรมชื่อว่า "APCOcapsule" ที่สกัดจากพืชธรรมชาติ 5 ชนิด มังคุด งาดำ ถั่วเหลือง ฝรั่ง และบัวบก เมื่อนำมาเสริมฤทธิ์กันจะมีคุณสมบัติทำให้เม็ดเลือดขาวลดการหลั่งสารก่อการอักเสบลง และ ได้พัฒนา "APCOessence " ที่นอกจากลดการหลั่งสารก่อการอักเสบแล้วยังเพิ่มสาร Interleukin 18 (IL18) ให้มีมากขึ้นด้วย
ผลการทดสอบจากศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่า APCO capsule ทำให้สารที่ก่ออาการอักเสบในเม็ดเลือดขาวมีอัตราลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ IL-1-beta ลดลง 6%, IL-3 ลดลง 27%, IL-17 ลดลง 45%, TNF-alpha ลดลง 93% และ IFN-gamma ลดลง 10% จึงสามารถช่วยป้องกันและทำให้อาการน้ำในวุ้นตาเสื่อมรวมถึงความผิดปกติอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับดวงตาดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อาการตาแห้ง ต้อกระจก ต้อหิน ม่านตาอักเสบ จอประสาทตาเสื่อม และความผิดปกติที่สืบเนื่องมาจากอาการแพ้ภูมิตัวเอง เช่น เบาหวานขึ้นตา พังผืดที่ตา เป็นต้น ในขณะที่ APCO essence ทำให้ลดสารเหล่านี้ได้เช่นกัน แต่เพิ่ม interleukin18 ด้วย จึงเหมาะอย่างยิ่ง สำหรับการถนอมสายตาของผู้มีจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก
แต่ในกรณีที่หลีกเลี่ยงภาวะทำงานที่ต้องใช้สายตาเป็นเวลานานๆ ไม่ได้ ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และที่สำคัญคือ ต้องรู้จักใช้ดวงตาอย่างทะนุถนอม ไม่ควรใช้สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอนานๆ อาจใช้วิธีพักสายตาด้วยการหลับตาสักครู่ หรือปรับโฟกัสมองไกลๆ บ้าง ร่วมกับการนวดคลึงเบาๆ
นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้างสมดุลชีวิตทิ้งท้ายไว้ว่า การตรวจพบและรักษาโรคแต่เนิ่นๆ ยังเป็นสิ่งจำเป็นมาก แนะนำให้ผู้สูงอายุหรือกลุ่มเสี่ยงให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพตาเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ในร่างกายเป็นประจำแม้จะไม่มีอาการผิดปกติอะไรอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะจะทำให้การรักษาโรคทำได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาสามารถเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ฟรี ณ ศูนย์รับปรึกษาปัญหาข้อ เข่า เบาหวานและดวงตา ถนนรัชดาภิเษก โทร 1154
กลุ่มทิสโก้เยี่ยมชมศูนย์บริการสุขภาพผู้สูงอายุศิริราช - สมุทรสาคร สะท้อนพลังความร่วมมือ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยไทย
รพ.ไทยนครินทร์ ห่วงใยสุขภาพ ร่วมกับ สปสช.และศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนาให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ฟรี
โรงพยาบาล The Senior และ NextMove Rehabilitation เปิดตัว"ศูนย์ฟื้นฟูอัจฉริยะ" ผสานเทคโนโลยีสมอง ระบบประสาท และหุ่นยนต์ฟื้นฟู เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วย Stroke
โฮมโปร เปิดเบื้องหลังการสร้าง "คนที่ช่วยทำให้เรื่องบ้านง่ายขึ้น" เพราะเรื่องบ้านไม่ใช่เรื่องยาก... แต่ไม่มีใครอยากตัดสินใจพลาด
เจาะลึก Smart Hospital รามาธิบดี เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มเวลาและโอกาสให้ผู้ป่วย
แพทย์แนะมนุษย์ติดจอเกินพอดี หยุดพักสายตา ลดปัญหา “สายตาล้าเรื้อรัง”
แพทย์แนะมนุษย์ติดจอเกินพอดี หยุดพักสายตา ลดปัญหา “สายตาล้าเรื้อรัง”