หลายคนอาจเคยสังเกตว่า ผู้สูงอายุในบ้านเริ่มเดินช้าลง เหนื่อยจากกิจกรรมที่เคยทำได้ ขาบวมในช่วงเย็น หรือต้องเพิ่มจำนวนหมอนหนุนหลังและศีรษะ เพราะนอนราบแล้วหายใจลำบาก แต่อาจเข้าใจว่าอาการเหล่านี้เป็นเพียงความอ่อนล้าจากอายุที่มากขึ้น ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณของ "ภาวะหัวใจล้มเหลว" โดยเฉพาะเมื่อเกิดหลายอาการร่วมกัน รุนแรงขึ้น หรือเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค อธิบายว่า "หัวใจล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าหัวใจหยุดเต้นทันที แต่เป็นภาวะที่ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลง จากปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ส่วนหัวใจหยุดเต้น อาจเกิดขึ้นได้เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวมีความรุนแรงมากขึ้น"
อาการของภาวะนี้ จึงอาจไม่ได้เริ่มจากอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง แต่จะค่อย ๆ แสดงผ่านความเปลี่ยนแปลงใกล้ตัว เช่น เหนื่อยง่าย ขาบวม หรือนอนราบไม่ได้ จนผู้ป่วยและครอบครัวไม่ทันนึกว่า หัวใจกำลังส่งสัญญาณเตือน
อาการ หัวใจล้มเหลวแบบไหน ควรรีบไปโรงพยาบาล
อาการหัวใจล้มเหลว ในระยะแรก อาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงจนผู้ป่วยไม่สังเกตหรือรับรู้ เริ่มจากเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง เดินได้ระยะทางสั้นลง หรือขึ้นบันไดได้ไม่เท่าเดิม ก่อนรุนแรงขึ้นจนทำกิจวัตรง่าย ๆ อย่าง อาบน้ำ แต่งตัว พูด หรือแค่รับประทานอาหาร ก็รู้สึกเหนื่อยมาก
บางรายอาจมีอาการไอมากขึ้นโดยเฉพาะตอนกลางคืนโดยไม่ทราบสาเหตุ ขา-เท้าบวมในช่วงเย็น อาจเกิดร่วมกับน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือนอนราบไม่ได้จนต้องหนุนหมอนสูงหรือนั่งหลับ
พญ.ปิยนาฏ เตือนว่า "หากผู้ป่วยหอบเหนื่อยแม้ขณะพัก พูดได้ไม่เป็นประโยค วูบ-หมดสติ หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย ไม่ควรรอดูอาการ แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะหัวใจล้มเหลวกำลังกำเริบ หรือเกิดภาวะน้ำท่วมปอดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน"
หัวใจล้มเหลว สาเหตุเกิดจากอะไร ทำไมคนไม่มีอาการก็อาจเสี่ยง
ภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดได้จากความผิดปกติหลายด้าน ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงผลกระทบจากโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต ภาวะโลหิตจาง และภาวะอ้วน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญ คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ หากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน เลือดและออกซิเจนจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนเสียหายและทำงานได้ลดลง
พญ.ปิยนาฏ อธิบายว่า "เมื่อหัวใจสูญเสียกล้ามเนื้อส่วนที่เคยทำหน้าที่บีบและคลายตัวไป ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดของหัวใจก็จะลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว"
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่มีอาการชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอายุยังน้อยรายหนึ่งซึ่งมีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง แต่ขาดการติดตามนานกว่า 2 ปี เพราะรู้สึกว่ายังแข็งแรง ก่อนตรวจพบหัวใจโต การทำงานของหัวใจลดลง และหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะ Heart Failure with Preserved Ejection Fraction (HFpEF) ซึ่งเป็นหัวใจล้มเหลวชนิดที่หัวใจยังบีบตัวได้ดี แต่คลายตัวได้ไม่เต็มที่ จนเกิดอาการเหนื่อย ขาบวม หรือนอนราบไม่ได้
"HFpEF สัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง เบาหวาน และภาวะอ้วน และสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยทำงาน ดังนั้น การควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือด จึงไม่ใช่แค่การทำให้ตัวเลขผลตรวจดูดีขึ้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการลดภาระที่หัวใจต้องแบกรับในระยะยาว" พญ.ปิยนาฏ กล่าวเพิ่มเติม
ค้นหาต้นเหตุรอบด้าน เพื่อรักษาหัวใจล้มเหลวได้ตรงจุด
การวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ตั้งแต่ประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และการตรวจร่างกาย ไปจนถึงการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ เพื่อประเมินการบีบและคลายตัว ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และความผิดปกติภายในห้องหัวใจ
แพทย์อาจตรวจเลือด เช่น NT-proBNP ซึ่งช่วยประเมินว่าอาการเหนื่อยหรือบวมสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจหรือไม่ ตลอดจนตรวจหาความผิดปกติของไต ไทรอยด์ หรือภาวะโลหิตจางที่อาจส่งผลต่อหัวใจร่วมด้วย
หากผลตรวจเบื้องต้นบ่งชี้ว่า อาจมีโรคหลอดเลือดหัวใจหรือความผิดปกติของแรงดันภายในหัวใจ แพทย์อาจพิจารณาการสวนหัวใจเพื่อประเมินหลอดเลือดหัวใจ ภาวะน้ำคั่ง และข้อมูลที่จำเป็นต่อการวางแผนรักษา อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเหมือนกันทุกราย แต่จะเลือกตามอาการ ปัจจัยเสี่ยง และสาเหตุที่เป็นไปได้ เพื่อให้สามารถรักษาโรคต้นเหตุได้อย่างตรงจุด
พญ.ปิยนาฏ ย้ำถึงแนวทางการรักษาว่า "สิ่งสำคัญในฐานะแพทย์ จึงไม่ใช่แค่รักษาอาการเหนื่อยหรือบวมที่เกิดจากตัวโรค แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคืออะไร ซึ่งจะช่วยรักษาได้ตรงจุดมากที่สุด"
ดูแลทั้งหัวใจและโรคร่วม เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวมักมีโรคร่วมหลายด้าน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง หรือภาวะอ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการเลือกยา การตอบสนองต่อการรักษา และโอกาสที่อาการจะกลับมากำเริบ
การดูแลจึงต้องครอบคลุมทั้งโรคต้นเหตุ โรคร่วม การใช้ยา โภชนาการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยอาศัยการประสานงานของแพทย์หลายสาขาและทีมสหวิชาชีพ เพื่อวางแผนรักษาให้เหมาะกับปัญหาสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
พญ.ปิยนาฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า "เป้าหมายสำคัญของการรักษามีอยู่ 2 เรื่อง คือ การรักษาหรือควบคุมโรคที่เป็นต้นเหตุ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งผู้ป่วยและครอบครัวมีบทบาทสำคัญมาก ตั้งแต่การรับประทานยาสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด ไม่มองข้ามการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ก็จะช่วยลดโอกาสที่โรคจะกำเริบ และช่วยรักษาสุขภาพหัวใจส่วนที่แข็งแรงไว้ให้นานที่สุด"
มะเร็งปากมดลูก โรคที่ป้องกันได้ แต่ยังพรากชีวิตผู้หญิงไทยอยู่ทุกวัน
TSPCA ประชุมสามัญ 69 พร้อมขับเคลื่อนองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์ที่ยั่งยืน
แค่ล้มเบา ๆ ก็เสี่ยงหัก รู้ทัน 'กระดูกพรุน' ภัยเงียบของผู้สูงอายุ
เมดพาร์ค ชวนรู้ทัน 'ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน' เจาะลึกความเสี่ยงจากหัวใจ สมอง และการนอนหลับ
เมดพาร์ค คว้ารางวัลองค์กรที่สร้างผลกระทบเชิงบวกสูงสุดต่อสังคม Future Trends Awards 2026
เมดพาร์ค เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์ หนุนการแพทย์แม่นยำ รักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า
เอ็นไอเอเปิดฟอรั่มโอกาสเฮลท์เทคไทย พร้อมเผยผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลก 2025
ศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ยกระดับการรักษาผมบางและศีรษะล้าน ด้วยมาตรฐานโรงพยาบาล โดยทีมแพทย์ระดับแนวหน้า