รายงานชี้ "ความล่าช้าในการนำส่งผู้ป่วย" ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในไทย

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ผู้เชี่ยวชาญไทยชี้ความจำเป็นในการขยายเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองครบวงจรทั่วประเทศ เสริมประสิทธิภาพระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล และนำเทคโนโลยี AI มาสนับสนุนการวินิจฉัย เพื่อปิดช่องว่างการดูแลผู้ป่วยนอกกรุงเทพฯ

รายงานชี้  "ความล่าช้าในการนำส่งผู้ป่วย" ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในไทย

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นก่อนผู้ป่วยจะเดินทางถึงศูนย์โรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงทีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากรายงานฉบับใหม่ Strengthening Stroke System Readiness Across ASEAN ซึ่ง Siemens Healthineers เปิดตัวภายในงาน Hospital Management Asia 2026 ณ กรุงเทพฯ รายงานชี้  "ความล่าช้าในการนำส่งผู้ป่วย" ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในไทย

รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ 7 คนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านโรคหลอดเลือดสมอง 2 คนจากโรงพยาบาลศิริราช โดยระบุว่า ความล่าช้าส่วนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่ระยะก่อนถึงโรงพยาบาล เนื่องจากประชาชนยังมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาการของโรคหลอดเลือดสมองไม่เพียงพอ ส่งผลให้การตอบสนองต่ออาการล่าช้า นอกจากนี้ ระยะทางและระบบส่งต่อระหว่างสถานพยาบาลไปยังศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรที่ยังขาดความเชื่อมโยง อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 40% ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลก และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของภาระโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดในประเทศกำลังพัฒนา โดยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองประมาณหนึ่งในสามต้องเผชิญกับความพิการในระยะยาวอย่างรุนแรง. สำหรับประเทศไทย โรคหลอดเลือดสมองยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 โดยผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบมีอัตราความพิการอยู่ที่ประมาณ 60%. ขณะที่ภาระโรคหลอดเลือดสมองของไทยยังเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระหว่างกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่

"ระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน" Fabrice Leguet กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอาเซียน และหัวหน้าฝ่าย Enterprise Services ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น Siemens Healthineers กล่าว

"สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญคือการขยายเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองให้ครอบคลุมพื้นที่นอกเมืองใหญ่ ควบคู่กับการพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสังเกตและรับรู้สัญญาณของโรค การเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ไปจนถึงการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว การรักษา และการฟื้นฟู" Chris Poray กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย Siemens Healthineers กล่าว

ความล่าช้าตลอดกระบวนการดูแลผู้ป่วยยังเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยจัดทำแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Service Plan) ครอบคลุมทั่วประเทศภายใต้กระทรวงสาธารณสุข พร้อมการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองระดับปฐมภูมิ ระดับกลาง และระดับครบวงจรที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงบริการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรในพื้นที่นอกเมืองใหญ่ยังมีข้อจำกัด

ผลการศึกษาระบุว่า ระยะเวลาในการเดินทางและส่งต่อผู้ป่วย ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงกว่าจะถึงศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรที่ใกล้ที่สุด ตลอดจนความตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับสัญญาณเตือนตามหลัก FAST ที่ยังมีข้อจำกัด ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) ที่ล่าช้า และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหลอดเลือดสมองและรังสีแพทย์ระบบประสาทในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ รวมถึงแพทย์ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาในโรงพยาบาลต้นทางซึ่งยังต้องการการฝึกอบรมและการสนับสนุนเพิ่มเติม ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ล่าช้า

ต้นแบบระดับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ

โรงพยาบาลศิริราชได้พัฒนาหนึ่งในโครงการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย ให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลันตลอด 24 ชั่วโมง ระบบการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพทางระบบประสาทขั้นสูง การดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke ICU) และการฟื้นฟูโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังยกระดับการดูแลผู้ป่วยในระยะก่อนถึงโรงพยาบาลผ่าน หน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) ซึ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในชื่อ Stroke One Stop (MSU-SOS) โดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และบูรณาการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับและประเมินสัญญาณโรคหลอดเลือดสมอง และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) บนรถ เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยจะเดินทางถึงโรงพยาบาล

โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการในปี 2561 และได้ให้การรักษาผู้ป่วยแล้วมากกว่า 2,900 ราย โดยหน่วยที่มีความก้าวหน้าสูงสุดอย่าง MSU-8 ได้รับการพัฒนาจากความร่วมมือระหว่างศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล Siemens Healthineers และ RMA Automotive ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การขยายรูปแบบการวินิจฉัยผู้ป่วยตั้งแต่ระยะก่อนถึงโรงพยาบาล ควบคู่กับเป้าหมายระยะยาวในการมีศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรทุกระยะประมาณ 60-80 กิโลเมตร และการเสริมความแข็งแกร่งของระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของประเทศไทย

AI เสริมประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองให้รวดเร็วและเชื่อมโยงยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพและเชื่อมโยงระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า AI สามารถช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น จัดลำดับความเร่งด่วนและคัดแยกผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานทางคลินิก นอกจากนี้ ยังช่วยขยายการเข้าถึงความเชี่ยวชาญของแพทย์ผ่านเครือข่ายการแพทย์ทางไกลสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง (tele-stroke) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่นอกกรุงเทพฯ ที่ยังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีจะเกิดประสิทธิผลสูงสุดเมื่อบูรณาการเข้ากับแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่ออกแบบไว้อย่างเหมาะสม พร้อมด้วยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม เครือข่ายการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ และมาตรฐานการรักษาที่สอดคล้องกันทั่วทั้งระบบ

แนวทางสำคัญในการยกระดับความพร้อมของระบบดูแลโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทย

นอกเหนือจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า การยกระดับความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือโรคหลอดเลือดสมอง จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบ บุคลากร และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที ได้แก่:

รายงานระบุ 5 แนวทางสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในภูมิภาค ได้แก่

  1. จัดตั้งศูนย์โรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจรในระยะประมาณ 60-80 กิโลเมตร พร้อมพัฒนาระบบส่งต่อระหว่างโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. พัฒนาระบบแจ้งเตือนและการสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยผ่าน Tele-stroke ที่ใช้ AI เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต้นทางสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ถึงโรคหลอดเลือดสมอง
  3. พัฒนาระบบสนับสนุนแพทย์ในการตัดสินใจ เพื่อช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจรักษาและลดความล่าช้าในการคัดแยกผู้ป่วย
  4. ยกระดับการฝึกอบรมและการสนับสนุนแพทย์ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา ในโรงพยาบาลที่ทำหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วย
  5. เสริมความเข้มแข็งในการเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) และสร้างความตระหนักรู้ในประชาชนเกี่ยวกับสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองตามหลัก FAST

"การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองต้องอาศัยการตัดสินใจและการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนผู้ป่วยจะเดินทางถึงโรงพยาบาล ไม่มีหน่วยงานหรือเทคโนโลยีใดเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถยกระดับกระบวนการทั้งหมดนี้ได้" Poray กล่าว "หน่วยโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) เกิดประสิทธิผลได้จากการผสานความร่วมมือของหลายภาคส่วน และประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในลักษณะเดียวกัน เพื่อขยายเครือข่ายศูนย์โรคหลอดเลือดสมองและพัฒนาระบบส่งต่อให้ครอบคลุมทั่วประเทศ"

นพ. มัยธัช สามเสน ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ และเลขานุการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า "เมื่อพูดถึงโรคหลอดเลือดสมอง ทุกนาทีมีความสำคัญ ที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค ทีมสหสาขาวิชาชีพของเราทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบ ตั้งแต่การดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน การวินิจฉัยและรักษาโดยทีมประสาทวิทยา การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ การรักษาด้วยหัตถการ ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วยวิกฤต โดยมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงและการตัดสินใจทางคลินิกที่รวดเร็วเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดูแลผู้ป่วย เป้าหมายของเราคือการให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการดูแลที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด"


ข่าวHospital Management Asia+โรคหลอดเลือดสมองวันนี้

Delays before patients reach stroke centres remain a major barrier to timely treatment in Thailand, new report finds

Thai experts call for a nationwide network of comprehensive stroke centre, stronger inter-hospital referral systems and wider adoption of AI-enabled diagnostics to close gaps in stroke care outside Bangkok Delays occurring before patients reach stroke centres remain a major barrier to timely treatment across Southeast Asia, according to a new report, Strengthening Stroke System Readiness Across ASEAN, unveiled today by Siemens Healthineers at Hospital Management Asia 2026 in Bangkok, Thailand

ชูแนวคิด "Leading Change that Delivers" ถ... ฉลองครบรอบ 25 ปี Hospital Management Asia 2026 ผนึกผู้นำโรงพยาบาลกว่า 2,000 คนจากทั่วเอเชีย — ชูแนวคิด "Leading Change that Delivers" ถกทิศทางภาวะผู้นำด้า...

งาน Hospital Management Asia 2022 งานสัมม... Hospital Management Asia 2022 ยกระดับระบบสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพด้วยดิจิทัล — งาน Hospital Management Asia 2022 งานสัมมนาด้านระบบสาธารณสุข และการดูแลสุข...

Hospital Management Asia 2018 งานสัมมนาระ... Hospital Management Asia 2018 งานศูนย์กลางสุขภาพ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะจัดขึ้นในไทย — Hospital Management Asia 2018 งานสัมมนาระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นทุก...

ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริหารโรงพยาบาล... ประเทศไทยพร้อมจัดงาน Hospital Management Asia 2018 เพื่อเป็นศูนย์กลางสุขภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้เชี่ย...

ไทยปลื้ม 3 โรงพยาบาลดังสร้างชื่อ รับรางวัลระดับภูมิภาค “Asian Hospital Management Awards 2007”

ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ-โรงพยาบาลไทยดังทั่วเอเชียอีกครั้ง เมื่อ 3 โรงพยาบาลชั้นนำของไทยได้รับรางวัลพิเศษ “Asian Hospital Management Awards 2007” ในงานสัมมนาผู้บริหารโรงพยาบาลภูมิภาคเอเชียครั้งที่ 6 ประจำปี...