นายวราห์ สุจริตกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุน เปิดเผยว่า หลังจากที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยหรือ Thailand Future Fund (TFFIF) ได้เริ่มเสนอขายหน่วยลงทุนส่วนเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(Initial Public Offering: IPO) โดยมีช่วงจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายเบื้องต้นที่ 4,000 – 4,470 ล้านหน่วย ปรากฏว่าในการเสนอขายหน่วยลงทุนส่วนเพิ่มทุนแก่ผู้จองซื้อทั่วไป เมื่อวันที่ 12 – 19 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น TFFIF ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนรายย่อย โดยความสนใจในการจองซื้อหน่วยลงทุนในครั้งนี้มีมูลค่ามากกว่า 28,800 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ามูลค่าที่ได้จัดสรรไว้เบื้องต้น พร้อมกันนี้ในช่วงเวลาเดียวกันผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนได้สำรวจปริมาณความต้องการซื้อหน่วยลงทุนของนักลงทุนสถาบันในแต่ละช่วงจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายเบื้องต้น (Book Building) พบว่ามีนักลงทุนสถาบันในประเทศซึ่งรวมถึงสถาบันที่บริหารกองทุนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั่วไป เช่น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนประกันสังคม เป็นต้น แสดงความต้องการจองซื้อหน่วยลงทุนที่จำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายสูงสุดของช่วงจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายเบื้องต้น มากกว่าหน่วยลงทุนที่จัดสรรไว้เบื้องต้นเช่นกัน ส่งผลให้จำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายสุดท้ายในครั้งนี้เท่ากับ 4,470 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายส่วนเพิ่มทุนเท่ากับ 44,700 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณการอัตราการปันส่วนแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในปีแรก เท่ากับร้อยละ 4.751 ซึ่งเป็นจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายที่สูงที่สุดของช่วงจำนวนหน่วยลงทุนเสนอขายเบื้องต้น
ทั้งนี้ เนื่องจาก TFFIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการสนับสนุนโดยภาครัฐและเพื่อให้ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มั่นคงและมีโอกาสในการเติบโต และเพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีที่ต้องการให้ประชาชนทั่วไปเป็นสัดส่วนหลักของ TFFIF จึงพิจารณาจัดสรรจำนวนหน่วยลงทุนเพิ่มเติมให้กับผู้จองซื้อทั่วไป โดยสัดส่วนการเสนอขายหน่วยลงทุนสุดท้าย ประกอบไปด้วย กระทรวงการคลัง จำนวน 357 ล้านหน่วย ผู้จองซื้อทั่วไป จำนวน 2,300 ล้านหน่วย และ นักลงทุนสถาบันในประเทศ (ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจงและผู้จองซื้อพิเศษ) จำนวน 1,813 ล้านหน่วย จากการเสนอขายหน่วยลงทุน TFFIF ในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเสนอขายตราสารทุนที่มีมูลค่ามากที่สุดในปี 2561
ตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุน กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการจัดสรรหน่วยลงทุนสำหรับผู้จองซื้อทั่วไป คาดว่าจะประกาศภายในวันที่22 ตุลาคม 2561 โดยสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรได้ที่สำนักงานใหญ่และสาขาของบริษัทจัดการ ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่และสาขาของผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุน ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และสำนักงานใหญ่และสาขาของผู้สนับสนุนการขายหน่วยลงทุน ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) หรือสามารถตรวจสอบได้ทางโทรศัพท์และเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ตรวจสอบได้เฉพาะส่วนที่รับจองซื้อโดยผู้รับจองซื้อแต่ละราย) สำหรับผลการจัดสรรทั้งหมด สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ www.settrade.com และ www.tffif.com
ส่วนผู้จองซื้อทั่วไปที่ไม่ได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนครบตามจำนวนที่จองซื้อ หรือถูกปฏิเสธการจองซื้อ จะได้รับการคืนเงินค่าจองซื้อหน่วยลงทุนให้แก่ผู้จองซื้อตามจำนวนที่ไม่ได้รับการจัดสรรหรือถูกปฏิเสธการจองซื้อตามใบจองซื้อแต่ละใบจอง ผ่านทางบริษัทจัดการ หรือผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุน หรือผู้สนับสนุนการขายหน่วยลงทุนที่ได้จองซื้อไว้ ภายใน 3 วันทำการหลังจากวันที่ประกาศผลการจัดสรรหน่วยลงทุนสำหรับผู้จองซื้อทั่วไป โดยเงื่อนไขและรายละเอียดให้เป็นไปตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน
ทั้งนี้ TFFIF จะเข้าลงทุนครั้งแรกในสิทธิในการรับรายได้ร้อยละ 45 ของรายได้ค่าผ่านทางรวมสุทธิ2 ที่จัดเก็บได้จากทางพิเศษฉลองรัชและทางพิเศษบูรพาวิถี ระยะทางรวม 83.2 กิโลเมตร เป็นระยะเวลา 30 ปี นับจากวันโอนสิทธิตามสัญญาโอนและรับโอนสิทธิในรายได้ (Revenue Transfer Agreement หรือ RTA) โดยทางพิเศษ 2 สายทางดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และ กทพ. จะนำเงินที่ได้รับจากการโอนสิทธิในการรับส่วนแบ่งรายได้ในครั้งนี้ไปใช้พัฒนาโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก และโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ ตอน N2 เชื่อมต่อไปยังถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกและส่วนต่อขยายทดแทน ตอน N1
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการ กล่าวว่า คาดว่าหน่วยลงทุนส่วนเพิ่มทุนของ TFFIF จะเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ โดยกองทุน มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างน้อยปีละ2 ครั้ง และในแต่ละรอบปีบัญชีจะจ่ายในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว โดยประมาณการอัตราการปันส่วนแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในปีแรก (สิ้นสุด 30 กันยายน 2562) เป็นร้อยละ 4.751 (ภายหลังการกำหนดมูลค่าหน่วยลงทุนเสนอขายสุดท้ายที่ 44,700 ล้านบาท)
ตัวแทนบริษัทจัดการ กล่าวอีกว่า การลงทุนใน TFFIF นักลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษีจากเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนเป็นระยะเวลา 8ปีอีกด้วย นอกจากนี้ TFFIF ยังมีศักยภาพในการเติบโต จากการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ของภาครัฐในอนาคตได้ทุกประเภท เช่น ทางหลวง สนามบิน ท่าเรือ ระบบราง ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลดีต่อขนาดของกองทุนและยังจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหน่วยลงทุนในอนาคต
หมายเหตุ
1 ประมาณการอัตราการปันส่วนแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในปีแรก คำนวณจากผลรวมจำนวนเงินทุนเริ่มแรกและจำนวนเงินเบื้องต้นที่คาดว่าจะได้รับจากการเสนอขายส่วนเพิ่มทุนจำนวน 45,700 ล้านบาท (มูลค่าการเสนอขายส่วนเพิ่มทุนสุดท้าย) โดยมีสมมติฐานในการจ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 100 ของกำไรสุทธิที่มีการปรับปรุงแล้ว รวมทั้งสมมติฐานในการตัดจำหน่ายค่าใช้จ่ายในการออกและเสนอขายหน่วยลงทุนเป็นระยะเวลา 3 ปี ตามนโยบายบัญชี และสมมติฐานหลักที่ผู้ประเมินราคาอิสระใช้ในการจัดทำประมาณการ ซึ่งเป็นเพียงการแสดงประมาณการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 และไม่อาจรับรองผลได้ ทั้งนี้จำนวนเงินสุดท้ายที่จะได้รับจากการเสนอขายส่วนเพิ่มทุนอาจแตกต่างจากประมาณการดังกล่าว
2 รายได้ค่าผ่านทางรวมสุทธิเท่ากับค่าผ่านทางที่จัดเก็บได้จากเส้นทางในปัจจุบันของทางพิเศษที่กองทุนเข้าลงทุนในรายได้ครั้งแรกหักด้วยจำนวนเงินตามวิธีการที่กำหนดในสัญญา RTA ซึ่งอ้างอิงภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเงินอื่นที่คำนวณตามอัตราดังต่อไปนี้ (ก) ร้อยละ 10 ในกรณีที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บังคับจริงกับอัตราค่าผ่านทางน้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 10 หรือ (ข) อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บังคับจริง ในกรณีที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ใช้บังคับจริงกับอัตราค่าผ่านทางเกินกว่าร้อยละ 10 โดยอัตราค่าผ่านทางที่นำมาใช้คำนวณจำนวนเงินตามกรณี (ก) หรือ (ข) รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว
คำเตือน
- ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
- การลงทุนในหน่วยลงทุนส่วนเพิ่มทุนนี้ไม่ใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงจากการลงทุนซึ่งผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวน จึงไม่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวน และความเสี่ยงจากการลงทุนอย่างละเอียดรอบคอบก่อนลงทุน และเมื่อมีข้อสงสัยควรสอบถามผู้ติดต่อกับผู้ลงทุนให้เข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุน โดยควรลงทุนเมื่อเห็นว่าการลงทุนใน TFFIF เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุนของตน และผู้ลงทุนยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนดังกล่าวได้
- ห้ามมิให้นำข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนี้ไปตีพิมพ์เผยแพร่หรือแจกจ่ายให้แก่บุคคลในสหรัฐอเมริกา เอกสารนี้มิใช่การเสนอขายหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา หรือประเทศอื่นใด หลักทรัพย์ที่ระบุไว้ในเอกสารนี้มิได้มีการจดทะเบียนและจะไม่มีการจดทะเบียนตามกฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1933 (รวมถึงที่แก้ไขเพิ่มเติม) ("กฎหมาย หลักทรัพย์ของสหรัฐฯ") หรือกฎหมายหลักทรัพย์ในรัฐใด ๆ ของสหรัฐอเมริกา และอาจเสนอและขาย (ก) ในสหรัฐอเมริกา และให้แก่บุคคลอเมริกันนอกสหรัฐอเมริกาเฉพาะที่เป็น "ผู้ซื้อสถาบันที่มีคุณสมบัติ" และ "ผู้ซื้อที่มีคุณสมบัติ" ตามกฎ 144 A หรือข้อยกเว้นอื่น หรือเฉพาะในธุรกรรมที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับแห่งการจดทะเบียนตามกฏหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ และ (ข) นอกสหรัฐอเมริกา โดยเสนอและขายให้แก่บุคคลที่มิใช่คนสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยกฎ Regulation S ของ กฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ผู้ออกหลักทรัพย์ไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนส่วนหนึ่งส่วนใดของการเสนอขายในสหรัฐอเมริกา หรือทำการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในสหรัฐอเมริกา อีกทั้ง มิได้จดและจะไม่มีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจัดการการลงทุนตามกฎหมายบริษัทจัดการการลงทุนของสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1940 (รวมถึงที่แก้ไขเพิ่มเติม)
- ห้ามมิให้นำเอกสารนี้ไปใช้ในการจัดทำบทความเพื่อตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา
- การแจกจ่ายเอกสารนี้ในบางประเทศอาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ห้ามมิให้นำเอกสารนี้ไปแจกจ่ายในสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา หรือประเทศญี่ปุ่น ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา หรือประเทศญี่ปุ่น
STA ได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระดับสูงสุด "AAA" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ADVICE ร่วมเวที ก.ล.ต.-ตลท. จับตาภัยมิจฉาชีพออนไลน์ ย้ำบทบาทบริษัทจดทะเบียนรับมือภัยไซเบอร์
SCL เข้าร่วม JUMP+ ประกาศวิสัยทัศน์ 3 ปี ขับเคลื่อนกำไร ลงทุน Warehouse Automation รุกตลาดอะไหล่ยุโรปและ EV
ทานตะวันอุตสาหกรรม (THIP) คว้าหุ้นยั่งยืนประจำปี 2568 ระดับ "A" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จาก SET
PROUD คว้า SET ESG Ratings 2568 ระดับ "A" สะท้อนผู้นำอสังหาฯ ระดับลักชัวรี เติบโตยั่งยืนทุกมิติ
CKPower คว้าผลประเมิน SET ESG Ratings 2025 ระดับสูงสุด AAA
บล.เมย์แบงก์ ชี้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 "ตลาดพร้อมลุย" แนะมองข้ามความผันผวนระยะสั้น
TFG สุดปลื้ม! คว้าหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating ปี 68 ระดับ AA สะท้อนศักยภาพการบริหารจัดการครบทุกมิติ ESG สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน
บางกอกแอร์เวย์ส (BA) คว้าหุ้นยั่งยืน "ระดับ A" จาก SET ESG Ratings 2025