การปฏิรูปทางดิจิทัลถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี เช่น คลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) และ IoT สำหรับอุตสาหกรรม (IIoT) ซึ่งหลายอุตสาหกรรมต่างค่อยๆ ทยอยกันปฏิรูปสู่ดิจิทัล นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจในปัจจุบัน สิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจคือต้องแน่ใจด้วยว่าบุคลากรจะต้องได้รับการ "ปฏิรูปทางดิจิทัล" ด้วยเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่สามารถปรับใช้เทคโนโลยีได้ดีหรือผู้ที่ก้าวทันโลก จะมีความสามารถนำโอกาสที่เกิดในยุค IoT มาใช้กับการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เพิ่มขีดความสามารถของพนักงาน จากความร่วมมือและการฝึกอบรม
แม้ว่าบริษัทมากมายต่างตระหนักดีถึงความสำคัญของการปรับโฉมให้กับคนทำงาน แต่ก็ยังคงมีช่องว่างในเรื่องของทักษะอยู่มาก จากรายงานของ Accenture ระบุว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของนายจ้างพูดถึงการขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถโดดเด่น และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ในภาพรวมของเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆจำเป็นต้องดูแลและสร้างคนทำงานที่พร้อมสำหรับอนาคต ด้วยการลงทุนเรื่องของการฝึกอบรม เพิ่มทักษะให้กับพนักงานและส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ตัวอย่างเช่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริคให้โอกาสกับพนักงานในการฝึกอบรมต่างออฟฟิศ เพื่อให้ได้ทักษะที่แตกต่างรวมถึงมีมุมมองใหม่ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยเร่งให้เกิดความก้าวหน้าในสายอาชีพ พร้อมส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจ ผู้นำธุรกิจในปัจจุบันต้องทำมากกว่าการพัฒนาทักษะด้านเทคนิค โดยการเพิ่มทักษะด้านอารมณ์ เช่น การแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์ เพื่อเติมเต็มความมุ่งมั่นจากภาครัฐบาลเช่นโครงการ "SMEs Go Digital", SkillsFuture และคุณสมบัติทักษะฝีมือแรงงาน
บริษัทฯยังมีอีกบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ที่มีความสามารถพิเศษก่อนเข้าสู่การทำงาน ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งอาจรวมถึงความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักเรียนมีทักษะด้านเทคนิคจากโปรแกรมฝึกงานและการฝึกอบรมในที่ทำงาน รวมถึงการจัดแข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจในการทำงานจริง
ประโยชน์ของบุคลากรที่มีความสามารถทางเทคโนโลยี (Smart Workforce)
คนทำงานที่มีความพร้อมในการใช้ประโยชน์จาก IoT จะมีอนาคตไกล เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทไปได้ดีในยุคดิจิทัล การเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลจะปูทางไปสู่การหลอมรวมข้อมูลจากการวางแผนและการดำเนินการจริงเข้าด้วยกัน เพื่อการบริหารจัดการสินทรัพย์และความสูญเสีย โดยใช้เทคโนโลยีการบริหารข้อมูลและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพของความสามารถในการทำกำไรในโครงการนั้นๆ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการ หรือทนุบำรุงดูแลสินทรัพย์ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย
การผสานรวมเทคโนโลยีต่างๆ เช่นอุปกรณ์ AR (augmented-reality) ที่ใช้ IoT ช่วยเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ใช้งาน ด้วยทักษะและความรู้ใหม่ๆที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการกับสินค้าคงคลังได้ดียิ่งขึ้น ด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อที่มากขึ้นจากการใช้ IoT ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ โดยนำข้อมูลมาใช้คาดการณ์ถึงความล้มเหลวได้ล่วงหน้า บุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าทันเหตุการณ์มากขึ้น ด้วยการดำเนินการซ่อมแซมและเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนที่เครื่องจะทำงานผิดปกติซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ความก้าวหน้าด้านความฉลาดของเครื่องจักรยังช่วยให้มนุษย์สามารถทำงานโต้ตอบกับระบบเซ็นเซอร์ได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของงานและให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ กระทั่งโซลูชัน AI และเทคโนโลยี ML (machine learning) ล้วนใช้การจดจำรูปแบบขั้นสูง เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโปรไฟล์การปฏิบัติงานที่เป็นอัตลักษณ์ของสินทรัพย์และกระบวนการต่างๆ ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์เซ็นเซอร์ของเครื่องจักรถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการดำเนินงานได้ในแบบเรียลไทม์ โดยให้การแจ้งตือนล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาของอุปกรณ์ต่างๆ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า
เทคโนโลยีในวันนี้จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่าในวันพรุ่งนี้ คนทำงานยุคใหม่จำต้องมีความสามารถในการควบคุมการใช้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัท องค์กรจำต้องลงทุนในเรื่องของการอบรมและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถโดดเด่น พร้อมกันนี้ สิ่งสำคัญคือการฝึกอบรมให้กับผู้มีความสามารถที่เพิ่งเข้ามาเริ่มงานใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะมีบุคคลที่พร้อมด้วยความสามารถและทักษะความชำนาญเข้ามาร่วมทีมและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตและเราจำเป็นต้องดำเนินบทบาทในการสร้างความมั่นคงให้กับอนาคต
เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า "Life is On" ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รับโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณจาก กปภ. หนุนขับเคลื่อน Smart Water
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เจาะลึกระบบ Liquid cooling สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI กับ 3 ความเสี่ยงหลัก แนะมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ พันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานอย่างเป็นทางการของ McLaren Racing ส่งมอบเสถียรภาพขั้นสูงสู่สนามแข่งระดับโลก
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมประชุม World Economic Forum 2026 ผลักดันความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม ยกระดับขีดความสามารถของเทคโนโลยีพลังงาน
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผนึกกำลัง AVEVA และ ETAP ประกาศเข้าร่วมสมาชิก Alliance for OpenUSD
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดเสวนาระดมความคิดเชิงกลยุทธ์ผู้บริหารระดับสูง ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 รับมือความท้าทายด้านพลังงาน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มศักยภาพอาชีพช่างไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เสริมแกร่งทักษะขั้นสูงรองรับเศรษฐกิจขยายตัว
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ชวนพาร์ทเนอร์สัมผัส "MCSeT with EvoPacT" สวิตช์เกียร์รุ่นใหม่ล่าสุด ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยผลสำรวจ Green Impact Gap ชี้องค์กรไทย 52% ใช้ AI เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ปลดล็อกต้นทุน-เพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน