นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทย ในฐานะธนาคารพาณิชย์ของรัฐ ได้สนับสนุนโครงการ National e-Payment ของรัฐบาล กำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ในการก้าวสู่ Future Banking ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว และคาดว่าการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ธนาคารจึงได้พัฒนาระบบ Money Connect by Krungthai ขึ้น ซึ่งเป็นระบบเดียวที่สามารถจองซื้อหลักทรัพย์ผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง
"ปัจจุบันผู้ลงทุนมีความรู้ ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนต่าง ๆ มากขึ้น ระบบ Money Connect by Krungthai ถือเป็นการพลิกโฉมวิธีการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนในตลาดแรกเป็นครั้งแรกของธนาคารไทย ซึ่งจะทำให้ทุกการลงทุนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและสะดวกสบาย ทั้งการจองซื้อหุ้นกู้ หน่วยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือหน่วยลงทุนอื่นๆ โดยลูกค้าของธนาคารสามารถทำธุรกรรมได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องไปที่สาขาอีกต่อไป สอดคล้องกับ Lifestyle ของผู้ลงทุนในยุคปัจจุบัน"
นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ กล่าวต่อไปว่า ธนาคารนำระบบ Money Connect by Krungthai มาให้บริการครั้งแรกสำหรับการจองซื้อกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund :TFFIF) ระหว่างวันที่ 12 – 19 ตุลาคม 2561 โดยธนาคารตั้งเป้าภายใน 2 ปี จะมีกลุ่มลูกค้ารายย่อย และนักลงทุน High Net-Worthของธนาคาร หันมาใช้บริการจองซื้อหลักทรัพย์ผ่านระบบ Money Connect by Krungthai ไม่ต่ำกว่า 30% จากการจองหลักทรัพย์โดยผ่านสาขาของธนาคารแบบดั้งเดิม
ผู้ลงทุนที่ประสงค์ใช้ระบบ Money Connect by Krungthai สามารถเข้าสู่ระบบได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ https://www.moneyconnect.ktbnetbank.com หรือhttp://www.ktb.co.th หรือ สแกน QR Code Money Connect by Krungthai โดยสามารถลงทะเบียน กรอกข้อมูลส่วนตัว และทำแบบประเมินความเสี่ยงการลงทุน หลังจากนั้น สามารถจองซื้อหลักทรัพย์ได้ด้วยตนเอง และชำระเงินผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทย โดยไม่ต้องนำส่งใบจองซื้อหรือเอกสารแนบให้กับธนาคาร รวมทั้งผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบสถานะการจองแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ออกแบบระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการ Internet Banking โดยใช้ระบบรักษาความปลอดภัย SSL (Secure Sockets Layer) ระดับ 128 bits (128-bit Encryption) ทำให้ผู้ที่ดักจับข้อมูลระหว่างทาง ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ต่อได้ ซึ่งเป็นระบบที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองจากบริษัทที่มีชื่อเสียงและมีมาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งธนาคารมีการทำ Data Encryption กับข้อมูลที่มีความสำคัญมาก เช่น รหัสผ่านส่วนตัว (Password) โดยผ่านกระบวนการเข้ารหัส ใช้Algorithm ที่ซับซ้อนก่อนเก็บข้อมูลในระบบ เป็นการเข้ารหัสข้อมูลทางเดียว เพื่อใช้เทียบเคียงข้อมูลที่ได้จากลูกค้าเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่สุจริต
ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนมีการเติบโตอย่างโตเนื่อง โดยในปี 2560 มีการออกตราสารหนี้ระยะยาวถึง 8.2 แสนล้านบาท และคาดว่าในปี 2561 จะมีการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนประมาณ 8.5 แสนล้านบาท จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีหน้าการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนยังมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งธนาคารกรุงไทยเป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชนในอันดับต้นๆ
"กรุงไทย-ไออาร์พีซี" ยกระดับการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนผ่าน ESG Platform บูรณาการข้อมูล ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ตอบโจทย์ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
กรุงไทยยกระดับ Gold Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง เปิดโอกาสนักลงทุนเข้าถึงทองคำ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวนเริ่มต้นเพียง 0.05 ออนซ์
กรุงไทยเปิดตัวลงทุนหุ้นนอก DR (ชุดใหม่) "10 หลักทรัพย์" ขยายโอกาสลงทุนทั่วโลก อ้างอิงกองทุน ETF ชั้นนำและหุ้นเมกะเทรนด์ของจีน ดีเดย์ 11 พ.ย. นี้
กรุงไทยปลื้ม! กองทุน KTSV-KTB ยอดขายทะลุ 1.2 หมื่นล้าน ตอกย้ำความสำเร็จ "ขายกองทุนรับเงินทันที" บริหารสภาพคล่องทันใจ ตอบโจทย์นักลงทุนยุคใหม่
กรุงไทยเปิดประตูสู่หุ้นโลกส่ง DR80 ใหม่ 8 หลักทรัพย์ อ้างอิงหุ้น "Miniso- Grab -CrowdStrike" และกลุ่มเติบโตของจีนและสหรัฐ ดีเดย์ 10 ก.ย. 68
พันธบัตรวอลเล็ต สบม. บนเป๋าตัง จองซื้อเต็ม 5,000 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จนวัตกรรมการลงทุนที่ตอบโจทย์ในทุกมิติ
"Krungthai Investment" ยกระดับประสบการณ์ลงทุน ทุกมิติ ตอบโจทย์ผู้ลงทุนยุคใหม่ ปรับกลยุทธ์ตามทุกสภาวะตลาด
ครั้งแรกในไทย กรุงไทยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ขายกองทุนแล้วได้รับเงินทันที ผ่าน Krungthai NEXT บริหารสภาพคล่องได้ทันใจ ตอบโจทย์ผู้ลงทุนยุคใหม่