รัฐมนตรีเกษตรฯ ย้ำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ ในหลวง ร.9 สามารถน้อมนำมาเป็นแนวทางพัฒนาภาคเกษตรไทยให้เข้มแข็งได้

31 May 2019
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยต้องมีการปรับโครงสร้างภาคเกษตรใหม่โดยให้มีแผนการผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรทำเกษตรกรรมตามยถากรรมเหมือนอดีตที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ผู้มีอาชีพเกษตรกรรมมีรายได้น้อยกว่าผู้มีอาชีพอื่น การที่รัฐบาลในอดีตมักชอบใช้การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำด้วยการออกมาตรการพยุงราคาสินค้าโดยใช้งบประมาณจำนวนมากมาซื้อผลผลิตทางการเกษตรในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดหรือมาตรการประกันราคาผลผลิต รวมทั้งการใช้งบประมาณมารับจำนำผลผลิตเพื่อจะทำให้ราคาผลผลิตสูงขึ้นนั้น ในยุคปัจจุบันการใช้มาตรการแทรกแซงด้านราคาข้างต้นจะไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เพราะสินค้าเกษตรไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูง และยังไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในภาคเกษตรแทนแรงงานมนุษย์อย่างแพร่หลายมากนัก ในขณะที่อำนาจต่อรองของเกษตรกรไทยก็ต่ำเพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยไม่ได้รวมกันเป็นแปลงใหญ่ ประกอบกับสถาบันเกษตรกรทั้งสหกรณ์การเกษตรหรือสภาเกษตรกรก็ยังมีบทบาทน้อย ในการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรในการประกอบอาชีพแบบครบวงจร ตั้งแต่เริ่มต้นลงมือทำการเกษตรจนถึงการจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด

สำหรับแนวทางการปรับโครงสร้างการผลิตทางเกษตรของไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแนวทางไว้ในช่วงที่ได้ทรงงานด้านเกษตรกรรม ตั้งแต่การจัดระบบน้ำชลประทานเพื่อการเกษตร การปรับคุณภาพดินและการเลือกทำการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เรียกว่า "โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ" ที่ทรงแนะนำให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็นส่วน ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือพื้นที่สำหรับทำเป็นแหล่งเก็บน้ำ พื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ทำการปศุสัตว์ และพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยในอัตราส่วน 30:30:30:10 ซึ่งแนวทางการบริหารภาคการเกษตรตามโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริดังกล่าวนี้ กระทรวงเกษตรฯ สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางแบ่งพื้นที่เกษตรกรรมทั้งประเทศจำนวน 149 ล้านไร่ได้ โดยจัดแบ่งพื้นที่ (Zoning) การเกษตรของประเทศได้ตามอัตราส่วนดังกล่าว โดยกระทรวงเกษตรฯ จะต้องวางแผนการทำเกษตรกรรมให้เกษตรกรด้วยว่าพื้นที่ไหนจะทำการเกษตรอะไร หรือชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ และจะแบ่งส่วนไหนทำเป็นแหล่งน้ำหรือพัฒนาระบบชลประทานและจะแบ่งส่วนไหนเก็บไว้เป็นที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกรที่จะไม่ขาดทุนในการประกอบอาชีพ ก็ต้องทำความเข้าใจให้การเกษตรกรรู้จักเลือกทำการเกษตรแบบผสมผสาน หรือทำเกษตรเพื่อเลี้ยงครอบครัวก่อนที่เรียกว่า "การปลูกพืชสวนครัว รั้วกินได้/หรือเลือกทำกาเกษตรที่มีมูลค่าสูงหรือกรเกษตรคุณภาพสูง (Premium) เช่น การทำเกษตรกรรมที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสินค้าปลอดภัย (GAP) หรือเกษตรอินทรีย์ (Organic) ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาดี เป็นต้น

รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าวย้ำอีกว่า การปรับโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรไทยตามแนวทางข้างต้น กระทรวงเกษตรฯ จะต้องไม่ทำหน้าที่เพียงแค่ไปส่งเสริมหรือแนะนำให้เกษตรกรให้ทำการเกษตรอย่างเดียว โดยที่ไม่บอกว่าจะให้เกษตรกรผลิต/ปลูกพืชอะไรหรือเลี้ยงสัตว์ชนิดไหนถึงจะขายได้หรือควรผลิตจำนวนเท่าไหร่ แต่กระทรวงเกษตรฯ จะต้องปรับโครงสร้างหน่วยงานของตนเองเช่นสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานทูตเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานหรือเจรจากับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนเกี่ยวกับความต้องการ (Demand) ก่อนที่จะมาแนะนำหรือส่งเสริมให้เกษตรกร เมื่อทราบข้อมูลความต้องการของตลาดจากกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนแล้ว กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำมาจัดทำเป็นแผนการผลิตพืชหรือปศุสัตว์หรือประมงแต่ละชนิดในแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมตรงกับความต้องการของตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศด้วย

"ถ้าเราปรับโครงสร้างภาคการเกษตรให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ข้างต้นแล้ว ประเทศไทยก็สามารถเป็นมหาอำนาจทางอาหารหรือเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ได้ เพราะประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศรวมทั้งภูมิประเทศเหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรมดีกว่าประเทศอื่น ๆ รวมทั้งคนไทยยังมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถทำครัวหรือทำอาหารเก่งอยู่แล้ว ในโลกปัจจุบันเป็นยุคแม้ว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจนทำให้อาชีพหรือกิจการหลายประเภทต้องสลายหายไป แต่การผลิตอาหารให้มนุษย์ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยชนิดไหนหรืออุตสาหกรรมใดมาทดแทนอาหารการกินของมนุษย์ได้ ดังนั้น รัฐบาลใหม่หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง จึงต้องใช้งานการทำเกษตรกรรมของประเทศไทยที่เป็นจุดเด่นหรือข้อได้เปรียบของประเทศไทยนี้ ให้เป็นกลไกพื้นฐานในการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งและสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ ไม่แพ้ประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแต่อย่างใด"