หากรู้สึกเหนื่อยล้าสุด ๆ จากหน้าที่เดิม ๆ สมาธิในการทำงานเริ่มลดลง หรือเริ่มรู้สึกไม่ดีกับงานที่กำลังทำอยู่ นั่นคือสัญญาณว่าคุณกำลังหมดไฟและไม่ใช่แค่คุณคนเดียวเท่านั้น แต่ทุก ๆ คนในที่ทำงานต่างก็เคยประสบกับภาวะเช่นนี้มาก่อน ต่างก็เป็นกันอย่างแพร่หลายในสังคมการทำงานจนทำให้องค์กรอนามัยโลกหรือ WHO จัดให้อยู่ในกลุ่มอาการป่วยทางวิชาชีพ
ในฝั่งของคนที่ทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัย หรือ SOC ซึ่งมีรูปแบบการทำงานที่ทำให้ไฟมอดลงไปเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดจะส่งผลอย่างร้ายแรงต่อตนเองและต่อองค์กร โดยเนื้องานของพวกเขาตามปกติจะเป็นการเฝ้าระวังข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกส่งเข้ามายังเซิร์ฟเวอร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อมีการตรวจพบความไม่ปกติ การทำงานก็จะเข้มข้นยิ่งขึ้นเพราะมีเหตุให้ตรวจสอบ มีข้อมูลที่ต้องเก็บรวบรวม มีความเสี่ยงรวมถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ทว่า สำหรับบริษัทที่ติดตั้งระบบโซลูชันที่ทันสมัยที่สุดในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลและเวิร์กสเตชั่นทั้งระบบนั้น การถูกโจมตีทางไซเบอร์ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
ในผลสำรวจล่าสุดโดยคณะกรรมการ Enterprise Strategy Group ของแคสเปอร์สกี้ ระบุว่าองค์กรร้อยละ 70 ยอมรับว่าได้พยายามอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติการให้สอดรับกับปริมาณการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย
ผลการสำรวจพบว่า นอกเหนือจากปริมาณการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยแล้ว กว่าองค์กรร้อยละ 67 ยังเผชิญความท้าทายจากความหลากหลายของภัยคุกคามที่ถูกแจ้งเตือนเข้ามาด้วยเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างความยากลำบากต่อเจ้าหน้าที่นักวิเคราะห์ของ SOC ในการโฟกัสไปยังการปฏิบัติงานที่มีความสำคัญและซับซ้อนยิ่งกว่า โดยบริษัทร้อยละ 34 เปิดเผยว่าทีมปฏิบัติการด้านความปลอดภัยของตนนั้นประสบปัญหางานล้นมือจากปริมาณการแจ้งเตือนและเหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัย โดยระบุว่าพวกเขาไม่มีเวลาเพียงพอในการดำเนินกลยุทธ์และแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง
นายเซียง เทียง โยว ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า "ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ทิศทางในอนาคตว่าฐานข้อมูลภัยคุกคามทางไซเบอร์และการไล่ล่าตามจับภัยคุกคามจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการวางกลยุทธ์ SOC แต่ด้วยสภาพการณ์ในปัจจุบันที่บรรดานักวิเคราะห์ SOC ต้องสิ้นเปลืองเวลา สติปัญญาความสามารถ และพลังงานของพวกเขาไปกับการแก้ไชปัญหา IoC คุณภาพต่ำ และยังต้องคอยรับมือกับการแจ้งเตือนผิดพลาดที่ไม่จำเป็น แทนที่จะได้ปฏิบัติงานเชิงรุกในการต่อกรกับภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนที่ซ่อนตัวในเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร ซึ่งการปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่เพียงไร้ประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดสภาวะหมดไฟอีกด้วย"
"จากการเฝ้าสังเกตการณ์ของเรา พบว่าในปี 2566 ผู้ปฏิบัติงาน SOC ยังต้องเผชิญกับการโจมตีแบบซับซ้อนต่อไป เช่น แรนซัมแวร์ และซัพพลายเชน นั่นหมายความว่าทีม SOC จะต้องมีความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามเหล่านี้ และกุญแจสู่ความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเสริมประสิทธิภาพ SOC ให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ รวมถึงรับมือกับสภาวะหมดไฟของพนักงานอีกด้วย เราขอแนะนำให้องค์กรทบทวนในเรื่องการจัดสรรหน้าที่ของทีม SOC ให้มีความหลากหลายขึ้นกว่าเดิมใหม่อีกครั้ง ขอให้พิจารณาเลือกโซลูชันอัตโนมัติต่าง ๆ และการจ้างผู้ชำนาญการจากภายนอกเข้ามาช่วยในการยกระดับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์"
แคสเปอร์สกี้ขอแนะนำเคล็ดลับในการจัดสรรงานแก่ทีม SOC ให้เกิดความคล่องตัวและหลีกเลี่ยงความเหนื่อยล้าจากการเฝ้าระวังการแจ้งเตือนดังต่อไปนี้
- แบ่งการทำงานภายในทีมให้เป็นกะอย่างชัดเจนเพื่อเลี่ยงสภาวะงานล้นมือ เน้นให้แน่ใจว่าหน้าที่สำคัญต่าง ๆ มีการแจกจ่ายไปยังผู้ปฏิบัติงาน เช่น ฝ่ายเฝ้าระวัง ฝ่ายตรวจสอบ ฝ่ายสถปานิกและวิศวกรรมโครงสร้างไอที ฝ่ายบริหารจัดการ อย่างทั่วถึง
- แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ เช่น การโอนย้ายและหมุนเวียนข้อมูลภายในรวมถึงการปฏิบัติงานรูทีนแบบอัตโนมัติและการจัดจ้างผู้ชำนาญการด้านการเฝ้าระวังข้อมูลจากภายนอก สามารถช่วยในการจัดการสถานการณ์ที่ทีม SOC มีงานล้นมือจนนำไปสู่ภาวการณ์หมดไฟได้
- ใช้บริการด้านฐานข้อมูลภัยคุกคามที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งสามารถช่วยในการบูรณาการระบบฐานข้อมูลอัจฉริยะแบบ machine-readable เข้ากับระบบควบคุมความปลอดภัยที่มีอยู่ได้ เช่น จากระบบ SIEM เพื่อทำให้กระบวนการคัดกรองขั้นต้นดำเนินได้โดยอัตโนมัติและสร้างข้อมูลบริบทที่เพียงพอต่อการตัดสินใจว่าการแจ้งเตือนนั้น ๆ ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเฉียบพลันหรือไม่
- เพื่อปลดเปลื้องภาระให้กับทีม SOC จากการตรวจสอบการแจ้งเตือนซ้ำซากเป็นรูทีน การเลือกใช้บริการ Managed Detection and Response ที่ได้รับการยอมรับ เช่น Kaspersky Extended Detection and Response หรือแพลทฟอร์ม XDR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยแบบ multi-layer ที่ช่วยในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางไอที โดย XDR ถูกจัดให้เป็นระบบ Endpoint Detection and Response หรือ EDR ในระดับที่สูงกว่าเดิม โดย EDR จะเน้นไปที่การทำงานแบบ endpoint แต่ XDR จะเน้นไปที่การทำงานที่มีความกว้างขวางกว่า บนระบบควบคุมความปลอดภัยพร้อมกันหลายระบบ เพื่อตรวจจับภัยคุกคามได้อย่าวรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการทำงานแบบวิเคราะห์เชิงลึกและมีความเป็นอัตโนมัติ โดยผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ใช้ในการทำงานแบบแพลทฟอร์ม XDR ได้แก่ Kaspersky EDR Optimum, Kaspersky EDR Expert, Kaspersky Anti-Targeted Attack Platform, Kaspersky Managed Detection and Response, และ Kaspersky Incident Response เป็นต้น
สำหรับผู้ประกอบการ SMB และองค์กรธุรกิจขนาดกลาง แคสเปอร์สกี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ออกโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 อีกทั้งลูกค้าองค์กรจะได้รับการปกป้องเอ็นด์พ้อยต์ในระดับเดียวกับองค์กรขนาดใหญ่เป็นระยะเวลา 2 ปี ในราคาเท่ากับ Kaspersky Endpoint Security for Business or Cloud หรือ Kaspersky Endpoint Detection and Response Optimum จำนวน 1 ชุด พร้อมการบริการหลังการขายผ่านทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [email protected]
JARTON เข้าร่วมโครงการ "Smart Living, Better Living" ต่อยอด OTOD Smart Living
Kaspersky นำเสนอการวิเคราะห์เชิงบริบทที่ขับเคลื่อนด้วย AI สู่ความปลอดภัยของเวิร์กโหลดบนคลาวด์
ฟอร์ติเน็ตลงทุน FortiSASE PoP ในไทย หนุนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล
Microsoft Sovereign Cloud เพิ่มศักยภาพด้านการกำกับดูแล ประสิทธิภาพ และรองรับโมเดล AI ขนาดใหญ่ ปลอดภัยแม้ไม่เชื่อมต่อกับเครือข่าย
พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ จับมือ สกมช เปิดแผนยุทธศาสตร์ พลิกโฉม ความปลอดภัยระบบคลาวด์ของประเทศไทย
กทม. ยกระดับมาตรการความปลอดภัยโรงเรียนในสังกัด สร้างพื้นที่ปลอดภัยสูงสุดแก่นักเรียนและบุคลากร
พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ปิดดีลควบรวมกิจการ CyberArk เสริมแกร่งด้านความปลอดภัยในยุค AI
ฟอร์ติเน็ต ชู 4 จุดแข็ง FortiWeb ตอบโจทย์องค์กรไทย รองรับมาตรฐานความปลอดภัยเว็บไซต์ สกมช.
ไปรษณีย์ไทยสนับสนุนภารกิจชาติ ขนส่งบัตรเลือกตั้งครบถ้วนทั้ง 400 เขต 100%