ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน เปิดมุมมอง ทำไมระบบ Air cooling จึงไม่เพียงพออีกต่อไป พร้อมเจาะลึกระบบ Liquid cooling สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI กับ 3 ความเสี่ยงหลักที่ท้าทาย แนะการมีพันธมิตรที่เชื่อถือได้คือกุญแจสู่ความสำเร็จ
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ทำไมนิยามของการระบายความร้อนจึงเปลี่ยนไป
การเติบโตของการประมวลผลแบบเร่งความเร็วซึ่งมี GPU เป็นขุมพลังหลักในการขับเคลื่อนเวิร์กโหลดด้าน AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมของดาต้าเซ็นเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอัตราการใช้พลังงานของชิปประมวลผลเหล่านี้ที่สูงกว่าหน่วยประมวลผลกลาง หรือ CPU แบบดั้งเดิมอย่างมหาศาล ตลอดหลายปีที่ผ่านมาการออกแบบเซิร์ฟเวอร์ส่วนใหญ่อ้างอิงกับ CPU ที่ใช้พลังงานประมาณ 150 วัตต์ แต่ในปัจจุบันชิปรุ่นใหม่อย่าง Nvidia Blackwell กลับมีความต้องการพลังงานพุ่งสูงขึ้นในช่วงระหว่าง 1,000-1,400 วัตต์
ทั้งนี้ระดับการใช้พลังงานที่สูงขึ้นดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อตัวชี้วัดสำคัญของอุตสาหกรรมที่เรียกว่า อัตราการใช้พลังงานต่อตู้แร็ค (Power consumption per rack) โดยปกติแล้วดาต้าเซ็นเตอร์แบบดั้งเดิมจะใช้ไฟอยู่ที่ 10-20 กิโลวัตต์ต่อตู้แร็ค แต่สำหรับการออกแบบล่าสุดของ NVIDIA นั้น ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นถึง 142 กิโลวัตต์ต่อตู้แร็ค ยิ่งไปกว่านั้น NVIDIA ยังได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้พลังงานระดับ 1 เมกะวัตต์ต่อตู้แร็ค คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
ทำไมระบบ Air cooling จึงไม่เพียงพออีกต่อไป
การจ่ายพลังงานมหาศาลให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ AI นับเป็นโจทย์ที่ท้าทาย แม้ว่าปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามารองรับความต้องการนี้ได้แล้ว แต่ปัญหาสำคัญคือพลังงานทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็นความร้อน ซึ่งการระบายความร้อนในระดับนี้ เป็นสิ่งที่เกินขีดความสามารถของระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air Cooling) แบบดั้งเดิม โดยทางออกของปัญหานี้คือการหันมาใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) แม้จะมีอยู่หลายรูปแบบ แต่วิธีที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้สูงสุดสำหรับชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงคือ ระบบ DLC (Direct Liquid Cooling) เป็นการระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ตัวชิปโดยตรง
อีกทั้งเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการใช้งานในวงการซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาอย่างยาวนาน โดย Motivair by Schneider Electric ถือเป็นผู้นำแถวหน้าในการติดตั้งระบบ DLC มานานกว่าทศวรรษ พร้อมนำความเชี่ยวชาญที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากสภาพแวดล้อมการประมวลผลแบบสมรรถนะสูง HPC (High Performance Computing) มาปรับใช้เพื่อยกระดับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่มีความหนาแน่นสูงในปัจจุบัน
การติดตั้งระบบ Direct Liquid Cooling ในระดับสเกลใหญ่
อย่างไรก็ตามการนำระบบ Direct Liquid Cooling มาปรับใช้ในระดับสเกลใหญ่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีความละเอียดอ่อนอยู่แล้ว หากใครเคยเข้าใจผิดว่า ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเป็นเรื่องง่าย ขอให้คิดทบทวนใหม่เพราะในความเป็นจริงนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องอาศัยวิศวกรรมระบบที่มีความละเอียดแม่นยำสูง เพื่อผสานการทำงานระหว่างระบบไอทีและโครงสร้างพื้นฐานของอาคารให้สอดคล้องกัน
นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รวบรวมรายละเอียดความท้าทายต่างๆ ในเอกสารอ้างอิง White Paper 210: Direct Liquid Cooling System Challenges in Data Centers เพื่อเป็นแนวทางและส่งต่อข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญให้กับองค์กรที่กำลังวางแผนรับมือกับเวิร์กโหลด AI ด้วยระบบ Liquid cooling แล้วความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับ Liquid cooling สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI มีอะไรบ้าง?
1.ความเสี่ยงจากการกัดกร่อนและความเสียหายต่อเซิร์ฟเวอร์
ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวจำเป็นต้องใช้วัสดุหลายชนิดที่ต้องสัมผัสกับของเหลว การคัดเลือกวัสดุเหล่านี้จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากทุกชิ้นส่วนต้องทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวโดยไม่ทำปฏิกิริยาต่อกัน โดยปกติผู้ผลิตจะระบุรายการวัสดุที่ใช้และข้อแนะนำเกี่ยวกับคุณภาพน้ำไว้ในคู่มือการติดตั้ง อย่างไรก็ตามในส่วนของวัสดุอื่นๆ ที่อยู่ในวงจรระบบระบายความร้อน หรือ TCS (Technology Cooling System) จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบความเข้ากันได้ ทั้งหมดรวมถึงตัวของเหลวที่ใช้ เนื่องจากในขณะที่อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงพัฒนามาตรฐานและข้อกำหนดกลางสำหรับเทคโนโลยีนี้ วัสดุอุปกรณ์จากผู้ผลิตรายหนึ่งอาจไม่สามารถใช้งานร่วมกับวัสดุจากผู้ผลิตอีกรายได้อย่างปลอดภัย
ยกตัวอย่างเช่น ประเภทของของเหลวที่นิยมใช้ในระบบระบายความร้อนส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ น้ำปราศจากไอออน หรือ DI (Deionized Water) และสารละลาย PG 25 ซึ่งเป็นของเหลวที่มีส่วนผสมพื้นฐานของโพรพิลีนไกลคอล (Propylene Glycol) ซึ่งข้อควรระวังสำคัญคือ ห้ามนำของเหลวจากผู้ผลิตหลายรายมาผสมกันโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้ของเหลวทั้งสองประเภทล้วนมีส่วนผสมของสารเติมแต่งอาจทำปฏิกิริยากับวัสดุจำพวกทองเหลืองหรือเหล็กกล้าบางชนิด จนนำไปสู่ปัญหาการกัดกร่อนได้แม้ว่าในของเหลวจะมีสารยับยั้งการกัดกร่อนผสมอยู่แล้วก็ตาม ถ้ามีวัสดุที่ไม่เหมาะสมสัมผัสกับของเหลว หรือระดับความเข้มข้นของสารยับยั้งในระบบไม่ได้รับการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานอาจก่อให้เกิดสนิมหรือคราบตะกรันชีวภาพ (Biofilm) ขึ้นได้ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเศษตะกอนปะปนอยู่ในระบบหล่อเย็น ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เซิร์ฟเวอร์ได้รับความเสียหาย
ปัจจุบันเริ่มเห็นหลายบริษัทนำเสนอของเหลวระดับนาโน (Nano fluids) หรือ ของเหลววิศวกรรม (Engineered fluids) ออกสู่ตลาดมากขึ้นแม้จะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้หลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความสับสนในการเลือกใช้งานที่มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย
2. ความสับสนเรื่องการรับประกันและความท้าทายต่อข้อตกลงการให้บริการ (SLA)
ก่อนที่ระบบ Liquid cooling จะเข้ามามีบทบาท ผู้ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์สามารถบริหารจัดการความร้อนได้ไม่ยาก แค่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ใกล้กับจุดวางเซิร์ฟเวอร์เพื่อรับลมร้อนที่ถูกระบายออกมาแล้วนำไปทำความเย็น แต่สำหรับการระบายความร้อนด้วยของเหลวในดาต้าเซ็นเตอร์ AI นั้น ความซับซ้อนจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องพิจารณามากขึ้น เช่น เซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์ทำความเย็นจะถูกเชื่อมต่อเข้าหากันด้วยระบบท่อ กลายเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานประสานกัน พร้อมด้วยระบบควบคุมที่เชื่อมโยงถึงกันเสมือนเป็นชิ้นเดียวกัน
สำหรับระบบ Air cooling การจัดการค่อนข้างตรงไปตรงมา เพียงตรวจสอบข้อมูลจำเพาะของเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้ทราบอุณหภูมิที่ต้องการและโดยทั่วไปหากเกิดข้อผิดพลาดในการออกแบบสามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยการปรับระบบหมุนเวียนอากาศในระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้ดูแลดาต้าเซ็นเตอร์คุ้นเคยกับการแก้ปัญหาหน้างานด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบกักเก็บลม (Containment) การเปลี่ยนแผ่นพื้นยก หรือการเสริมระบบทำความเย็นระยะใกล้ (Close-coupled cooling) เพื่อชดเชยข้อผิดพลาดเหล่านั้น
แต่สำหรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ผู้ดูแลระบบไม่สามารถปรับแก้เพื่อชดเชยข้อผิดพลาดภายหลังการติดตั้งได้ง่ายดายเช่นนั้น เนื่องจากระบบนี้ต้องการวิศวกรรมที่ละเอียดและมีความแม่นยำสูงกว่ามาก สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่แค่ อุณหภูมิจ่ายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมีข้อกำหนดเรื่องแรงดันและอัตราการไหลของของเหลวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องทำความเข้าใจข้อมูลจำเพาะจากผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์หลากหลายแบรนด์ และตระหนักว่าแต่ละรุ่นอาจมีความต้องการอุณหภูมิ แรงดันและอัตราการไหลที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการใช้งานที่อยู่นอกเหนือค่ามาตรฐานเหล่านี้ อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของเซิร์ฟเวอร์
ดังนั้นหากไม่มีพันธมิตรที่เชื่อถือได้เพียงรายเดียวในการดูแลโซลูชันแบบครบวงจร องค์กรอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์การเกี่ยงความรับผิดชอบระหว่างผู้ขาย หรือเจอปัญหาที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นเมื่อระบบขัดข้อง
3.พลาดโอกาสประหยัดพลังงานมหาศาล
ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลวนั้นทำงานที่ระดับอุณหภูมิจ่ายที่แตกต่างกัน การตัดสินใจออกแบบระบบทำความเย็นจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การประหยัดพลังงาน เมื่อเปรียบเทียบกับอากาศแล้วน้ำมีคุณสมบัตินำความร้อนได้ดีกว่าถึง 23 เท่า และสามารถกักเก็บความร้อนต่อปริมาตรได้มากกว่าถึง 3,000 เท่า แน่นอนว่าสามารถเลือกใช้เครื่องทำน้ำเย็นเพียงชุดเดียวเพื่อจ่ายน้ำเย็นให้อุปกรณ์ทั้งแบบลมและแบบน้ำพร้อมกันได้ แต่วิธีนี้ถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องคิดให้ดีเพราะเป็นการจำกัดขีดความสามารถในการเพิ่มอุณหภูมิน้ำสำหรับระบบ Liquid Cooling ทำให้คุณไม่สามารถใช้ประโยชน์จากช่วงเวลา Free-cooling ได้อย่างเต็มที่
ในทางกลับกันหากลงทุนติดตั้งเครื่องทำน้ำเย็นชุดที่ 2 เพื่อแยกการทำงานกันอย่างชัดเจน โดยชุดหนึ่งสำหรับระบบลม และอีกชุดสำหรับระบบน้ำจะสามารถเดินเครื่องระบบน้ำที่อุณหภูมิสูงกว่าเดิมได้ ซึ่งจะช่วยเรื่องประสิทธิภาพความคุ้มค่า (ตามกฎกติกาการเพิ่มอุณหภูมิเครื่องทำน้ำเย็นได้ทุกๆ 1?C จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าประมาณ 2-2.5%) แต่หากยังยึดติดกับการใช้เครื่องทำน้ำเย็นเพียงชุดเดียวเท่ากับทิ้งโอกาสในการประหยัดพลังงานที่ระบบ Liquid Cooling มอบให้ไปอย่างน่าเสียดาย
ทางออกสำคัญคือ แนวทางการระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบครบวงจรจากพันธมิตรที่เชื่อถือได้
ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ดีที่สุดสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI นั้น จำเป็นต้องอาศัยแนวทางบริหารจัดการแบบครบวงจรซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาเทคโนโลยี การติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
การนำระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเข้ามาเสริมในดาต้าเซ็นเตอร์เดิมอาจดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่หากดำเนินการได้อย่างถูกต้องและประสบความสำเร็จ ผลลัพธ์ที่ได้คือความสามารถในการจัดการกับความร้อนจากเวิร์กโหลดมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเต็มประสิทธิภาพสูงสุด
Motivair by Schneider Electric ออกแบบมาเพื่อ AI, HPC และเวิร์กโหลด GPU ความหนาแน่นสูง
โซลูชันระบายความร้อนจาก Motivair by Schneider Electric พร้อมให้บริการแล้วทั่วโลก ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานและการประมวลผลผ่าน GPU ที่เข้มข้นของดาต้าเซ็นเตอร์ความหนาแน่นสูงได้อย่างน่าเชื่อถือและรองรับการขยายตัวในอนาคต พอร์ตโฟลิโอระบบระบายความร้อนแบบครบวงจรมีทั้งแบบของเหลวและแบบอากาศ ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย
- หน่วยกระจายสารหล่อเย็น หรือ CDUs (Coolant Distribution Units)
- เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนแบบติดตั้งที่ประตูหลัง หรือ RDHx (Rear Door Heat Exchangers)
- หน่วยกระจายความร้อนแบบติดตั้งในตู้แร็ค หรือ HDUs (In-Rack Heat Distribution Units)
- แผ่นระบายความร้อนแบบไดนามิก
- เครื่องทำน้ำเย็น
- ซอฟต์แวร์และบริการ
โซลูชันทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านการจัดการความร้อนสำหรับเวิร์กโหลดแห่งอนาคต ทั้ง HPC, AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และ Motivair มุ่งมั่นนำเสนอพอร์ตโฟลิโอด้านดาต้าเซ็นเตอร์และระบบระบายความร้อนที่ครอบคลุมที่สุดในตลาดแก่ลูกค้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการทำความเย็นหลักทั้งหมดควบคู่ไปกับความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานที่พร้อมรองรับความต้องการในระดับโลก หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันระบายความร้อนด้วยของเหลวของเรา สามารถเยี่ยมชมได้ที่ เว็บไซต์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคงมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง www.se.com/th
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมประชุม World Economic Forum 2026 ผลักดันความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม ยกระดับขีดความสามารถของเทคโนโลยีพลังงาน
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดเสวนาระดมความคิดเชิงกลยุทธ์ผู้บริหารระดับสูง ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025 รับมือความท้าทายด้านพลังงาน สู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มศักยภาพอาชีพช่างไฟฟ้าและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เสริมแกร่งทักษะขั้นสูงรองรับเศรษฐกิจขยายตัว
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ชวนพาร์ทเนอร์สัมผัส "MCSeT with EvoPacT" สวิตช์เกียร์รุ่นใหม่ล่าสุด ในงาน IEEE PES GTD Asia 2025
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยผลสำรวจ Green Impact Gap ชี้องค์กรไทย 52% ใช้ AI เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ปลดล็อกต้นทุน-เพิ่มศักยภาพการใช้พลังงานท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ขึ้นแท่นอันดับ 8 องค์กรขนาดใหญ่ที่น่าทำงานที่สุด"Best Workplaces in Thailand 2025" ด้วยคะแนนดัชนีความเชื่อมั่นจากพนักงาน 86%
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกาศผู้ชนะ Sustainability Impact Awards ประจำปี 2024 'เครือเจริญโภคภัณฑ์' คว้ารางวัล Regional Winner ตอกย้ำเป้าหมายพันธมิตรด้านพลังงาน ร่วมกันสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค โชว์ 3 โซนไฮไลต์นวัตกรรมสุดล้ำ พลิกโฉมพลังงานสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ในงาน "IEEE PES GTD Asia 2025"