บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้รับผลการประเมินดัชนีชี้วัดความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ CDP ประจำปี 2025 ในระดับ A- ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leadership) สะท้อนมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายที่ท้าทาย ความก้าวหน้าที่เห็นผลเป็นรูปธรรม และการดำเนินงานที่โดดเด่นในอุตสาหกรรม โดย CDP เป็นองค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำหน้าที่ประเมินบริษัทมากกว่า 22,000 แห่งทั่วโลกจากข้อมูลที่รายงานผ่านแบบสอบถามด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า และความมั่นคงของน้ำ
ผลการประเมินที่ขยับขึ้นจากระดับ B ในปีก่อนหน้า สะท้อนความพยายามของไทยยูเนี่ยนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินงาน การสร้างห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลที่มีความรับผิดชอบ และการปกป้องรักษาระบบนิเวศทางทะเล ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange(R) 2030 ซึ่งขับเคลื่อนผ่านการจัดสรรงบประมาณเฉพาะด้าน และการเดินหน้าพันธกิจต่างๆ ได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า การปรับปรุงการดำเนินงานภายในโรงงานเพื่อลดการปล่อยน้ำเสียให้เป็นศูนย์ ลดของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ และลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ ในโรงงานหลักห้าแห่งทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับทั้งผู้คน โลก และสัตว์เลี้ยง
นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "CDP เป็นดัชนีชี้วัดความยั่งยืนที่สำคัญซึ่งสะท้อนระดับการเปิดเผยข้อมูลและความสามารถขององค์กรในการเปลี่ยนคำมั่นสัญญาสู่การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรม ซึ่งกลยุทธ์ SeaChange(R) 2030 ของไทยยูเนี่ยนนั้นขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าในด้านการดำเนินงาน การจัดสรรเงินทุน และความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทาน นับตั้งแต่การผลิตอาหารทะเลคาร์บอนต่ำ ไปจนถึงการยกระดับความโปร่งใสในกระบวนการผลิตและส่งมอบอาหารทะเลสู่ผู้บริโภค"
ตลอดปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนยังคงเดินหน้าตามพันธสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศ ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเดินหน้าบริหารจัดการผลกระทบในขอบเขตที่ 3 ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการกุ้งคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเป้าหมายการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าภายใต้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและการปกป้องระบบนิเวศ โดยมีโรงงานจำนวนเพิ่มขึ้นเดินหน้าสู่เป้าหมายของเสียฝังกลบเป็นศูนย์ รวมทั้งการเดินหน้าสู่เป้าหมายน้ำเสียเป็นศูนย์และการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ในโรงงานหลักของไทยยูเนี่ยน และการมุ่งยกระดับห่วงโซ่อุปทานให้ปลอดจากกิจกรรมที่นำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่า" ท่ามกลางผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก ไทยยูเนี่ยนเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนมาตรการด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรมตลอดทั่วทั้งอุตสาหกรรม
"ผลการประเมินจาก CDP ในครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าของไทยยูเนี่ยน ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange(R) 2030 ซึ่งเป็นกรอบการทำงานเพื่อมุ่งสู่อนาคต หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศท้องทะเล สนับสนุนการผลิตอาหารทะเลคาร์บอนต่ำ และมุ่งยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมโดยรวม" นายอดัม กล่าว
ไทยยูเนี่ยน ผนึกความร่วมมือ Wholechain แพลตฟอร์มดังระดับโลกด้านการตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัล ดึงเทคโนโลยียกระดับ ความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล
ไทยยูเนี่ยน เดินหน้ายกระดับสวัสดิภาพลูกเรือประมง นำร่องติดตั้ง Wi Fi บนเรือประมงพันธมิตรตอบโจทย์กลยุทธ์ยั่งยืน SeaChange(R) 2030
ไทยยูเนี่ยน และแบรนด์ Mareblu จับมือ LifeGate องค์กรด้านความยั่งยืนลงพื้นที่นำร่องในอิตาลี เดินหน้าโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเล ร่วมอนุรักษ์แหล่งอาหารสัตว์น้ำ
เอ็นไอเอ จับมือพันธมิตร ไทยยูเนี่ยน มหาวิทยาลัยมหิดล ไทยเบฟ และเนสท์เล่ เปิดรับสมัครฟู้ดเทคสตาร์ตอัป เข้าร่วมโครงการ "SPACE-F ปี 7"
รายงานดัชนี APB100 ชี้บริษัทอาหารไทยทำคะแนนสูงสุดในเอเชีย ด้านความยั่งยืนโปรตีน แต่ยังไร้แผนลดการพึ่งพาโปรตีนจากสัตว์
ไทยยูเนี่ยนยืนหนึ่ง Top 1% ผู้นำความยั่งยืนอุตสาหกรรมอาหาร จาก S&P Global Sustainability Yearbook ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง
ไทยยูเนี่ยนแต่งตั้ง เฮเลน สโนว์บอล ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรบุคคล
ไทยยูเนี่ยนได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell ตอกย้ำความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุน