Key Highlights:
- Krungthai COMPASS ประเมินหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะมีข้อกังวลต่อเศรษฐกิจและธุรกิจไทยจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็น 3 กรณี
(1) Immediate Concerns (ในช่วงที่เหลือของ มี.ค. 69) ได้แก่ สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก กระทบต่ออุตฯ ปลายน้ำที่จำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และ Transport Disruption กระทบนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และกลุ่ม Long-haul (ยุโรป และสหรัฐฯ)
(2) Biggest Concerns (ต้องติดตามใกล้ชิดในช่วง เม.ย. 69) ได้แก่ ราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เม.ย. 69 หากภาครัฐไม่อุดหนุนต่อ กระทบอุตสาหกรรมที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในสัดส่วนสูง และการขาดแคลนสินค้าที่อาจรุนแรงขึ้น อาทิ Petrochem Shutdown กระทบภาคการผลิตไทย
(3) Future Concerns (ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 69 เป็นต้นไป) ได้แก่ ค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค.69 ผลของราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาสยืนสูงเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้กลุ่ม Short-haul ชะลอการเดินทางและการขาดแคลนปุ๋ยเคมี จะกระทบผลผลิตสินค้าเกษตร - อย่างไรก็ดี ยังมีบางธุรกิจที่อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security เช่น ข้าว ทูน่ากระป๋อง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เมื่อไทยสามารถกลับมาส่งออกได้ ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลที่ได้รับประโยชน์จากการที่ค่าระวางเรือและค่า Surcharge ต่างๆ มีการปรับสูงขึ้น
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 69 ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในเบื้องต้น ได้ส่งผลกระทบแล้วอย่างน้อย 2 ช่องทาง ได้แก่ 1. ราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก supply ที่ตึงตัว และ 2. ค่าระวางการขนส่งสินค้าทางเรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบ บับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการสู้รบมีแนวโน้มกินระยะเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) จะกระทบต่อธุรกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
(1) Immediate Concerns ได้แก่ Transport Disruption และสัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก
(2) Biggest Concerns ได้แก่ การขาดแคลนสินค้าของภาคการผลิตไทย และราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตรใน เดือน เม.ย. 69
(3) Future Concerns ได้แก่ ค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ราคาตั๋วเครื่องบินที่มีโอกาส ยืนสูงเป็นระยะเวลานาน และความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร
โดยรายงานฉบับนี้ Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต่อภาคธุรกิจไทยในระยะข้างหน้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
Macro Trigger : ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งทำให้การขนส่งปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักของตลาดน้ำมันดิบในตะวันออกกลาง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ มี.ค. 69 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะเพิ่มขึ้นแตะ 106-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรลในช่วง มี.ค.-พ.ค. 69 ก่อนที่จะทยอยลดลงในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือปรับตัวขึ้น 32%YoY
ในปี 2568 ไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 60% (ที่มา: Trade Map) และส่วนใหญ่นำเอาน้ำมันดิบเหล่านั้นมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบดูไบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ มี.ค. 69 ย่อมส่งผลให้ราคาขายหน้าโรงกลั่น และราคาขายปลีกของน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจของไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีต้นทุนน้ำมันในสัดส่วนที่สูง รวมทั้งทำให้ค่าครองชีพของคนไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
Macro Trigger : ค่าระวางปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากการขนส่งสินค้าทางทะเลที่หยุดชะงักจากความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังมีผลต่อเนื่องถึงการขนส่งผ่านช่องแคบบับเอลเมนเดบ ที่ต่อกับทะเลแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าของภูมิภาคตะวันออกกลาง สำหรับไทย การขนส่งสินค้าทางทะเลจากไทยไปยังปลายทางสำคัญส่วนใหญ่ยังสามารถขนส่งได้ ยกเว้นเส้นทาง Thailand-Jebel Ali (Dubai) ที่สายเรือส่วนใหญ่ได้ระงับการให้บริการ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปลายเดือน ก.พ. 69
ขณะที่การขนส่งสินค้าทางทะเลในบางเส้นทาง เริ่มเห็นผลกระทบจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้นแล้ว เช่น ค่าระวางเรือจากไทยไปยังยุโรปที่มีการปรับขึ้นกว่า 24% จากช่วงก่อนความไม่สงบ เนื่องจากสายเรือส่วนใหญ่เลี่ยงแล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้อมแหลม Good Hope ที่ใช้เวลาและเชื้อเพลิงมากขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือไทยไปยังสหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่ปรับขึ้นราว 4-7%
อย่างไรก็ดี ค่าระวางเรือระหว่างไทยกับประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ยังไม่ปรับตัวมากนัก แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
Immediate Concerns : Transport Disruption
คาดว่าในเดือน มี.ค. 69 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงราว 3.9 แสนคน คิดเป็นค่าใช้จ่ายภาคท่องเที่ยวที่หายไปราว 25,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
- ผลกระทบทางตรง - จากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากสถานการณ์ความไม่สงบ แม้กลุ่มดังกล่าวจะมีสัดส่วนเพียง 3.5% แต่ก็เป็นกลุ่มที่มี Spending per Head สูง
- ผลกระทบทางอ้อม - จากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป (ไม่รวมรัสเซีย) และสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ไม่สามารถบินผ่าน หรือเปลี่ยนเครื่องที่ Hub การบินในตะวันออกกลาง เช่น สนามบินดูไบ โดฮา และอาบูดาบี ซึ่งกลุ่มนี้มีสัดส่วนถึง 21%
ทั้งนี้ หากสงครามยืดเยื้อราว 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค. 69) คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงถึง 9.8 แสนคน คิดเป็นรายได้ท่องเที่ยวที่หายไปถึง 64,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังได้รับแรงหนุนบางส่วนจากนักท่องเที่ยว Short-haul ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ซึ่งประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 33.7 ล้านคน ยังมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2.4%YoY
Immediate Concerns : สัญญาณการขาดแคลนเม็ดพลาสติก
ในช่วงที่เหลือของเดือน มี.ค. 69 มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติก เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางหยุดชะงัก ทำให้ไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบแนฟทามาผลิตเม็ดพลาสติกได้ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นบางแห่งในไทยต้องหยุดการผลิตชั่วคราว โดยเฉพาะผู้ผลิต เม็ดพลาสติกที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
Biggest Concerns : การขาดแคลนสินค้าของภาคการผลิตไทย
ทั้งนี้ การขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 2.4 ล้านตัน หรือราว 40% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ โดยผลกระทบจะถูกส่งผ่านไปยังอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุตสาหกรรมการแพทย์ (เช่น กระบอกเข็มฉีดยา สายน้ำเกลือ)
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบแนฟทาในการผลิตเม็ดพลาสติก คาดว่า จะชัดเจนภายในช่วงเดือน เม.ย. 69 โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลา 3 เดือน อาจมีความเสี่ยงที่จะมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ Ethylene และ Propylene หายไปจากระบบอย่างน้อยราว 1.2 ล้านตัน หรือราว 13.8% ของกำลังการผลิตทั้งหมดของไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้สต็อกแนฟทาไม่เพียงพอต่อการผลิต รวมถึงกลุ่ม SMEs ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบ โดยปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติกจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปลายน้ำต่อไป
ส่วนบริษัทปิโตรเคมีที่มีโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ รวมถึงใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเป็นหลักยังมีแนวโน้มดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 40-50% ของการผลิตทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ สงครามในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยที่กดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นของผู้ประกอบการในธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกของไทย แม้ว่าราคาเม็ดพลาสติกจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ราคาเม็ดพลาสติกอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากความต้องการใช้เม็ดพลาสติกมีแนวโน้มลดลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า เช่น จีน และอาเซียน ประกอบกับยังมีปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในจีน โดยคาดว่าราคาเม็ดพลาสติก PE, PP และ PET เฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1,082 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นราว 14%YoY
อย่างไรก็ดี ราคาแนฟทาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 800 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 34%YoY จึงอาจกดดันให้ส่วนต่างระหว่างราคาเม็ดพลาสติกและราคาแนฟทา (Spread) เฉลี่ยในปี 2569 มีแนวโน้มแคบลงมาอยู่ที่ราว 280 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือลดลงราว -20%YoY ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิด COVID (ปี 2560-2562) ที่ราว 560 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ส่งผลลบต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ
ขณะที่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่เพิ่มขึ้น (เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนรวม) ทำให้เมื่อราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับ ส.อ.ท. เผยว่าผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์กว่า 98.8% กำลังเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยราคาเม็ดพลาสติก PP และฟิล์มบรรจุภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และส่งผ่านไปยังราคาบรรจุภัณฑ์ปลายทางราว 10-20%
อีกทั้งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ใช้เม็ดพลาสติกเช่นเดียวกัน เช่น อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกราว 0.93, 0.87 และ 0.36 ล้านตัน หรือราว 16%, 15% และ 6% ของการใช้เม็ดพลาสติกภายในประเทศ ตามลำดับ
Biggest Concerns: ทิศทางราคาน้ำมันดีเซลที่อาจเพิ่มขึ้นไปแตะระดับมากกว่า 40 บาท/ลิตร ใน เม.ย. 2569
Krungthai COMPASS คาดว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีจะเพิ่มขึ้นจาก 32 บาท/ลิตร ในปี 2568 เป็น 35.7 บาท/ลิตรในปี 2569 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลจะทยอยเพิ่มขึ้นจาก 32.1 บาท/ลิตรในช่วง มี.ค. 69 เป็น 41.0 บาท/ลิตร ในช่วง เม.ย. 69 และ 45.3 บาท/ลิตร ในช่วง พ.ค.69 เพราะต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 3 เดือน (มี.ค.-พ.ค.69) ก่อนที่คาดว่าจะทยอยลดลงในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2569
ทั้งนี้ การประเมินราคาน้ำมันดีเซลดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปราว 68,400 ล้านบาทในช่วง มี.ค.-เม.ย.69 ซึ่งแบ่งเป็นเงินสดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ราว 28,400 ล้านบาท (ณ 1 มี.ค.69)1 และการกู้เงินเพิ่มเติมราว 40,000 ล้านบาท2 และไม่ใช้กลไกการลดภาษีสรรพสามิต
อย่างไรก็ดี หากภาครัฐพิจารณาให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกต่างๆ อาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปี 2569 มีโอกาสที่จะปรับลดลงจากราคาที่ประเมินในข้างต้น
Future Concerns: ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะมากกว่า 4 บาท/หน่วยไฟฟ้าในช่วง ก.ย.-ธ.ค.69
Krungthai COMPASS คาดว่า ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจะแตะ 4.14 บาท /หน่วยไฟฟ้าในงวด ก.ย.-ธ.ค. 69 หลังภาครัฐที่มีแนวโน้มที่จะตรึงค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วยไฟฟ้าในงวด ม.ค.-ส.ค. 693 ผ่านการใช้กลไกต่างๆ เพราะต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงก.ย.-ธ.ค.69 ตามแนวโน้มราคา JKM LNG ในช่วงเวลาดังกล่าว
ทั้งนี้ การประเมินนี้อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าภาครัฐใช้กลไกต่างๆในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 20 สตางค์/หน่วยไฟฟ้า ในช่วง พ.ค.-ส.ค. 69 และไม่มีการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69
ราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นกระทบต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานที่สูง
การที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วง เม.ย.-พ.ค. 69 ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนทั้งหมดที่สูง ได้แก่ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางถนน (ค่าน้ำมัน คิดเป็น 27.8% ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล (26.3%) ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน (20.0%) ธุรกิจผลิตเหล็ก (7.2%)
นอกจากนี้ การที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าต่อต้นทุนทั้งหมดที่สูง ได้แก่ ธุรกิจโรงน้ำแข็ง (ค่าไฟฟ้าคิดเป็น 32.4% ของต้นทุนทั้งหมด) ธุรกิจคลังสินค้า (16.8%) ธุรกิจผลิตและจัดหาน้ำ (14.6%) ธุรกิจโรงแรม (14.0%) ธุรกิจผลิตซีเมนต์ (11.0%) และธุรกิจผลิตเหล็กและเหล็กกล้า (6.8%)
Future Concerns: หากราคาตั๋วเครื่องบินยืนสูงเป็นระยะเวลานาน
โดยสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมัน Jet Fuel เพิ่มสูงขึ้นกว่า 100% ประกอบกับจำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการจำกัดน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินในหลายเส้นทางปรับสูงขึ้น และหากสถานการณ์ดังกล่าวยังคงยืดเยื้อต่อเนื่อง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว Short-haul ในอนาคต
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นเทรนด์ของนักท่องเที่ยวยุโรปที่หันมาเดินทางท่องเที่ยวในโซนยุโรปเอง แทนการเดินทางมายังฝั่งเอเชียมากขึ้น จากปัญหาเรื่องเที่ยวบินยกเลิก การบินอ้อม ทำให้ระยะเวลาเดินทางนานขึ้น ส่งผลให้ราคาตั๋วสูงขึ้น และต้นทุนในการเดินทางเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจเป็น Downside ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569
Future Concerns: ความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี กระทบผลผลิตสินค้าเกษตร
ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย หรือราว 5-6 ล้านตันต่อปี โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางมากถึง 2.2 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 34% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย โดยในแต่ละปี ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยราว 2 ใน 3 ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด เพื่อนำมาผสมตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย โดยเฉพาะแม่ปุ๋ยไนโตรเจนที่มีสัดส่วนมากถึง 50% ของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมดของไทย โดยในปี 2568 ไทยนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนจากตะวันออกกลางมากถึง 1.8 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 55% ของปริมาณการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดของไทย ส่วนใหญ่นำเข้าจากซาอุดิอาระเบีย (33%) โอมาน (11%) และกาตาร์ (9%) ทำให้ไทยมีความเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจกระทบปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นช่วง ก.ย.-ธ.ค. 69 ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น
กรมการค้าภายในชี้ว่าไทยจะยังมีสต็อกปุ๋ยเพียงพอถึง ส.ค. 69 ทำให้ตั้งแต่ ก.ย. 69 เป็นต้นไปมีความเสี่ยงจะขาดแคลนปุ๋ย หากการนำเข้าและการ Restock ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเกษตรที่มีความต้องการใช้ปุ๋ยในการเพาะปลูกสูงสุดราวครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งหมดในพืชเกษตรไทย โดยคาดว่าในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกข้าวนาปีที่เริ่ม พ.ค. 69 อาจยังไม่เห็นการขาดแคลนปุ๋ยชัดเจน เพราะยังมีสต็อกเดิมอยู่ แต่ในการเพาะปลูกช่วง ก.ย.-ต.ค. 69 อาจมีความเสี่ยงในการขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งจะกดดันให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมี กระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร (ผลผลิตข้าวนาปีคิดเป็น 76% ของผลผลิตข้าวทั้งหมด) ขณะที่การวิเคราะห์ความอ่อนไหวของผลผลิตต่อไร่ของข้าวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคานำเข้าปุ๋ยเคมี พบว่า ราคานำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น 1% จะทำให้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวลดลงราว -0.06% ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ประเมินสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนภาคเกษตรปรับตัวสูงขึ้น และหากปุ๋ยขาดตลาด หรือราคาแพง เกษตรกรอาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใส่ปุ๋ย ทำให้ผลผลิตออก สู่ตลาดน้อยและคุณภาพไม่ดี
ข้าว ทูน่ากระป๋อง และไก่ อาจได้อานิสงส์จากความกังวลด้าน Food Security
ประเทศในตะวันออกกลางยังผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ดังนั้น หากสถานการณ์ดังกล่าวบรรเทาลงจนกลับมาขนส่งสินค้าได้ หรือหากรัฐบาลไทยสามารถเจรจากับอิหร่านเพื่อเปิดโอกาสให้เรือสินค้าจากไทยส่งออกอาหารไปยังตะวันออกกลางในช่วงภาวะสงครามได้ อาจทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากความกังวลด้านความมั่นคงทางด้านอาหาร โดยข้อมูลจาก USDA ชี้ว่า กลุ่มประเทศตะวันออกกลางสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารได้เฉลี่ยเพียงประมาณ 37% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะปลา ข้าว และไก่ที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกและเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประเทศในตะวันออกกลางผลิตได้เพียง 3% 25% และ 78% ของความต้องการบริโภคในประเทศทั้งหมด ตามลำดับ ซึ่งจะเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกไปตลาดตะวันออกกลาง โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปตะวันออกกลางราว 6.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 4.0% ของการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทั้งหมด อย่างไรก็ดี ต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ค่าประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม รวมถึงระยะเวลาการขนส่งที่ยาวขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการเกษตรและอาหารต้องประเมินความคุ้มค่าในการส่งออกอย่างรอบด้านและระมัดระวังมากขึ้น
MBK Center ส่งแคมเปญ "Summer Sunniva 2026" เติมสีสันซัมเมอร์
เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ 23 แห่ง การันตีความสำเร็จของโรงแรมแบรนด์ไทย คว้ารางวัล Traveller Review Awards 2026 จาก Booking.com ด้วยคะแนนรีวิวจริงจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก
อบจ. ภูเก็ต เตรียมจัดงานสีสันแห่งสายลม (Phuket Kite Festival 2026)
"จังซีลอน" ระเบิดแคมเปญรับซัมเมอร์ พร้อมหนุนภูเก็ตเป็น "Safe Destination"
"เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น" โรงแรมใจกลางเมือง พร้อมศูนย์ประชุมขนาดใหญ่และบริการครบวงจรพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในเทศกาลสงกรานต์
Dr.TATTOF รุกตลาดภาคใต้ เปิดสาขาใหม่ "เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล"
ไหว้วัด @ทุ่งภูเขาทอง กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนเมืองมรดกโลก
เคทีซี-TTAA ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ไม่หยุดการเดินทาง คนไทยปรับปลายทางเอเชีย-ทริปสั้นโต