ฟรอสต์ฯเผยโอกาสในพม่า เทียบชั้น เพชรเม็ดงามที่รอการเจียระไน

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--27 ธ.ค.--ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน

ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน เผยโอกาสทางธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศพม่า นาย วิเวก ไวยา ผู้อำนวยการกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ได้กล่าวในงานสัมมนา “โอกาสธุรกิจและการลงทุนในอินโดนีเซียและเมียนมาร์ สำหรับ SMEs" ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบัน SMI สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน องค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิตต์ เมื่อไม่นานมานี้ว่า “พม่าเป็นประเทศเดียวที่มีภูมิประเทศเชื่อมต่อทั้งอินเดีย และ จีน ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจและมีศักยภาพในด้านต่างๆสูงนับตั้งแต่เปิดประเทศ จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดประเทศพม่าจึงเป็นประเทศแรกที่ นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันได้เลือกเดินทางมาเยือนในระหว่างการเยือนประเทศแถบอาเซียนเมื่อเดือนที่ผ่านมา” ปัจจุบัน พม่ากำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบัน รายได้ GDP (PPP) ของพม่ากำลังสูงขึ้นและเติบโตในอัตราที่แข็งแกร่งมาก นอกจากนี้ นายวิเวกได้ตั้งข้อสังเกตว่า GDP (PPP) ของพม่า ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ตั้งแต่ปี 2550 นอกจากนี้ พม่ายังมีแรงงานหนุ่มสาวจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยด้านนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอ่ยางดี นายวิเวกได้กล่าวเสริมว่า อัตราว่างงานของพม่ามีเพียง ร้อยละ 5 ซึ่งนับว่าค่อนข้างต่ำ เนื่องจากมีการขยายตัวของภาคการเกษตรที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทีสำคัญทั้งในแง่ของ GDP และการจ้างงาน “สินค้าที่นำเข้าไปในพม่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นฐาน ซึ่งยังผลิตไม่ได้ภายในประเทศ ดังนั้นจึงมีศักยภาพในการเติบโตเป็นอย่างมาก สินค้านำเข้า 10 อันดับแรกในปีที่ผ่านมา ได้แก่ สินค้าปิโตรเลียม เครื่องจักรและอะไหล่ วัสดุก่อสร้าง พลาสติก น้ำมันปาล์ม ยานพาหนะและอะไหล่ ยา เรือ ปูนซีเมนต์และปุ๋ย” “ในสองสามปีที่ผ่านมา ถือได้ว่า ประเทศจีน ถือได้ว่าเป็นนักลงทุนชั้นนำของพม่า แต่ก็อาจมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง เนื่องจากตลาดพม่าเปิดมากขึ้น นอกจากกจะมี บริษัทต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างวิ่งเข้าไปลงทุนแล้ว ยังมีบริษัทจากสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆอีกด้วย ซึ่งหากกฎหมายของพม่านิ่งเมื่อไหร่ เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของประเทศพม่าอย่างแน่นอน” นายวิเวกเปิดเผยว่า ปัจจุบัน ทุกภาคอุตสาหกรรมของพม่ามีความน่าสนใจ แต่ธุรกิจที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากที่ตั้งและภูมิประเทศของพม่าคือ โครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง ไฟฟ้า น้ำ ท่าเรือ และถนน เป็นต้น “ธุรกิจน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค จัดว่ามีความน่าสนใจมากที่สุดและง่ายต่อการลงทุนในประเทศพม่า อย่างไรก็ตาม ราคาอสังหาริมทรัพย์จัดว่าอยู่ในระดับที่สูงมากแล้วในขณะนี้ ดังนั้น นักลงทุนต่างๆควรระมัดระวังปัจจัยดังกล่าว” “เขตเศรษฐกิจพิเศษ จะต้องมีการดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นทั้งการนำเข้าและส่งออก นายวิเวกตั้งข้อสังเกตว่า สินค้าเกือบร้อยเปอร์เซนต์ถูกลำเลียงผ่านท่าเรือย่างกุ้ง และทิลาวา ประเทศพม่า เปรียบเสมือน ตัวเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจอาเซียนทางตอนใต้ เพื่อไปสู่ประเทศอินเดีย” พม่าจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอเป็นอย่างมากเนื่องจากมีผลอย่างยิ่งกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การผลิตกระแสไฟฟ้าของพม่าในปัจจุบันมาจากพลังงานน้ำ ร้อยละ 70 จากก๊าซ ร้อยละ 24 และจากถ่านหินร้อยละ 4 ดีเซล ร้อยละ 2 เขาเสริมว่า ระดับการผลิตในปัจจุบันอยู่ที่ 1,350 MW ซึ่งจะลดลงอีกในฤดูร้อน เนื่องจากพลังงานน้ำลดลง และความต้องการไฟฟ้าของพม่าจะเพิ่มสูงถึง 3000 MWภายในปี 2016 นาย วิเวกได้กล่าวเพิ่มเติมว่าภาคการสื่อสารโทรคมนาคมของพม่า นับว่ามีศักยภาพมากมาก เนื่องจากมียอดโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนเพียง 3 ล้านเลขหมาย จากประชากรทั้งหมด 60 ล้านคน และ wireless penetration มีเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น จึงถือว่ามีเปอร์เซนต์ที่จะเติบโดได้อีกมาก “พม่าจะมียอด wireless penetration สูงถึงร้อยละ 50 ภายในปี 2558 แต่โทรศัพท์และซิมการ์ดจะมีราคาค่อนข้างสูง หรืออยู่ที่ประมาณ 150-200 เหรียญสหรัฐฯ” นายวิเวกเผย -นท- สามารถคลิกดูภาพประกอบได้ที่ www.thaipr.net

ข่าวสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย+สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศวันนี้

ส.อ.ท. - ปตท. - โออาร์ ลงนาม MOU หนุน SMEs เสริมศักยภาพพลังงาน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) (ปตท.) และ นายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ ผู้แทน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "โครงการความร่วมมือเพื่อเสริมศักยภาพ SMEs ด้านพลังงานและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย" ณ ห้องพลังไทย 1 ปตท. สำนักงานใหญ่ พิธีลงนามฯ ได้รับเกียรติจาก นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)... TIJ ผนึก WJP และ กกร. รวมพลังภาครัฐ-เอกชน ยกระดับหลักนิติธรรมไทย สร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล — สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ประกาศความร่วมม...

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกร... ดัชนีเชื่อมั่น เดือน พ.ย. พุ่ง ส.อ.ท. แนะรัฐเร่งฟื้นฟูน้ำท่วม-หนุนพลังงานสะอาด — นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้...

สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ตอกย้... TCMA ชูศักยภาพ "Co-Processing" หนุนเป้าหมาย NDC 3.0 — สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ตอกย้ำความมุ่งมั่นนำอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยสู่เป้าหมาย Net Zero...

รวมพลังเครือข่ายร่วมกับเอกชนต่อต้านคอร์รั... การดำเนินงานและแผนขับเคลื่อน "คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน" — รวมพลังเครือข่ายร่วมกับเอกชนต่อต้านคอร์รัปชัน สร้างประเทศไทยโปร่งใสแข่งขัน...