กสอ. เปิดตัว “พิซซ่า โมเดล” สำหรับ SMEs สู้วิกฤติไทยก้าวไกลสู่ประชาคมอาเซียน พร้อมจัดเวทีระดมความคิดจากกูรูชั้นนำระดับประเทศ

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

          กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ชู “พิซซ่า โมเดล” ช่วยเตรียมพร้อม SMEs กลุ่มอุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ไทยสู้ศึก AEC ให้ผ่านพ้นสภาวการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันได้อย่างมีกลยุทธ์ ประกอบด้วย 6 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niches Development) กรอบความคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Mindset) การบริหารการเงินอย่างชาญฉลาด (Financially Guru Smart) กลยุทธ์เครือข่ายธุรกิจ (Network Strategy) การสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity) และกรอบความคิดที่ถูกต้อง (Right Mindset) โดยโมเดลดังกล่าวคาดว่าจะสามารถสร้างความรู้แก่ SMEs ภาคอุตสาหกรรมไทย ในภาพรวม รวมถึงตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพร้อมปรับตัวตามเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อสนับสนุนในการประกอบธุรกิจในสภาวะฉุกเฉิน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในสาขาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างอำนาจการต่อรองแก่ผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน นับเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถทำรายได้ให้กับประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปีนี้คาดว่ามูลค่าการส่งออกน่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 5 หาก SMEs นำโมเดลดังกล่าวมาใช้ และจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกไม้และเครื่องเรือนของอาเซียนได้ในที่สุด สำหรับกิจกรรมในวันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ได้ร่วมกับสมาคมธุรกิจไม้ และสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทย กำหนดจัดสัมมนาพร้อมเปิดเวทีปาฐกาถาพิเศษ จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกูรูชั้นนำด้านอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ คุณโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธาน TDRI และคุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ณ ห้อง Meeting room 3 - 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกันนี้ยังได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557 โดยมีข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เข้าร่วมจำนวนมาก 
          นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจนับเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกกำลังหันมาให้ความสนใจในประเทศแถบเอเชียมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรุดหน้า โดยเฉพาะจีน และอินเดีย ดังนั้น การกระชับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนเพื่อรักษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากยิ่งขึ้น จากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้เกิดตลาดในภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ หากมีการขยายความร่วมมือการค้าเสรีกับคู่ค้าสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 3,000 ล้านคน จึงนับเป็นโอกาสทางการตลาดอันมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมไทย ซึ่งหากมองในภาพรวม การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยให้ประเทศสมาชิกมีความเป็นปึกแผ่นและช่วยสร้างอำนาจการต่อรองในเวทีการค้าต่าง ๆ ได้มากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะ SMEs ก็ต้องปรับตัวเพื่อเตรียมความพร้อมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ทั้งในด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน และการแสวงหาโอกาสจากสิทธิพิเศษต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเทศกลุ่ม CLMV ที่สำคัญต้องศึกษาแนวโน้มความต้องการของตลาดอาเซียน ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ในการย้ายฐานการผลิตไปยังแหล่งวัตถุดิบและแรงงานที่ถูกกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ต้องเรียนรู้วิธีที่จะรักษาทรัพยากรบุคคลเพื่อป้องกันการถูกแย่งชิงแรงงานที่มีฝีมือ

          นอกจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงอยู่ของเสถียรภาพของประเทศแล้ว ความมีธรรมาภิบาล ก็มีความสำคัญไม้แพ้กัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องเร่งแข่งขันกันเพื่อประกอบการ ให้เป็นอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นการประกอบการที่รับผิดชอบต่อสังคมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนั้น ๆ สามารถดำรงอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างราบรื่น เกิดการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วย เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) สู่การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าเตรียมรับมือกับ AEC ได้อย่างสร้างสรรค์ และยั่งยืน 
          นางอรรชกา กล่าวต่อว่า ภาคอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นอุตสาหกรรมหลักที่สามารถทำรายได้ให้ประเทศกว่า 2.04 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28.82 ของมูลค่าส่งออกรวมของประเทศ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง ซึ่งข้อดีของ SMEs คือ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้คล่องตัว แต่ถึงกระนั้นในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนตลอดเวลา ประกอบกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัว เสริมความแข็งแกร่งให้ตนเอง เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน การพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรม และกระบวนการจัดการในระบบการผลิตเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพรอบด้าน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจในการเสริมสร้างสมรรถนะด้านต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่วนพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องเรือน กองพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา 1 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาบุคคลากรในภาคอุตสาหกรรมเพื่อเข้าสู่ AEC ในหลักสูตร “พิซซ่า โมเดล” โมเดล ความอยู่รอดอุตสาหกรรม SMEs ในยุควิกฤต ระดมสมองยักษ์ใหญ่สร้างโมเดลปฏิรูปอุตสาหกรรม SMEs เพื่อการอยู่รอดอย่างสร้างสรรค์รับมือ AEC และการค้าชายแดน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาให้ผู้ปะกอบการ SMEs สามารถดำเนินการค้าในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 โมเดล ได้แก่
          1. การพัฒนาตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niches Development) 
          2. กรอบความคิดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Mindset) 
          3. การบริหารการเงินอย่างชาญฉลาด (Financially Guru Smart) 
          4 กลยุทธ์เครือข่ายธุรกิจ (Network Strategy) 
          5. การสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Opportunity) 
          6. กรอบความคิดที่ถูกต้อง (Right Mindset)
 
          ทั้งนี้ กสอ ได้จัดกิจกรรม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พิซซ่า โมเดล” พร้อมเวทีระดมความคิด อันประกอบไปด้วย การปาฐกาถาพิเศษ การเวิร์กชอป แฃะการเสวนาโดยวิทยากรที่มีชื่อเสียงทั้งจากภาครัฐและเอกชน อาทิ คุณโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานสภาสถาบันและกรรมการบริหารสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) คุณบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) คุณเอกสิทธิ์ อเนกสิทธิสิน เลขาธิการสมาคมธุรกิจค้าไม้ และคุณณรงค์ ประเสริฐศรี สำนักงานทูตการเกษตร สถานทูตสหรัฐอเมริกาเพื่อหาทางออกวิกฤตอุตสาหกรรม SMEs ของชาติ ซึ่งวิทยากรแต่ละท่านก็มีคลังความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป เมื่อนำมาวางจัดเรียงอย่างสวยงาม ก็ก่อให้เกิดพิซซ่าที่กล่อมกลมพร้อมหาทางออกในการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าหมายให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมไม่เพียง กลุ่มอุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ไทยสามารถเข้าใจในสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน สามารถประเมินความอยู่รอดของตนเอง ในสภาวะวิกฤตินี้ได้ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง 
          ด้าน นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ กล่าวว่า จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 2555 ประกอบกับวิกฤตการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมนำเข้าและอุตสาหกรรมเพื่อผลิตและจำหน่ายในประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SMEs ของไทย ทำให้ยอดขายทั้งปีเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15-20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่งผลต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้มีการชะลอตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะ SMEs ของอุตสาหกรรมไม้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าภาคการส่งออกอาจทรงตัวหรือขยายตัวลดลงไปจนถึงกลางปีนี้เลยทีเดียว ซึ่งปัญหาใหญ่ของ SMEs อุตสาหกรรมไม้ นอกจากจะมีแนวโน้มทรงตัวและลดลงแล้ว ต้นทุนการผลิตยังสูงขึ้น ซึ่งธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและรายย่อยซึ่งขาดอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์กลางน้ำและต้นน้ำ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้สินค้าราคาแพงมากขึ้น ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลง ขณะเดียวกันลูกค้าต่างประเทศก็ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของกิจการ จึงทำให้กำลังซื้อหยุดชะงัก ส่งผลต่อเนื่องสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่อง เกิดเป็นภาวะหนี้สะสม ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมไม้ ดังนั้น ภาครัฐจึงมีส่วนสำคัญในการออกมาตรการด้านการเงินแก่กลุ่ม SMEs เพื่อช่วยสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ย่างแท้จริง อาทิ ปรับกฎระเบียบของธนาคารให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น จัดโครงการต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ เช่นเดียวกับที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดกิจกรรมสัมมนา “พิซซ่า โมเดล” ในครั้งนี้ ที่ภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญของการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต จึงต้องมาร่วมกันหาทางออกและขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อความอยู่รอดของ SMEs ของไทย เพื่อการการพัฒนาอุตสาหกรรม SMEs ไทยอย่างยั่งยืน 
          อย่างไรก็ตาม กสอ. ได้จัดงานปาฐกาถาพิเศษพร้อมเวทีระดมความคิดหาทางออกวิกฤตเศรษฐกิจจากผู้ประกอบการไทย ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้อง Meeting room 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ เข้าร่วมจำนวนมาก สำหรับผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2202 4414 – 18 หรือเข้าไปที่ http://www.dip.go.th

ข่าวกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม+ส่งเสริมอุตสาหกรรมวันนี้

ดีพร้อม โชว์ผลสำเร็จ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนด้านสิ่งทอ-แฟชั่นไลฟ์สไตล์ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ตลาดยุค 5.0

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เดินหน้าเสริมองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และมาตรฐาน แก่ผู้ประกอบการชุมชนจำนวน 113 ราย ผ่าน 5 หลักสูตรเข้มข้น รวมระยะเวลา 30 ชั่วโมง ภายใต้นโยบาย "DIPROM FLEXi" โดยนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปรับ ยกระดับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ รองรับความต้องการของตลาดยุค 5.0 พร้อมมอบวุฒิบัตรแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นประธานในพิธี

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) หรือดีพร้อ... DIPROM ปลุกพลัง "Thai Weave, Trendy Vibe" หนุนผู้ประกอบการพัฒนาผ้าศิลปาชีพสู่แฟชั่นสร้างสรรค์ — กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) หรือดีพร้อม กระทรวงอุตสาหกร...

พร้อมช้อปสินค้าแฟชั่นผ้าไทยในราคาสุดพิเศษ... ดีพร้อม ชวนสนับสนุนดีไซเนอร์ไทย ชมแฟชั่นโชว์ผ้าทอไทยดีไซน์เก๋ — พร้อมช้อปสินค้าแฟชั่นผ้าไทยในราคาสุดพิเศษ ในกิจกรรม DIPROM Thai Weave, Trendy Vibe 16 -18 ...

สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท ภายใต้... ดีพร้อม/วว. แถลงความสำเร็จกิจกรรมยกระดับร้านอาหารเชฟชุมชนสู่ร้านอาหารระดับพรีเมี่ยม — สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท ภายใต้การดำเนินโครงการส่งเสริมซอฟ...