มาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง 1 ปีที่ผ่านไปกับการเปลี่ยนแปลงชีวิตเกษตรกรไทย : กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศ

02 Jun 2015
รศ.ดร.เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล ประธานชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชน (Thai Researchers in Community Happiness Association, TRICHA) เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจมาสเตอร์โพลล์(Master Poll) เรื่อง 1 ปีที่ผ่านไป กับการเปลี่ยนแปลงชีวิตเกษตรกร : กรณีศึกษาตัวอย่างแกนนำชุมชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,073 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการในวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2558

ผลการสำรวจการติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อมวลชนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา พบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 63.9 ระบุติดตามทุกวัน/เกือบทุกวัน ในขณะที่ร้อยละ 20.1 ระบุติดตาม 3-4 วัน/สัปดาห์ ร้อยละ 5.9 ระบุติดตาม 1-2 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 7.5 ระบุน้อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง และร้อยละ 2.6 ระบุไม่ได้ติดตามเลย

คณะผู้วิจัยได้เริ่มต้นสอบถามความคิดเห็นของแกนนำชุมชนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นที่ คสช.และรัฐบาลได้ดำเนินการอยู่นั้น ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนได้ระบุมาตรการช่วยเหลือที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของเกษตรกรในจังหวัดของตนได้อย่างเป็นรูปธรรม เรียงตามลำดับดังนี้ อันดับหนึ่งได้แก่ การพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย (ร้อยละ 73.6) รองลงมาคือ การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้เกษตรกร (ร้อยละ 69.5) การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ (ร้อยละ 66.1) การให้เงินช่วยเหลือค่าต้นทุนการผลิต ไร่ละ 1,000 บาท (ร้อยละ 65.1) การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรผ่านธนาคาร ธกส. (ร้อยละ 59.8 ) และการช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าวที่ตกค้าง (ร้อยละ 52.2) ตามลำดับ

นอกจากนี้ เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงความจำเป็นของมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาวที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ พบว่า แกนนำชุมชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 เห็นว่าทุกมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการมีความจำเป็นสำหรับเกษตรกรในจังหวัดของตนทั้งสิ้น โดยเรียงตามลำดับได้ดังนี้ การบริหารจัดการแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แก้ไขปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก (ร้อยละ 98.6 ระบุจำเป็น) การส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ที่จำเป็นให้เกษตรกร (ร้อยละ 98.5 ระบุจำเป็น) การจัดทำทะเบียนเกษตรกร แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร (ร้อยละ 96.8 ระบุจำเป็น) มาตรการในการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร (ร้อยละ 96.5 ระบุจำเป็น) การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ไร่นาสวนผสม (ร้อยละ 95.5 ระบุจำเป็น) การส่งเสริมสหกรณ์ สร้างชุมชนเข้มแข็ง สร้างตลาดชุมชนในท้องถิ่น (ร้อยละ 94.4 ระบุจำเป็น) การจัดตั้งธนาคารปุ๋ย และศูนย์เมล็ดพันธุ์ในทุกชุมชน (ร้อยละ 91.5 ระบุจำเป็น) และการจัดโซนนิ่งการเกษตร และการจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม (ร้อยละ 90.3 ระบุจำเป็น)

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามต่อไปว่า ในแต่ละจังหวัดนั้นมีปัญหาของเกษตรกรปัญหาใดบ้าง ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือแก้ไขไม่สำเร็จ ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชน ร้อยละ 46.5 ระบุปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร/ราคาข้าว ยางพารา ปาล์ม ตกต่ำ/ราคาสินค้าตกต่ำ ร้อยละ 30.4 ระบุการขาดแหล่งน้ำในการทำการเกษตร/การจัดสรรแหล่งน้ำ/ไม่มีอ่างรองรับน้ำ/แก้ไขเรื่องแหล่งน้ำ ร้อยละ 14.8 ระบุปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของประชาชน/อยากให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองเพราะค่าเช่าแพงมาก ร้อยละ 14.2 ระบุเรื่องปากท้องของประชาชน/แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร /หนี้นอกระบบ /การพักหนี้ของเกษตรกร/รายได้ของเกษตรกรตกต่ำร้อยละ 13.5 ระบุเรื่องเงินทุนในการทำการเกษตร/เงินทุนในการประกอบอาชีพ/กองทุนช่วยเหลือเกษตรกร/การลดต้นทุนการผลิต/ลดค่าปุ๋ยและอุปกรณ์ทางการเกษตร ร้อยละ 10.2 ระบุปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ และร้อยละ 10.7 ระบุปัญหาอื่นๆ อาทิ การแนะนำ การอบรมความรู้เรื่องการเกษตรยังเข้าไม่ถึง/ประชาชนยังเข้าไม่ถึงเรื่องนโยบายของรัฐบาล อยากให้เข้ามาประชาสัมพันธ์ในพื้นที่/ การเอารัดเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลาง/ การประกันราคาพืชผลที่ไม่ชัดเจน/ประกันราคาผลผลิต/การรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรไม่คงที่/ ตลาดรองรับผลผลิตไม่เพียงพอ/การหาช่องทางทางการตลาดเพื่อกระจายผลผลิต

และเมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามความคิดเห็นต่อไปว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วหรือไม่ในการดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรไทย ผลการสำรวจพบว่า แกนนำชุมชนเกือบร้อยละร้อย หรือร้อยละ 94.8 ระบุ คิดว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 5.2 ที่ระบุ คิดว่ายังไม่ถูกทาง โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า การช่วยเหลือยังไม่ถึงมือเกษตรกรที่เดือดร้อนจริงๆ/เกษตรกรยังไม่ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นโดยตรงถึงรัฐบาล/รัฐบาลต้องรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากเกษตรกรโดยตรง/นโยบายไม่ตรงกับความต้องการ เป็นต้น

ประเด็นสำคัญสุดท้าย เมื่อคณะผู้วิจัยได้สอบถามถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 29.3 ระบุเกษตรกรในจังหวัดของตนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 28.7 ระบุดีเหมือนเดิม ทั้งนี้ ร้อยละ 24.1 ระบุเกษตรกรยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 17.9 ระบุเดือดร้อนมากกว่าเดิม

คุณลักษณะทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม

แกนนำชุมชนร้อยละ 91.5 เป็นเพศชาย ในขณะที่ร้อยละ 8.5 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 3.4 มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ร้อยละ 22.7 ระบุอายุ 40-49 ปี และร้อยละ 73.9 ระบุอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำแนกตามระดับการศึกษาที่สำเร็จมาชั้นสูงสุดพบว่า ร้อยละ 27.6 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น/ต่ำกว่า ร้อยละ 38.0 สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ป.ว.ช. ร้อยละ 6.7 ระบุสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา/ป.ว.ส. ร้อยละ 27.7 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตามลำดับ และเมื่อพิจารณารายได้ต่อเดือนของครอบครัวพบว่า แกนนำชุมชนร้อยละ 12.7 ระบุมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 23.8 ระบุมีรายได้ครอบครัว 10,000 – 15,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 17.7 ระบุมีรายได้ 15,001-20,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่แกนนำชุมชนร้อยละ 45.8 ระบุมีรายได้ครอบครัวมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ตามลำดับ