อย่าประมาท 5 โรคร้ายที่มากับฤดูร้อน

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

          โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพโรงพยาบาลกรุงเทพ
          อากาศเมืองไทยมีแนวโน้มจะร้อนมากขึ้นทุกปีๆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี จัดว่าเป็นเดือนที่ร้อนกันแบบสุดๆ และในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ผู้คนมักเจ็บป่วยกันได้ง่ายขึ้น วันนี้ ศูนย์วิจัยสุขภาพโรงพยาบาลกรุงเทพโรงพยาบาลกรุงเทพ ขอฝากสาระความรู้เกี่ยวกับสารพันโรคยอดฮิตที่มักจะมากับฤดูร้อน ให้ทุกคนได้เตรียมรับมือป้องกันโรคต่างๆ อย่างสุขกายสบายใจ
          โรคแรกที่ทุกคนสามารถพบเจอได้บ่อยในฤดูร้อนก็คือ "อาหารเป็นพิษ" ซึ่งเกิดจากความประมาทในการรับประทานอาหาร ในทุกๆ มื้ออาหารต่างมีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่เสมอ หากผู้รับประทานไม่คัดสรรหรือเลือกอาหารที่สุก สะอาด ถูกหลักอนามัยแล้วก็สามารถเกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ทุกเมื่อ เนื่องจากฤดูร้อนทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและมีความรุนแรงมากขึ้น อาการที่บ่งบอกถึง "โรคอาหารเป็นพิษ" สามารถสังเกตุง่ายๆ คือ ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ และบางท่านอาจมีอาการทางประสาท ซึ่งหากใครรู้สึกว่าตนเองเกิดอาการข้างต้นนี้ให้สงสัยไว้เลยว่าท่านกำลังเผชิญกับ 'โรคอาหารเป็นพิษ' เข้าแล้ว สำหรับการรักษาเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลียและหมดแรงควรจะดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำในร่างที่เสียไปเพราะหากเกิดอาการขาดน้ำอาจทำให้เกิดอาการช็อค ควรทานอาหารที่อ่อนและย่อยได้ง่าย ที่สำคัญไม่ควรทานยาหยุดถ่ายเพราะการถ่ายนั้นคือการที่ร่างกายขับเชื้อโรคออกมา และหากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการทางประสาทควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ซึ่งแพทย์จะแย่งเชื้อจากอุจจาระนำมาวินิจฉัยและรักษาตามอาการต่อไป
          โรคถัดมาที่พบบ่อยคือ "ไทฟอยด์หรือโรคไข้รากสาดน้อย" เป็นโรคติดต่อจากเชื้อ Salmonella Typhi และ Salmonella poratyphi ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้จะแฝงตัวอยู่ในน้ำและอาหารเรารับประทานไป ซึ่งหากรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด หรือใช้มือที่ไม่สะอาดหยิบอาหารทานจะมีโอกาสเป็นโรคไทฟอยด์ได้ตลอดเวลา ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อนี้จะมีอาการคล้ายๆ อาหารเป็นพิษ แต่จะแสดงอาการใน 3-21 วัน ขึ้นอยู่เชื้อที่ร่างกายได้รับ อาการที่แสดงให้เห็นได้ชัดที่สุดคือจะมีไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ และไข้จะลดในช่วงเช้า จะมีเหงื่อออก ปวดศรีษะ ไอ เบื่ออาหาร และมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ภายใน 7 วันไข้จะคงที่ที่ 39-40 องศา และจะมีอาการท้องร่วง ผื่นขึ้นตามตัว ซึ่งหากผู้ป้วยไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ อาการก็จะรุนแรงขึ้นถึงขั้นโคม่าจะมีโอกาสเสียชีวิต 10- 20% และผู้ป่วยอาจเกิดโรคแทรกซ้อนเช่น เลือดออกทางเดินอาหาร ลำไส้ทะลุ ไตวาย ช่องท้องอักเสบ จะทำให้อาการรุงแรงมากขึ้น โดยการรักษาของแพทย์จะทำการเพาะเชื้อได้จากเลือด ไขกระดูกหรืออุจจาระและ ใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา หากไม่ต้องการที่จะพบเจอกับโรคนี้ควรจะเลือกทานอาหารและน้ำที่สะอาด หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ จะทำให้ท่านห่างไกลจากโรค "ไทฟอยด์"
          โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ เป็นอีกโรคที่ต้องพึงระวังให้มาก เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนได้ด้วย และเป็นโรคที่ร้ายแรงเลยทีเดียว โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Rabies virus ที่อยู่ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด หากโดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดแล้วติดเชื้อ Rabies virus นั้นมีโอกาสติดโรคได้มาก หากโดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดสิ่งแรกที่ต้องทำคือควรล้างแผลให้สะอาด และจดจำลักษณะอาการของสัตว์ที่กัดและตามหาเจ้าของเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการทำวัคซีนของสัตว์ตัวนั้น หลังจากนั้นควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธี เพราะเชื้อจะใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ในการฟักตัว หรืออาจแค่ 5 วันเท่านั้น ซึ่งโรคนี้จะสามารถรักษาได้โดยการฉีดวัคซีน ในปัจจุบันการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้านั้นไม่จำเป็นต้องฉีดรอบสะดือแล้ว แต่ควรฉีดให้ครบ 4-5 เข็มพื่อประสิทธิภาพของวัคซีน และหากผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะโดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดก็สามารถฉีดเพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้าได้อีกด้วย
          โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กวัย 6 เดือน – 12 ปี ซึ่งหากเกิดขึ้นกับเด็กจะมีอาการที่รุนแรงและอันตรายมาก สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเป็นเมื่อเป็นโรคนี้คือ สภาวะการขาดน้ำของร่างกาย ซึ่งในช่วงแรกจะเกิดอาการกระหายน้ำและอ่อนเพลีย ช่วงที่สองจะมีอาการเดินไม่ไหว ปากแห้ง ซึม ชีพจรเต้นผิดปกติ และในทารกจะพบอาการกระหม่อมบุ๋ม และขั้นที่สามจะเป็นขั้นที่ขาดน้ำรุนแรงที่สุดจะมีอาการไม่สามารถลุกขึ้นนั่งไม่ได้ มือเท้าเย็น ไม่ปัสสาวะ ความดันโลหิตต่ำ และจะเกิดอาการช็อคในที่สุด หากผู้ป่วยมีอาการที่ไม่หนักมาจะสามารถปฐมพยาบาลได้โดยการให้ผู้ป่วยทานโจ๊ก ข้าวต้ม ไม่ควรให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหาร แต่ควรงดอาหารที่มีส่วนประกอบของนม ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายหากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงกว่าเดิมควรพบแพทย์เพื่อรักษาด้วยยาปฏิชีวนะในขั้นต่อไป
          โรคสุดท้ายถือได้ว่าเป็นโรคที่มาพร้อมกับอากาศร้อนและสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยนั่นคือ โรคฮีท สโตรก (Heat stoke) หรือโรคลมแดด ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของมนุษย์จะสามารถทนความร้อนได้ถึง 40 องศาเซลเซียส ถ้าหากมีอุณหภูมิมากกว่า 40 องศาเซลเซียสก็จะทำให้เกิดอาการเป็นลมแดด ที่มีอาการเบื้องต้นคือ หน้ามืด ปวดศรีษะ ความดันต่ำ ร่างกายจะไม่มีเหงื่อและอุณหภูมิของร่างกายนั้นจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รูขุมขนจะปิดไม่สามารถระบายเหงื่อออกมาได้ หายใจเร็ว ซึ่งอาการเหล่านี้จะมีผลต่อการไหลเวียนของโลหิต อาจทำให้เกิดอาการชัก กระตุก ถึงขั้นหมดสติในที่สุด หากมีอาการเหล่านี้ควรจะหาที่มีอากาศเย็นถ่ายเทสะดวก ดื่มน้ำเย็นเพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายเย็นลง หากพบผู้ที่มีอาการโรคฮีทสโตรกควรนำมาหลบในที่ร่มและหาวิธีระบายความร้อนในร่างกายให้เร็วที่สุด เช่น การใช้ผ้าเย็นเช็ดให้ทั่วตัวผู้ป่วยโดยเน้นบริเวณข้อพับ ควรจัดท่าให้ผู้ป่วยยกเท้าขึ้นสูงเพื่อให้เลือดไหลไหลเวียนไปยังหัวใจได้ดีขึ้น หากอาการไม่ดีขึ้นให้นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว จะมีการช่วยเหลือโดยการกู้ชีพเบื้องต้นและจะลดอุณหภูมิของร่างกายด้วยวิธีทางกายภาพ ทั้งนี้หากรู้ว่าต้องทำกิจกรรมที่มีอากาศร้อนมากๆ ควรเตรียมตัวด้วยการหาเวลาออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออาทิตย์ละ 3 ครั้งๆ ละ 30 นาที ควรดื่มน้ำ 1-2 แก้วก่อนออกไปพบกับอากาศที่ร้อนจัด เพื่อป้องกันโรคฮีทสโตรก
          ในเมื่ออากาศร้อนนั้นมาพร้อมกับโรคร้ายเราก็ควรหาวิธีการป้องกันตนเองและสุขภาพ ให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะพบเจอกับอากาศร้อนในเมืองไทย โดยยึดหลักความปลอดภัย 4 ข้อง่ายๆ ที่ทำได้ทุกคน คือ ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากใช้ห้องน้ำ รักษาความสะอาดห้องน้ำ กินอาหารปรุงสุกใหม่ๆ และใช้ช้อนกลาง มีความสุขในช่วงซัมเมอร์นี้กันแบบปลอดโรคภัยไข้เจ็บ และกลับมาลุยงานต่อกันด้วยสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงนะคะ

อย่าประมาท 5 โรคร้ายที่มากับฤดูร้อน

ข่าวโรงพยาบาลกรุงเทพ+อาหารเป็นพิษวันนี้

BDMS Wellness Clinic ร่วมกับ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพระยอง เสริมพลังความร่วมมือระดับสากล ปักหมุดไทยสู่ Wellness Hub ระดับโลก

จับมือ Neem Hospital และ MODAWI พันธมิตรโอมานสร้างอีโคซิสเต็มระบบสุขภาพ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพระยอง นำโดย นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และ นายแพทย์ วสุ ริจิรานุวัตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง และโรงพยาบาลศรีระยอง เดินหน้าขยายเครือข่ายสุขภาพในระดับนานาชาติ

โรงพยาบาลกรุงเทพแนะ ส่องกล้องช่วยการป้องก... รู้ก่อน รอดก่อน! คนไทยเสี่ยงโรคทางเดินอาหาร-ตับอ่อน-ท่อน้ำดี — โรงพยาบาลกรุงเทพแนะ ส่องกล้องช่วยการป้องกัน อย่ารอจนมีอาการผิดปกติแล้ว อาจสายไป "โรคระบบทาง...

"สารัชถ์ รัตนาวะดี" แห่งอาณาจักรกัลฟ์ แชม... "สารัชถ์ รัตนาวะดี แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2568 รวย 1.89 แสนล้านบาท" — "สารัชถ์ รัตนาวะดี" แห่งอาณาจักรกัลฟ์ แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2568 รวย 1.89 แสนล้านบาท คร...

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้อ... เอ็นไอเอเปิดฟอรั่มโอกาสเฮลท์เทคไทย พร้อมเผยผลการจัดอันดับนวัตกรรมโลก 2025 — ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง (ที่ 5 จากซ้าย) ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ ...

ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท ... ธ.ทิสโก้ผนึกพันธมิตร จัดสัมมนา "Unlock Long Life" ชวนคิดเรื่องสุขภาพและการเงินในยุคอายุยืน — ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชี...