พลัสฯ มองครึ่งปีหลังตลาดอสังหาฯ กลุ่มทาวน์โฮมน่าลุ้น ผลกระทบไม่หนักมาก ตอบรับเรียลดีมานด์

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ราคา 3-5 ลบ. มียอดขายสูงสุด โซนรถไฟฟ้าสายสีเขียว-แดงโตโดดเด่น

พลัสฯ มองครึ่งปีหลังตลาดอสังหาฯ กลุ่มทาวน์โฮมน่าลุ้น ผลกระทบไม่หนักมาก ตอบรับเรียลดีมานด์

- พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยภาพรวมตลาดอสังหาฯ พบตลาดทาวน์โฮมเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ได้รับผลกระทบน้อย ตอบโจทย์เรียลดีมานด์ จากพฤติกรรมผู้ซื้อยุค New Normal ต้องการพื้นที่ในการอยู่อาศัยมากขึ้น ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคอนโดฯ หรือบ้านเดี่ยว
- พบระดับราคา 3-5 ล้านบาท ได้รับการตอบรับดีสุด โดยเฉพาะทำเลที่เข้าถึงรถไฟฟ้าใหม่ส่วนต่อขยาย การคมนาคมสะดวก ประชากรกระจายการอยู่อาศัยไปสู่พื้นที่ชานเมืองที่อสังหาริมทรัพย์ยังมีราคาไม่สูง และทำให้การตัดสินใจซื้อสามารถเป็นไปได้มากขึ้น
- พบโซนส่วนต่อขยายสายสีเขียว-แดง ยังคงมีการเปิดโครงการและคาดว่าจะมีความต้องการทาวน์โฮมเพิ่มมากขึ้นในบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพฯ - ดอนเมือง, สายไหม, ปทุมธานี, ลำลูกกา ครอบคลุมไปถึงลาดหลุมแก้ว
- เผยมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจำนองให้เหลือ 0.01% ของภาครัฐ หากจะส่งผลดีในช่วงโค้งสุดท้ายนี้คือยกเลิกหรือตัดข้อกำหนดด้านเพดานราคากลุ่มที่อยู่อาศัยเกิน 3 ล้านบาทออกไป หรือหากมีมาตรการลดหย่อนภาษี ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้มากขึ้น พลัสฯ มองครึ่งปีหลังตลาดอสังหาฯ กลุ่มทาวน์โฮมน่าลุ้น ผลกระทบไม่หนักมาก ตอบรับเรียลดีมานด์

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยผลการสำรวจของฝ่ายวิจัยและพัฒนาของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ถึงภาพรวมของตลาดทาวน์โฮม โดยพบว่า แม้ตลาดทาวน์โฮมจะได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม มียอดขายลดลงเหลือ 12,248 ยูนิต คิดเป็น 39% ของอุปทานที่เสนอขาย จากเดิมที่สัดส่วนยอดขายเคยเกิดขึ้นเฉลี่ยอยู่ราว 40-45% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น แต่ยังถือว่าได้รับผลกระทบไม่หนักมากหากเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและตลาดในภาพรวม หากพิจารณาถึงแนวโน้มการซื้อขายทาวน์โฮมในช่วงที่เหลือของปีนี้ (2563) คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณเขตชานเมืองที่มีโครงการรถไฟฟ้าใหม่ส่วนต่อขยายเข้าไปถึง ส่วนหนึ่งเพราะทาวน์โฮมเป็นสินค้าทดแทนการซื้อบ้านเดี่ยวที่ราคาขยับขึ้นสูง รวมถึงกลุ่มคนที่ไม่ต้องการพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมที่โครงการใหม่ในช่วงหลังมักมีขนาดพื้นที่ใช้สอยลดลงและราคาสูงขึ้นจากปัจจัยด้านที่ดิน ขณะที่ราคาของทาวน์โฮมบริเวณที่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าไม่เกิน 2 กิโลเมตร เฉลี่ยอยู่ที่ 4.59 ล้านบาท และที่ตั้งโครงการมักอยู่ในเขตพื้นที่รอยต่อระหว่างเมืองซึ่งใกล้เคียงกับราคาของคอนโดมิเนียม ทำให้ทั้งในด้านราคาและทำเลระหว่างทาวน์โฮมกับคอนโดมิเนียมแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทั้งนี้พบว่าทาวน์โฮมกลุ่มระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นกลุ่มราคาที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค โดยมีจำนวนทั้งหมด 21,298 ยูนิต (66%) รองมาคือระดับราคา 3-5 ล้านบาท มีจำนวน 8,344 ยูนิต (30%) ส่วนโครงการทาวน์โฮมราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ค่อยๆ หายไปจากตลาดเนื่องพัฒนาได้ยาก เพราะต้นทุนราคาที่ดินที่สูงขึ้น จึงพบว่าทาวน์โฮมที่เปิดใหม่ส่วนใหญ่จะมีราคาตั้งแต่ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนที่ยังสามารถตั้งราคาขายที่ 2 ล้านบาท จะกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ชานเมือง หรือพื้นที่รอยต่อรอบนอกเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางเข้าสู่เมืองมากขึ้น

จากข้อมูลพบว่า ทาวน์โฮมกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาท ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อมากที่สุดด้วยยอดขายสูงถึง 45% สูงที่สุดในทุกระดับราคา เนื่องจากโครงการในระดับราคานี้อยู่ในบริเวณแนวของรถไฟฟ้า การเดินทางเข้าสู่แหล่งงานในใจกลางเมืองใช้เวลาไม่นาน พร้อมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณที่ตั้งโครงการทั้ง ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และโรงพยาบาล ซึ่งเหมาะสำหรับการขยายครอบครัวในอนาคต อย่างไรก็ตาม ทาวน์โฮมกลุ่มราคา 3-5 ล้านบาทนี้ ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชะลอตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ยอดการขายลดลงไป 11% แต่ยังน้อยกว่าตลาดภาพรวมที่ลดลงไปถึง 18% ซึ่งอัตราดังกล่าวถือว่ายังเป็นการชะลอตัวที่น้อยกว่ากลุ่มคอนโดมิเนียม และคาดว่าเป็นผลกระทบที่เกิดในระยะสั้น เพราะความต้องการทาวน์โฮมนั้นเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนทาวน์โฮมกลุ่มระดับกลาง-บนหรือราคาสูงกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป มีอัตราการขายค่อนข้างช้า เนื่องจากลูกค้าหลักเป็นกลุ่มของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

สำหรับทำเลที่มีการเติบโตที่ดีคือบริเวณที่มีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เช่น สายสีแดงและสีเขียวที่จะขยายไปถึงปทุมธานี โดยสายสีเขียวคาดว่าจะเปิดใช้ในปลายปีนี้ ทำให้ในโซนดังกล่าวมีอุปทานใหม่เพิ่มเข้ามา 6,497 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ยังพบทำเลที่กำลังได้รับความนิยมในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งรวมทั้งทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยว คือทำเลย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เนื่องจากเป็นทำเลเปิดใหม่และมีถนนทางเชื่อมการเดินทางเข้าสู่พื้นที่รามคำแหง พระราม 9 อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปสู่สนามบินได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่บริเวณบางนาซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) และบริเวณรามอินทรา รวมไปถึงทำเลแนวรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและแนวรอบนอกวงแหวน ซึ่งสามารถเดินทางเข้าสู่เมืองได้สะดวกเนื่องจากมีทางเชื่อมพิเศษเข้าสู่เมือง

“แม้ตลาดทาวน์โฮมจะไม่ร้อนแรงเท่าปีที่ผ่านมา แต่ถ้าพิจารณาจากภาพรวมทั้งตลาดอสังหาฯ กลุ่มทาวน์โฮมนับว่าได้รับผลกระทบไม่หนักมาก ถือว่ายังไปได้และมีโอกาสจากปัจจัยบวกที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เริ่มทำงานที่ปรับเปลี่ยนความต้องการจากคอนโดมิเนียมเป็นทาวน์โฮม สาเหตุเพราะกระแสการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็นลักษณะของ Work from Home มากขึ้น อีกทั้งตลาดทาวน์โฮมตอบโจทย์กลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ราคาเข้าถึงได้และตอบโจทย์ด้านพื้นที่ใช้สอย ทั้งยังได้รับอานิสงส์ของการขยายการเดินทางด้วยเส้นทางของรถไฟฟ้าที่กำลังจะเปิดใช้ในช่วงปลายปี รวมถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นถนนและเส้นทางซึ่งทำให้เกิดทำเลใหม่ที่เชื่อมการเดินทางเข้าออกจากชานเมืองสู่กลางเมืองได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตาม ทิศทางการซื้อขายที่อยู่อาศัยในช่วงที่เหลือของปี 2563 น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่คาดว่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขณะเดียวกันมองว่าการออกมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องการลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองให้เหลือ 0.01% ซึ่งรัฐมีการกำหนดเพดานราคาที่อยู่อาศัยที่จะได้รับสิทธิ์ในมาตรการดังกล่าว ต้องมีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หากมีราคาเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป จะไม่เข้าเกณฑ์หรือข้อกำหนดในมาตรการนี้ ซึ่งการกระตุ้นของภาครัฐอาจจะสามารถเป็นยาแรงได้ หากรัฐมีการยกเลิกหรือตัดข้อกำหนดด้านเพดานราคากลุ่มที่อยู่อาศัยเกิน 3 ล้านบาทออกไป หรือมาตรการดอกเบี้ยพิเศษคงที่ ที่หากสามารถเพิ่มกรอบวงเงินให้มากขึ้นและขยายการเข้าถึงสินเชื่อได้กว้างขึ้น รวมทั้งหากมีมาตรการจูงใจด้านการลดหย่อนภาษี เช่นโครงการบ้านหลังแรก ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างได้มากขึ้น” นางสาวสุวรรณี กล่าว


ข่าวพลัส พร็อพเพอร์ตี้+รถไฟฟ้าสายสีเขียววันนี้

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแผนธุรกิจ 'บริหารอาคาร' ปี 69 มุ่งขยายฐานลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมขีดความสามารถการแข่งขันให้อาคาร

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแผนธุรกิจ Facility Management ปี 2569 มุ่งยกระดับมาตรฐานการบริหารอาคารเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมการบริหารจัดการ ระบบอาคาร และประสบการณ์ของผู้ใช้อาคาร ปัจจุบันพลัสฯ ดูแลอาคารสำนักงานและอาคารเชิงพาณิชย์กว่า 38 โครงการ พื้นที่บริหารจัดการรวมกว่า 2 ล้าน ตร.ม. ทั้งภาครัฐและเอกชน เดินหน้า 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ขยายบริการสู่อาคารเฉพาะทาง, เสริม Ecosystem บริการ Facility Management แบบครบวงจร และ ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการบริหารอาคาร เน้นการบริหารอาคารเชิงรุก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดอส... พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เทียบผลงาน 10 บิ๊กดีเวลลอปเปอร์ ปี 68 ชี้ 4 กลยุทธ์ขับเคลื่อนอสังหาฯ ไทย — ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ท้าทายสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยภา...

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ 'ก้าวสู่ปีที่ 30' เผยทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจ ปี 69 ตั้งเป้ารายได้ 2,100 ล้านบาท

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในเครือแสนสิริ ตอกย้ำเบอร์หนึ่ง Property Management คุณภาพของไทย กางกลยุทธ์ปี 2569 ดัน 'Luxury Management' เจาะตลาดพรีเมียม พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการและความใส่ใจดูแลลูกค้า ซึ่งเป็น DNA...

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดอาคารสำ... พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแนวทางแก้เกม 'อาคารเก่า' ปรับตัวสู้สงครามตึกใหม่ผุดต่อเนื่อง — ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าจากการที่อาคาร...