ปิดฉากลงแล้วอย่างสวยงามสำหรับ "Art Beyond Canvas: Management in Art Industry" หลักสูตรอบรมระยะสั้น ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ร่วมกับ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (BU) ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกแห่งศิลปะอย่างมืออาชีพ ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและการฝึกงานกับองค์กรชั้นนำระดับท็อปของไทย อาทิ ดร. มิกะ โยชิตาเกะ ภัณฑารักษ์อิสระจากลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และ ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ เพื่อติวเข้มพร้อมลุยงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการฯ ในการมอบความรู้ที่เข้มข้นและใช้งานได้จริง เพื่อสร้างบุคลากรคุณภาพให้กับวงการศิลปะของไทยต่อไป
นับตั้งแต่การประกาศรับสมัครในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โครงการนี้ได้รับความสนใจจากผู้สมัครเป็นจำนวนมาก โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกทั้ง 50 คน ต่างก็ได้รับการติวเข้มเพื่อเสริมทักษะทุกวันเสาร์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย รวมถึงการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จาก อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ที่มาถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาอัตลักษณ์ทางศิลปะและบทบาทของศิลปิน และ Sara Mao ผู้อำนวยการสถาบัน Christie's Education เอเชียแปซิฟิกที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดศิลปะระดับโลก และเจาะลึกถึงช่องทางต่างๆ ในการสะสมผลงานศิลปะ
การพัฒนาอัตลักษณ์ทางศิลปะและบทบาทของศิลปิน ในบริบทท้องถิ่นและระดับนานาชาติ
ถ่ายทอดผ่านมุมมองของ 'อริญชย์ รุ่งแจ้ง'
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาอัตลักษณ์ทางศิลปะและบทบาทของศิลปินให้เป็นที่จดจำเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ทำให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวและมีความเชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรม อริญชย์ รุ่งแจ้ง ศิลปินไทยร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ร่วมไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ผ่านการบรรยายในหัวข้อ "บทบาทของศิลปินในบริบทของท้องถิ่นและในระดับนานาชาติ"" เพื่อเจาะลึกถึงแก่นของการสร้างตัวตนและคุณค่าในงานศิลปะ
อริญชย์เล่าว่า สำหรับบทบาทของของศิลปินเป็นมากกว่าแค่การสร้างตัวตน หากแต่เป็นการร้อยเรียงเรื่องราวและคุณค่าของศิลปินเข้าไปในผลงาน เขาอยากให้ศิลปินรุ่นใหม่เริ่มจากการสำรวจรากเหง้าทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องเล่าในตำนานพื้นบ้าน เพื่อเข้าใจถึงบทบาทของศิลปะที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัย อีกทั้งตระหนักรู้ถึงการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ผ่านศิลปะของผู้มีอำนาจ การเข้าใจถึงมิติเหล่านี้จะช่วยให้ศิลปินสามารถใช้ 'ศิลปะ' เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่เชื่อมโยงกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง
ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสาร: จากตำนานสู่ Propaganda
อริญชย์หยิบยกผลงานจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร (กรุงเทพฯ) ของจิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 4 อย่าง 'ขรัวอินโข่ง' ซึ่งผสมผสานศิลปะแบบไทยเข้ากับศิลปะตะวันตกได้อย่างมีอัตลักษณ์ มีการนำวิทยาการสมัยใหม่ที่รัชกาลที่ 4 ทรงสนพระทัยมาใส่ไว้ในผลงาน ทำให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังของขรัวอินโข่งไม่ได้มีแต่เรื่องราวทางพุทธศาสนาตามขนบ หากแต่ยังสอดแทรกเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์และปริศนาธรรมต่าง ๆ ไว้อย่างแนบเนียน
นอกจากนี้ เขายังพูดถึงผลงานของศิลปินต่างชาติ ที่จะนำมาจัดแสดงในไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 เพื่ออธิบายถึงบทบาทของศิลปินร่วมสมัยและกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานที่เชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่นและประเด็นสากล อาทิ Suzanne Kite ศิลปินชาวพื้นเมืองอเมริกันคนแรกที่นำภูมิปัญญาของชาว Ogl?la Lak??ta มาผสมผสานกับ AI เกิดเป็นผลงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว, Ayoung Kim ศิลปินหญิงชาวเกาหลีใต้ที่โดดเด่นในด้านศิลปะดิจิทัลและศิลปะจัดวาง และ Pauline Curnier Jardin ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่ทำงานร่วมกับกลุ่ม Feel Good Cooperative เพื่อสะท้อนภาพคนชายขอบและ sex workers ในเชิงสร้างสรรค์
ไม่ว่าศิลปินจะสร้างสรรค์ผลงานเพื่อ 'คุณค่าทางศิลปะ' หรือ 'มูลค่าทางธุรกิจ' ก็ล้วนแล้วแต่มีคนชื่นชมและสนับสนุนผลงานของศิลปินไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน ดังนั้น คุณค่าที่แท้จริงของผลงานจึงขึ้นอยู่กับตัวศิลปิน ที่ต้องเลือกว่าจะสร้างผลงานให้ผู้คนได้ชื่นชมถึงคุณค่า หรือสร้างงานศิลปะที่มีมูลค่า ที่สำคัญควรคำนึงถึงความเป็นปัจเจกและอัตลักษณ์ตัวตนในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยไม่พยายามเสแสร้งสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา แต่ศิลปินควรสร้างงานศิลปะที่มีคุณค่าในตัวเอง
ท่องไปในระบบนิเวศศิลปะโลก
อีกหนึ่งช่วงที่น่าสนใจ คือการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "The US$60 Billion Dollar Business of Art [The Global Art Market]" โดย Sara Mao ผู้อำนวยการสถาบัน Christie's Education ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะเอเชีย และคร่ำหวอดในวงการธุรกิจศิลปะ และการจัดการประมูลผลงานศิลปะในคอลเลคชั่นสำคัญๆ ซาร่าได้ให้ทัศนะต่อภาพรวมของระบบนิเวศศิลปะโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงและน่าสนใจอย่างมาก
ซาร่าพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน, แกลเลอรี, ตัวแทนขายผลงานศิลปะ (Art Dealers), นักสะสม (Collectors), สถาบันทางศิลปะ (Public Institutions), สถานที่จัดการประมูล (Auction Houses), ภัณฑารักษ์ และนักวิจารณ์งานศิลปะ ไปจนถึงงานเทศกาลศิลปะเบียนนาเล่ (Biennale) และArt Fair ทั่วโลก เชื่อมโยงกันไปมาเพื่อสร้างระบบนิเวศที่มีปฏิสัมพันธ์และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แม้โลกของการประมูลอาจทำให้ศิลปินหลายคนรู้สึกว่าเข้าถึงยากและน่ากังวล แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างที่คิด Christie's เปิดกว้างสำหรับศิลปินทุกคน สิ่งสำคัญที่ซาร่าอยากจะฝากถึงศิลปินรุ่นใหม่คือ คุณต้องรู้จักสร้างอัตลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะของตัวเอง และทำความเข้าใจระบบนิเวศศิลปะโลก เพื่อค้นหาเส้นทางที่ใช่และก้าวเดินต่อไปในแบบของตัวเอง
จากศิลปะสู่สินทรัพย์: ถอดรหัสการลงทุนจากคอลเล็กชัน Paul G. Allen
เพื่อให้เห็นภาพความสัมพันธ์เชิงธุรกิจกับศิลปะได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบทบาทของบริษัทประมูลงานศิลปะ (Auction House) และการเลือกแกลเลอรี่จัดแสดงผลงานที่มีความสำคัญอย่างมาก ซาร่าได้หยิบยกปรากฏการณ์ 'The Gagosian Effect' ที่สะท้อนถึงอิทธิพลมหาศาลของGagosian Gallery แกลเลอรีศิลปะที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก่อตั้งโดย Larry Gagosianผู้ทำให้ระบบตลาดศิลปะโลกถูกขับเคลื่อนโดยแกลเลอรีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง
แกลเลอรีเหล่านี้ไม่เพียงเป็นตัวแทนให้ศิลปินระดับโลก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมูลค่าผ่านการจัดนิทรรศการ การซื้อผลงานชิ้นสำคัญในงานประมูลระดับโลกเพื่อสร้างสถิติใหม่ และการจัดการซื้อขายแบบส่วนตัว (Private Sales) ให้กับนักสะสมรายใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาลและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ สะท้อนให้เห็นว่าการเลือกแกลเลอรีที่เหมาะสมและการเข้าใจพลวัตของตลาด คือทักษะที่ขาดไม่ได้สำหรับนักจัดการศิลปะมืออาชีพ
นอกจากนี้ เธอยังหยิบยกการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ "The Paul G. Allen Collection" คอลเล็กชันสะสมงานศิลปะและของสะสมส่วนตัวของ Paul G. Allen ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Microsoft หลังจากนำออกประมูลที่ Christie's ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และสร้างสถิติการประมูลสูงสุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท) ถือเป็นหนึ่งในคอลเล็กชันส่วนตัวที่มีชื่อเสียงและมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังการประมูลที่ Christie's และกลายเป็นการประมูลงานสะสมส่วนตัวที่ทำยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งรายได้ทั้งหมดได้มอบให้กับองค์กรการกุศลตามความประสงค์ของพอล อัลเลน
เจาะลึกเทรนด์หลักที่ขับเคลื่อนตลาดศิลปะโลก
ซาร่ายังพูดถึงการเติบโตของตลาดศิลปะทั่วโลกในปี พ.ศ. 2567 แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ถึงอย่างนั้น ตลาดเอเชียโดยเฉพาะ 'จีน' ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจีนได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดศิลปะที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกรองจากสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับการเติบโตของ Private Sales ที่พุ่งขึ้นถึง 14% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 40.5 ล้านดอลลาร์ฯ
ขณะที่ตลาดหลักอย่างอเมริกา อังกฤษ และจีน ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดออนไลน์โดยรวมจะมีการชะลอตัวลง 11% จากที่เคยพุ่งสูงถึง 76% หลังยุคโควิด ทว่าช่องทางออนไลน์ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศศิลปะ การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักสะสมรุ่นใหม่ซึ่งคุ้นเคยกับเทคโนโลยีหันมาซื้อขายงานศิลปะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทว่าผลงานที่มีมูลค่าสูงส่วนใหญ่ยังคงซื้อขายผ่านการประมูล และกลุ่มศิลปะเอเชียที่เติบโตถึง 28% คิดเป็นมูลค่า 156 ล้านดอลลาร์ฯ ในปีที่ผ่านมา
แม้ตลาดระดับไฮเอนด์จะมีความผันผวน แต่ตลาดงานศิลปะในราคาที่เข้าถึงง่าย (Affordable Art) กลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลงานที่มีราคาต่ำกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ความต้องการงานศิลปะบนกระดาษ งานพิมพ์ และงานศิลปะที่ไม่จำกัดเฉพาะภาพวาด แต่รวมถึงประติมากรรมเคลื่อนที่ (Kinetic Art) ก็เป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง เช่นเดียวกับกระแส 'Ultra-Contemporary Art' ผลงานของศิลปินที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2518 ที่เรียกว่า 'Ultra-Contemporary Artists' ได้รับความสนใจอย่างมากจากแกลเลอรีและนักสะสมทั่วโลก
ซาร่ายังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ศิลปินไม่ใช่แค่ผู้สร้างผลงานศิลปะในฐานะผู้มีพรสวรรค์หรือแม้แต่อัจฉริยะ พวกเขาต้องการการสนับสนุนจากแกลเลอรี ภัณฑารักษ์ นักสะสม ไปจนถึงสถาบันประมูล บทบาทของ Christie'sจึงมากกว่าการจัดประมูลงานศิลปะ หากแต่ Christie'sยังให้ความสำคัญกับผู้ชมในวงกว้าง ซึ่งแต่ละบริษัทจัดการประมูลต่างก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ทำให้เธออยากให้ศิลปินเข้าใจถึงธุรกิจศิลปะ และระบบนิเวศศิลปะโลก
หลักสูตร "Art Beyond Canvas: Management in Art Industry" ไม่เพียงให้ความรู้ทางทฤษฎี แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและมอบประสบการณ์จริงผ่านการฝึกงานกับองค์กรศิลปะชั้นนำของประเทศ เพื่อให้ผู้อบรมสามารถนำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในวงการศิลปะได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นภัณฑารักษ์ ผู้จัดการนิทรรศการ นักอนุรักษ์ศิลปะ ฯลฯ การผนึกกำลังระหว่าง Dib Bangkok และ มหาวิทยาลัยกรุงเทพในครั้งนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบุคลากรด้านการจัดการศิลปะของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ
กดติดตามไว้เลยสำหรับคนที่ไม่อยากพลาดหลักสูตรพิเศษ ที่จะทำให้คุณก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพตัวจริง หรือศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร Art Beyond Canvas: Management in Art Industryได้ที่นี่
- เว็บไซต์: https://dibbangkok.org/ และ https://www.bu.ac.th/th/featured-stories/1858
- IG: https://www.instagram.com/dibbangkok/
บลจ.กสิกรไทย เปิดศักราชความร่วมมือครั้งสำคัญ จับมือ 5 มหาวิทยาลัยปั้นเจนใหม่สู่ Global Investor
นิเทศ ม.กรุงเทพ เปิดปฐมบทสนทนาครีเอทีฟข้ามพรมแดน ร่วมออกแบบ "Creative Playbook ฉบับใหม่" ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียสู่เวทีโลก
นิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ SPARK 2026 ชวน "ป๋าเต๊ด" ประกบ "THE FIRST TAKE" จากญี่ปุ่น
HAYDEN ศิลปินเดี่ยวค่าย Pleng Entertainment เปิดตัวซิงเกิล "ii uu" ถ่ายทอดความรู้สึกแอบรักแบบอบอุ่น ผ่านซาวด์ป๊อปผสม R&B ละมุนใจ
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดงาน "BU Game On! Expo x Job Fair for Game Industry 2025" เวทีพิสูจน์ฝีมือนักพัฒนาเกมรุ่นใหม่ เชื่อมโลกการศึกษาสู่อุตสาหกรรมจริง
บริดจสโตน จับมือ ม.กรุงเทพ จัดโครงการ "EVENT BU X BRIDGESTONE CREATOR AWARDS" ชวนเด็กนิเทศฯ โชว์ไอเดียครีเอทคลิปไวรัลตอบไลฟ์สไตล์ Gen Z ในหัวข้อ "VALUE OVER PRICE"
ม.กรุงเทพ จัดตั้ง "สถาบันการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์" แห่งแรกของเอเชีย
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชิญร่วมชมบทประพันธ์อมตะ "กาเหว่าที่บางเพลง" สู่เวทีละครเพลงครั้งแรก