ซีเมนส์ เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

  • ซีเมนส์ขยายความร่วมมือกับเอ็นวิเดีย เพื่อสร้างระบบปฏิบัติการ AI สำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industrial AI Operating System) นำ AI มาพลิกโฉมห่วงโซ่คุณค่าทางอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบและกระบวนการทางวิศวกรรมไปจนถึงการผลิต การดำเนินงาน รวมถึงการนำมาใช้ในห่วงโซ่อุปทาน
  • ซีเมนส์เปิดตัวซอฟต์แวร์ Digital Twin Composer ที่จะพร้อมใช้งานบน Siemens Xcelerator Marketplace ช่วงกลางปี 2026 เพื่อขับเคลื่อน Industrial Metaverse ในสเกลใหญ่
  • PepsiCo ใช้ Digital Twin Composer เพื่อจำลองการอัปเกรดโรงงานในสหรัฐอเมริกา โดยมีแผนที่จะขยายการใช้งานไปทั่วโลก
  • ซีเมนส์เปิดตัว Industrial Copilots ผู้ช่วย AI ใหม่ถึง 9 รายการ เพิ่มความอัจฉริยะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่คุณค่าในอุตสาหกรรม
  • ซีเมนส์ไฮไลต์เทคโนโลยีใหม่ สำหรับการค้นคว้าวิจัยยา การขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving) และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในพื้นที่การผลิต (Shop Floor)
  • ซีเมนส์นำ Industrial AI มาสู่แว่นตา Meta Ray-Ban

ที่งาน CES 2026 เมื่อเร็วๆนี้ การกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote) ของซีเมนส์ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ลูกค้าและพันธมิตรนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประโยชน์เพื่อพลิกโฉมธุรกิจให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ผนวกกับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเชิงลึก และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรระดับโลก ซีเมนส์กำลังเปลี่ยนการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีครั้งนี้ให้เป็นประโยชน์ที่วัดผลได้จริงสำหรับลูกค้า พันธมิตร และสังคม

ซีเมนส์ เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026

โรแลนด์ บุช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและซีอีโอของ ซีเมนส์ เอจี กล่าวว่า "เช่นเดียวกับที่ไฟฟ้าเคยปฏิวัติโลกมาแล้วในอดีต วันนี้ภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนสู่ยุคที่ AI จะเป็นพลังขับเคลื่อนเบื้องหลังผลิตภัณฑ์ โรงงาน อาคาร โครงข่ายไฟฟ้าไปจนถึงระบบการคมนาคมขนส่ง Industrial AI ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมอีกต่อไป แต่คือพลังสำคัญที่จะหล่อหลอมศตวรรษหน้า ซีเมนส์กำลังส่งมอบขีดความสามารถแบบ AI-native ที่ฝังความอัจฉริยะไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม ไปจนถึงการดำเนินงาน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า เร่งการพัฒนานวัตกรรม พร้อมลดต้นทุนลง" ซีเมนส์ เผยโฉมเทคโนโลยีเร่งการปฏิวัติ AI ในภาคอุตสาหกรรมที่งาน CES 2026

"ด้วยเทคโนโลยี Digital Twin ที่ครอบคลุมที่สุด ฮาร์ดแวร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปจนถึง Copilot ที่พื้นที่การผลิต เรากำลังขยายขีดความสามารถของความอัจฉริยะเหล่านี้ไปสู่โลกจริง เพื่อให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านความรวดเร็ว คุณภาพ และประสิทธิภาพไปพร้อมกัน นี่คือวิธีที่เรานำการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญแห่งยุค มาขยายผลสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม"

ซีเมนส์ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมืออันยาวนานกับเอ็นวิเดีย ในงาน CES 2026 โดยทั้งสองบริษัทกำลังขยายความร่วมมือเพื่อสร้างระบบปฏิบัติการ AI สำหรับอุตสาหกรรม (Industrial AI Operating System) ซึ่งจะเข้ามาช่วยปฏิวัติวิธีการที่ลูกค้าออกแบบ วางระบบวิศวกรรม และบริหารจัดการระบบที่ใช้งานจริงต่าง ๆ ซีเมนส์และเอ็นวิเดียจะร่วมมือกันพัฒนาโซลูชันอุตสาหกรรมที่เร่งประสิทธิภาพด้วย AI ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรม เอื้อต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และสร้างฐานการผลิตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังตั้งเป้าที่จะสร้างไซต์การผลิตที่ปรับเปลี่ยนการทำงานได้เองอย่างเหมาะสมด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ เป็นแห่งแรกของโลก โดยจะเริ่มนำร่องในปีนี้ (2569) ที่โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของซีเมนส์ในเมืองแอร์ลังเงิน ประเทศเยอรมนี เพื่อใช้เป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลสู่ระดับโลกต่อไป

เพื่อสนับสนุนการพัฒนานี้ เอ็นวิเดียจะเป็นผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ไลบรารีการจำลอง โมเดล เฟรมเวิร์ก และบลูพรินต์ต่าง ๆ ขณะที่ซีเมนส์จะระดมทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Industrial AI หลายร้อยคน พร้อมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ระดับแนวหน้า โดยทั้งสองบริษัทได้กำหนดขอบเขตสำคัญที่จะทำให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง ได้แก่ การออกแบบอิเล็กทรอนิกส์อัตโนมัติ (Electronic Design Automation หรือ EDA) แบบ AI-native การจำลองแบบ AI-native การผลิตและห่วงโซ่อุปทานแบบปรับตัวด้วย AI และโรงงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI Factories)

นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังได้ประกาศแผนการผสานรวม NVIDIA NIM และ โมเดล AI แบบเปิด NVIDIA Nemotron เข้ากลุ่มซอฟต์แวร์ EDA ของบริษัทฯ เพื่อยกระดับกระบวนการทำงานด้าน Generative AI และ Agentic AI สำหรับการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร (PCB) ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำสูงสุดผ่านการปรับโมเดลให้เหมาะกับโดเมนเฉพาะทาง ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการเปิดให้ใช้โมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะในแต่ละกรณี

เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เอ็นวิเดีย กล่าวว่า "Generative AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็ว (Accelerated Computing) ได้จุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ยกระดับ Digital Twin จากเดิมที่เป็นเพียงการจำลองแบบพาสซีฟ (Passive Simulations) ให้กลายเป็นระบบอัจฉริยะที่มีบทบาทสำคัญในโลกจริง ความร่วมมือกับซีเมนส์ครั้งนี้ คือการหลอมรวมซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมชั้นนำของโลกเข้ากับแพลตฟอร์ม AI ครบวงจร (Full-Stack AI) ของเอ็นวิเดีย เพื่อเปลี่ยนไอเดียที่น่าสนใจต่าง ๆ ให้กลายเป็นจริง เพื่อช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถจำลองระบบที่ซับซ้อนผ่านซอฟต์แวร์ แล้วจึงนำไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติและการปฏิบัติงานจริงได้อย่างไร้รอยต่อ"

นวัตกรรมเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อ Digital Twin เข้ากับข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์

ซีเมนส์เปิดตัว Digital Twin Composer ในงาน CES 2026 ซึ่งจะพร้อมให้บริการบน Siemens Xcelerator Marketplace ช่วงกลางปีนี้ โดยเทคโนโลยีนี้ผสานรวมจุดแข็งของ Digital Twin ที่ใช้งานได้อย่างครอบคลุมของซีเมนส์ เข้ากับระบบจำลองที่พัฒนาขึ้นจาก ไลบรารี NVIDIA Omniverse และข้อมูลวิศวกรรมในโลกจริงแบบเรียลไทม์

Digital Twin Composer ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างโมเดล 3 มิติเสมือนจริงของผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต หรือโรงงาน แล้วนำไปจำลองไว้ในสภาพแวดล้อม 3 มิติที่ต้องการ จากนั้นยังสามารถเลื่อนดูเหตุการณ์ย้อนหลังหรือคาดการณ์อนาคตได้เพื่อจำลองผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศไปจนถึงการปรับเปลี่ยนด้านวิศวกรรม

Digital Twin Composer จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมใน Industrial Metaverse ในสเกลใหญ่ โดยมีซอฟต์แวร์ของซีเมนส์เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Backbone) ช่วยให้องค์กรสามารถนำ Industrial AI การจำลองสถานการณ์ และข้อมูลจากโลกจริงแบบเรียลไทม์ มาใช้ประกอบการตัดสินใจในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งนี้ Digital Twin Composer เป็นส่วนหนึ่งของ Siemens Xcelerator พอร์ตโฟลิโอซอฟต์แวร์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากภาคอุตสาหกรรม และได้รับความไว้วางใจจากบริษัททั่วโลกในการพัฒนาแบบจำลองเสมือนจริง

PepsiCo และ ซีเมนส์ กำลังยกระดับโรงงานผลิตและคลังสินค้าบางแห่งในสหรัฐฯ สู่ระบบดิจิทัล โดยการจำลองฐานการผลิตเหล่านั้นเป็นแบบจำลองเสมือนจริง 3 มิติความละเอียดสูง และจำลองการปฏิบัติงานภายในฐานการผลิตรวมถึงห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร เพื่อกำหนดตัวชี้วัดเบื้องต้นของประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทีมงานสามารถปรับแต่งและตรวจสอบการตั้งค่าใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและปริมาณการผลิต ส่งผลให้ PepsiCo เห็นภาพรวมการดำเนินงานที่เป็นหนึ่งเดียวแบบเรียลไทม์ พร้อมความยืดหยุ่นในการผสานเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ในอนาคต

ด้วยการใช้ Digital Twin Composer จากซีเมนส์ ร่วมกับไลบรารี NVIDIA Omniverse และเทคโนโลยี Computer Vision วันนี้ PepsiCo สามารถสร้างแบบจำลองเสมือนจริงของเครื่องจักรทุกตัว สายพานลำเลียง เส้นทางการขนย้ายสินค้า (Pallet Route) ไปจนถึงเส้นทางการทำงานของพนักงานได้อย่างแม่นยำในระดับฟิสิกส์ ซึ่งช่วยให้ AI Agents สามารถจำลอง ทดสอบ และปรับแต่งการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆ โดยสามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้สูงสุดถึง 90% ก่อนทำการปรับปรุงพื้นที่จริง วิธีการนี้ช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตได้ถึง 20% ตั้งแต่เริ่มใช้งาน และยังช่วยให้รอบการออกแบบรวดเร็วยิ่งขึ้น ตรวจสอบความถูกต้องของการออกแบบ (Design Validation) ได้เกือบ 100% ช่วยลดรายจ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้ถึง 10-15% จากการค้นพบขีดความสามารถที่แฝงอยู่ของระบบเดิม และการตรวจสอบความคุ้มค่าของการลงทุนภายในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงก่อนตัดสินใจลงทุน

Industrial Copilots รุ่นใหม่ ยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในสายการผลิต

ซีเมนส์ยังได้เน้นย้ำถึงความเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับ Microsoft ผ่านการสนทนาบนเวทีกับ เจ พาริกข์ (Jay Parikh) รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารแผนก CoreAI ของ Microsoft โดยทั้งสองบริษัทกำลังร่วมกันเชื่อมโยงโลกไอทีและการดำเนินงานเข้าด้วยกัน ผ่านความร่วมมือที่มุ่งเน้นการใช้ AI ที่ช่วยให้องค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพ ความยืดหยุ่น และนวัตกรรม โดยหนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการร่วมกันพัฒนา Industrial Copilot ที่ได้รับรางวัลในระดับสากล

นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังได้ประกาศเพิ่ม AI-powered Copilot ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของภาคอุตสาหกรรม โดยการผสานความอัจฉริยะไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบและการจำลอง ไปจนถึงการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ การผลิต และการดำเนินงาน

ซีเมนส์เตรียมเปิดตัว AI-powered Copilot 9 รายการ สำหรับใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ของบริษัทฯ ซึ่งรวมถึง Teamcenter, Polarion และ Opcenter โดย Copilot เหล่านี้มีบทบาทเฉพาะ ได้แก่ การเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์เพื่อลดข้อผิดพลาดและเร่งการนำสินค้าออกสู่ตลาดให้เร็วขึ้น การจัดการด้านกฎระเบียบและข้อบังคับแบบอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้การอนุมัติทางกฎหมายรวดเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และการพลิกโฉมกระบวนการผลิตเพื่อประหยัดต้นทุนพร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

ทั้งนี้ Copilot ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงโซลูชัน AI สำหรับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในพอร์ตโฟลิโอของซีเมนส์ที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมให้บริการสำหรับบริษัททุกขนาดแล้ววันนี้บน Siemens Xcelerator Marketplace

นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในด้านชีววิทยาศาสตร์ พลังงาน และการผลิต

ในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) การเข้าซื้อกิจการ Dotmatics ช่วยให้ซีเมนส์สามารถรวมเอาข้อมูลการวิจัยจำนวนมหาศาลเข้าไว้กับโซลูชัน AI ของบริษัทฯ เพื่อเร่งการค้นคว้าพัฒนายา โดยแพลตฟอร์ม Luma ของ Dotmatics ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถรวบรวมข้อมูลหลายพันล้านรายการจากเครื่องมือและห้องปฏิบัติการต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน สร้างรากฐานข้อมูลที่มั่นคงสำหรับทำการค้นคว้าวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI

เมื่อผสานกับซอฟต์แวร์ Simcenter สำหรับการจำลอง และเทคโนโลยี Digital Twin ทีมวิจัยจะสามารถทดสอบโมเลกุล คัดกรองตัวยาที่มีศักยภาพ และจำลองการขยายกำลังการผลิตในโลกเสมือนได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้การรักษาที่เปลี่ยนชีวิตผู้ป่วยเข้าถึงได้เร็วขึ้นถึง 50% ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

สำหรับด้านพลังงาน บ็อบ มัมการ์ด (Bob Mumgaard) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Commonwealth Fusion Systems (CFS) ได้กล่าวถึงแนวทางที่บริษัทนำเทคโนโลยีของซีเมนส์มาใช้ในการบุกเบิกเส้นทางสู่พลังงานฟิวชั่นเชิงพาณิชย์ โดย CFS ได้ใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเร่งการพัฒนาเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นที่มีศักยภาพในการเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไร้ขีดจำกัดในอนาคต

สำหรับภาคการผลิต ซีเมนส์ประกาศความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี Industrial AI มาใช้งานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ Meta Ray-Ban AI เพื่อยกระดับการทำงานของพนักงานในสายการผลิต ด้วยระบบคำแนะนำผ่านเสียงแบบเรียลไทม์ ให้ข้อมูลด้านความปลอดภัย และคำแนะนำในการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส (Hands-Free) ซึ่งช่วยให้พนักงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่บูธของซีเมนส์ภายใน North Hall ของ Las Vegas Convention Center ซีเมนส์ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตประจำวันของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ผ่านการจัดแสดงโซลูชันจากซีเมนส์และลูกค้า ทั้งด้านการออกแบบ การจำลอง ระบบอัตโนมัติ AI และ Digital Twin:

  • PepsiCo: กำลังเดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานทั่วโลกให้ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยความรวดเร็วและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับซีเมนส์ในการยกระดับกระบวนการผลิตและคลังสินค้าเข้าสู่ระบบดิจิทัล ช่วยให้เกิดนวัตกรรมที่รวดเร็วขึ้น การผลิตมีความคล่องตัว และการตัดสินใจในห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น
  • Commonwealth Fusion Systems (CFS): กำลังบุกเบิกอนาคตของพลังงานสะอาดด้วยพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ท่ามกลางความท้าทายในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ CFS วางใจให้ซีเมนส์ร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ครอบคลุม เพื่อเร่งการออกแบบและการผลิตแหล่งพลังงานที่สะอาด ปลอดภัยและแทบไร้ขีดจำกัดนี้
  • Haddy: กำลังพลิกโฉมการผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และโรงงานขนาดเล็กในท้องถิ่น (Localized Micro Factories) ที่อยู่ใกล้ลูกค้าและสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ถึงมือลูกค้าได้รวดเร็ว พร้อมก้าวข้ามความท้าทายเรื่องความคล่องตัวในการผลิต ความยั่งยืน และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน Haddy จึงร่วมมือกับซีเมนส์เพื่อปรับกระบวนการออกแบบ เพิ่มประสิทธิผลของการดำเนินงาน และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ซีเมนส์ได้เปิดตัว eXplore Tour Mobile Experience สำหรับประสบการณ์การเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟด้านระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม (Industrial Automation) บนรถบรรทุก 18 ล้อ ที่ไฮไลต์การผสานเทคโนโลยีต่างๆ ของซีเมนส์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและปลดล็อกระดับใหม่ของประสิทธิภาพ ซึ่งหลังจบงาน CES รถโมบายล์คันนี้จะออกเดินทางทัวร์ไปทั่วสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดแวะสำคัญ อาทิ ที่งาน Realize LIVE ในดีทรอยต์ และงาน Automate ในชิคาโก

เป็นครั้งแรกที่ซีเมนส์จัดแสดงประสบการณ์ด้านยานยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicle Experience) โดยไฮไลท์อยู่ที่เทคโนโลยี PAVE360 Automotive ซึ่งเป็น Digital Twin ในระดับระบบ (System-Level) ที่ช่วยเร่งการพัฒนายานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicles) ภายในบูธยังมีการสาธิตการทำงานของเทคโนโลยีนี้ร่วมกับรถยนต์จริงที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติภายใต้สภาพแวดล้อมเสมือนจริงแบบเต็มรูปแบบ

สามารถรับชมบันทึกย้อนหลังการปาฐกถาพิเศษของซีเมนส์ ผ่านช่องทาง LinkedIn


ข่าวระบบปฏิบัติการ+ห่วงโซ่อุปทานวันนี้

Red Hat ช่วยลูกค้า Red Hat Enterprise Linux ให้ใช้ AI Accelerators ได้ดีขึ้นและง่ายกว่าเดิม

Red Hat Enterprise Linux ได้รับการรับรองให้เป็นดิสทริบิวเตอร์ด้านระบบปฏิบ้ติการ ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานบน AMD, Intel และ NVIDIA เพื่อให้สามารถติดตั้งใช้งาน AI ได้เร็วขึ้น เร้ดแฮท (Red Hat) ผู้ให้บริการโซลูชันโอเพ่นซอร์สชั้นนำของโลก ประกาศยกระดับประสบการณ์การใช้งาน Red Hat Enterprise Linux ให้คล่องตัวและราบรื่นมากขึ้น ลูกค้าสามารถเข้าถึงและติดตั้ง AI accelerator ชั้นนำจาก AMD, Intel และ NVIDIA ได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม การอัปเดตครั้งนี้ทำให้ Red Hat Enterprise Linux กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่แข็ง

องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เดินหน้า... อบจ.พิษณุโลก เปิดโครงการ "ห้องสมุดดิจิทัล e-Library by SE-ED" ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกกลุ่มวัย — องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เดินหน้าส่งเสริมการเรี...

AMD ได้ประกาศพร้อมวางจำหน่ายกราฟิกการ์ด A... กราฟิกการ์ด AMD Radeon AI PRO R9700 เตรียมวางจำหน่าย 27 ตุลาคมนี้ — AMD ได้ประกาศพร้อมวางจำหน่ายกราฟิกการ์ด AMD Radeon(TM) AI PRO R9700 ใหม่ ผ่านตัวแทนค้า...

เพิ่มความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การปรับแต่งเฉพ... เผยโฉมการออกแบบภายในห้องโดยสารสุดล้ำของคาเยนน์ อิเล็กทริค — เพิ่มความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การปรับแต่งเฉพาะบุคคลได้มากยิ่งขึ้น พร้อมระบบปฏิบัติการดิจิทัลโฉมให...