นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคคางทูมในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2568 จากระบบสารสนเทศทางระบาดวิทยา (EPI-Net) พบผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 301 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าปีก่อนหน้า โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดช่วงเดือน ส.ค. - ต.ค. 68 กลุ่มอายุ 15-19 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด และพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานที่ที่อยู่กันใกล้ชิดและสถานที่ที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่จำกัด โดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีอาการไม่รุนแรงและมีอัตราเสียชีวิตต่ำ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น ทั้งนี้ สนอ. มีมาตรการเชิงรุกในการรณรงค์เน้นย้ำกระตุ้นเตือน และสร้างความตระหนักให้แก่ครูและนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้เกี่ยวกับอาการ ของโรคคางทูม โดยเริ่มจากมีไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตัว เบื่ออาหาร และปวดศีรษะ จากนั้นต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้ม จะบวมและปวด จนอ้าปาก หรือเคี้ยวอาหารลำบาก อาการบวมจะคงอยู่ประมาณ 3-7 วัน และค่อย ๆ ยุบเองภายใน 10 วัน ในผู้ใหญ่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ หรืออาจส่งผลต่อระบบสมองและการได้ยิน เป็นต้น และสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสละอองฝอยจากการไอ จาม การพูดคุยใกล้ชิด หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ให้ครบถ้วนตามเกณฑ์คือ เด็กควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน / เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วนวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีด หรือไม่ทราบประวัติการฉีด ให้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
ขณะเดียวกันได้เฝ้าระวังเชิงรุกโดยติดตามกลุ่มเป้าหมาย ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนในช่วงวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้นที่ไม่มั่นใจในประวัติการได้รับวัคซีน หรือมีประวัติการได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน เข้ารับคำปรึกษาจากศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) เพื่อประเมินความจำเป็นการรับวัคซีนเพิ่มเติมตามสิทธิการรักษาพยาบาล หากพบมีอาการเข้าข่ายโรคคางทูมควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน และแยกตัวอยู่บ้านอย่างน้อย 5 วัน หลังเริ่มมีอาการ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ทั้งนี้ ประชาชนทุกกลุ่มควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ หลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคคางทูม และโรคติดต่อต่าง ๆ โดย ศบส. สนอ. กทม. ได้เตรียมความพร้อมรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคคางทูมในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งยา เวชภัณฑ์ วัคซีน และบุคลากรทางการแพทย์เรียบร้อยแล้ว
นางสาวพิศมัย เรืองศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา (สนศ.) กทม. กล่าวว่า สนศ. ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ โดยมีมาตรการเชิงรุกให้โรงเรียนในสังกัด กทม. แจ้งรายงานสถานการณ์เมื่อพบความเสี่ยง การติดเชื้อ และการระบาดของโรค ผ่านช่องทาง Online ในแบบสำรวจข้อมูล Google Form พร้อมทั้งกำชับให้โรงเรียนเฝ้าระวังและสังเกตอาการของนักเรียนในโรงเรียนทุกคน และดำเนินการตามมาตรการทางการแพทย์และการสาธารณสุขตามแนวทางที่ได้แจ้งให้โรงเรียนในสังกัด กทม. ได้ถือปฏิบัติตามหนังสือ กทม. ด่วนมาก ที่ กท 0808/224 ลงวันที่ 22 ต.ค. 68 เรื่อง การเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนในสังกัด ซึ่งได้กำหนดมาตรการความปลอดภัยในการตรวจสอบความพร้อมของอาคารเรียน ห้องเรียน เครื่องเล่นเด็ก ด้านสภาพแวดล้อม ความสะอาด สุขาภิบาล วัสดุการเรียนการสอน รวมทั้งให้สำนักงานเขตกำกับดูแลโรงเรียนในสังกัด ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ สนศ. ได้ร่วมมือกับ สำนักการแพทย์ (สนพ.) และ สนอ. บูรณาการสื่อสารและประสานงาน เพื่อเตรียมพร้อมสถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงมาตรการในการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR) ให้แก่เรียนในโรงเรียนสังกัด ดำเนินการประสานบุคลากรจากสถานพยาบาลในพื้นที่เขตซึ่งอยู่ใกล้บริเวณโรงเรียนร่วมชี้แจงสิทธิการรักษา การเข้ารับวัคซีน ในวันประชุมผู้ปกครอง ทั้ง On Site และ Online และในวันปฐมนิเทศนักเรียน ตลอดจนสนับสนุนพื้นที่ภายในโรงเรียนให้เป็นสถานที่บริการทางเลือก เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียน ครู ผู้ปกครอง บุคลากร และประชาชนในชุมชนโดยรอบโรงเรียนเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ จากสถานพยาบาลในสังกัด ตลอดจนดำเนินการประสานสำนักงานเขตให้กำกับดูแลโรงเรียนในสังกัดดำเนินการตามแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมโรค เผยแพร่ประชาสัมพันธ์การป้องกันโรคให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ผ่านเสียงตามสาย กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมโฮมรูม ป้ายนิเทศภายในโรงเรียน และสื่อสังคมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ ควบคู่กับการเฝ้าระวังตรวจสอบสุขภาพนักเรียน หากพบนักเรียนที่มีอาการป่วยให้แยกเด็กอยู่ที่ห้องพยาบาล และแนะนำผู้ปกครองให้พาไปพบแพทย์ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดในโรงเรียนและการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจสุขภาพประชาชน สนับสนุนพื้นที่ กทม. จัดงาน BKK SAFE LOVE 2026 โดย สำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย
สนอ. แจงมาตรการฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงใช้สารเคมีได้มาตรฐาน-ไม่ตกค้างระยะยาว
ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ รับมอบประกาศเกียรติคุณ จากสำนักอนามัย สนับสนุนจัด BKK SAFE LOVE 2026 โดย สำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข
ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์!! เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ จับมือ กทม. จัดงาน BKK SAFE LOVE 2026
กทม. เตรียมพร้อมมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาด "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์"
กทม. ติดตามสถานการณ์-เฝ้าระวังการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์อย่างใกล้ชิด
กทม. เฝ้าระวัง "ไวรัสนิปาห์" เตรียมความพร้อมสถานพยาบาลในสังกัด-ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน
กทม. เตรียมพร้อมมาตรการป้องกัน 'โรคฝีดาษวานร' รณรงค์ส่งเสริมความรู้ - วิธีป้องกันตนเองให้ปลอดภัย