เมื่อ AI เริ่มตั้งคำถามแทนที่จะให้คำตอบ โมเดลใหม่ของการพัฒนาภาวะผู้นำในยุค Human AI Leadership

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

ในยุคที่ AI สามารถให้คำตอบได้แทบทุกคำถาม องค์กรจำนวนมากกำลังค้นพบความจริงอีกด้านหนึ่งว่า การตัดสินใจที่ดีไม่ได้เกิดจากคำตอบที่เร็วที่สุด แต่อยู่ที่การคิดที่รอบด้านที่สุด คำถามสำคัญของภาวะผู้นำในยุค AI จึงไม่ใช่เพียงว่า เทคโนโลยีจะฉลาดขึ้นแค่ไหน แต่คือ AI ควรคิดแทนผู้นำ หรือควรช่วยให้ผู้นำคิดได้ดีขึ้น และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้นำจะใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพของการคิดและการตัดสินใจได้อย่างไร

เมื่อ AI เริ่มตั้งคำถามแทนที่จะให้คำตอบ โมเดลใหม่ของการพัฒนาภาวะผู้นำในยุค Human AI Leadership

รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum (WEF) ระบุว่า ประมาณ 39% ของทักษะหลักที่ใช้ในการทำงานทั่วโลกจะเปลี่ยนแปลงภายในปี 2030 และหนึ่งในความท้าทายสำคัญขององค์กรทั่วโลกคือ ช่องว่างของทักษะภาวะผู้นำ (Leadership Skills Gap) โดยเฉพาะทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การตัดสินใจในสถานการณ์ซับซ้อน และความสามารถในการนำทีมผ่านความไม่แน่นอน เมื่อ AI เริ่มตั้งคำถามแทนที่จะให้คำตอบ โมเดลใหม่ของการพัฒนาภาวะผู้นำในยุค Human AI Leadership

แนวคิดใหม่ที่เริ่มได้รับความสนใจในหลายองค์กรจึงไม่ใช่ AI ที่คิดแทนมนุษย์ แต่เป็น AI ที่ช่วยขยายศักยภาพการคิดของมนุษย์ หรือที่เรียกว่า Human + AI Leadership ภายใต้แนวคิดนี้ AI ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คำตอบทันที แต่ใช้กระบวนการ ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง (structured questioning) เพื่อช่วยให้ผู้นำสำรวจสถานการณ์จากหลายมุมมองก่อนตัดสินใจ

ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AcComm Group กล่าวว่า "แนวทางลักษณะนี้กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำมากขึ้น โดยแอคคอมกรุ๊ป (AcComm Group) บริษัทไทยที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำและการสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร ได้ร่วมมือกับ N.E.W.S.(R) Navigation องค์กรระดับสากลด้าน Leadership and Organizational Navigation ซึ่งก่อตั้งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และดำเนินงานในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เพื่อนำแนวคิดและระบบดังกล่าวมาใช้สนับสนุนการพัฒนาภาวะผู้นำในองค์กรไทย"

แนวคิด Human + AI Leadership นี้ ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิดของผู้นำ ซึ่งช่วยให้ผู้นำพิจารณาการตัดสินใจได้ครบทั้ง 4 มิติของการนำทางองค์กรและการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ Direction, Purpose, Barriers และ Execution & Ownership ตั้งแต่การกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและสอดคล้อง การรักษาแรงจูงใจของการทำงาน การเผชิญข้อจำกัดใหม่อย่างสร้างสรรค์ ไปจนถึงการตัดสินใจและการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการลงมือปฏิบัติ

ระหว่างกระบวนการคิด ระบบ AI จะช่วยตั้งคำถามเพิ่มเติม สะท้อนมุมมองที่อาจถูกมองข้าม และสรุปประเด็นสำคัญเป็นช่วง ๆ เพื่อช่วยให้ผู้นำเห็นภาพรวมของการตัดสินใจได้ชัดเจนขึ้น

แนวคิดลักษณะนี้กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในระดับสากล เนื่องจากองค์กรจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญอีกด้านหนึ่ง คือ การพัฒนาผู้นำรุ่นต่อไปให้ทันกับความซับซ้อนของธุรกิจ

แม้องค์กรจำนวนมากจะลงทุนกับโปรแกรมพัฒนาภาวะผู้นำ แต่รูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมยังคงมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น- การขยายผลสู่ผู้นำและผู้นำรุ่นต่อไปจำนวนมาก- ต้นทุนของการพัฒนา- และการทำให้ทักษะที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้ได้จริงในงาน

สำหรับ AcComm Group ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ การออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับงานจริงและสร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่าให้องค์กร จึงให้ความสำคัญกับระบบที่ช่วยให้ผู้นำสามารถฝึกคิดกับสถานการณ์จริงของการทำงาน (learning in the flow of work) เพื่อให้สิ่งที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในบริบทขององค์กร ซึ่งกำลังกลายเป็นแนวทางใหม่ของการพัฒนาภาวะผู้นำในยุค AI

ดร.อัจฉรา กล่าวว่า "AI ที่ดีที่สุดสำหรับผู้นำ ไม่ใช่ AI ที่ให้คำตอบเร็วที่สุด แต่คือ AI ที่ช่วยให้ผู้นำคิดได้ดีขึ้น" เธอกล่าวว่า ความท้าทายขององค์กรในยุค AI ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนหลักสูตรอบรมผู้นำ แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้ผู้นำได้ ฝึกคิดในสถานการณ์จริงอย่างต่อเนื่อง "Leadership development ไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะในห้องอบรม แต่ควรเกิดขึ้นในทุกการตัดสินใจของผู้นำ"

ในโลกธุรกิจที่ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่า ความได้เปรียบขององค์กรในอนาคต อาจไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลมากที่สุด แต่อยู่ที่ คุณภาพของการคิดของผู้นำ

และในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รูปแบบของภาวะผู้นำอาจกำลังเปลี่ยนจาก Human vs AI ไปสู่ Human + AI เพราะในโลกที่ข้อมูลมีอยู่ทุกที่ ความแตกต่างที่แท้จริงขององค์กรอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความสามารถของผู้นำและบุคลากรที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอนาคต ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อคิดได้ดีขึ้น


ข่าวWorld Economic Forum+เทคโนโลยีวันนี้

เทคโนโลยีช่วยวัดและลด Carbon Footprint ได้อย่างไร

ปัจจุบันประเด็นความยั่งยืนและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในองค์กรนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป การจัดการปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินงาน หรือ Carbon Footprint กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ประสิทธิภาพการทำงาน และความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาลูกค้าและนักลงทุน รายงานจาก World Economic Forum (WEF) ระบุว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมหลักได้สูงสุดประมาณ 20% ภายในปี 2050 โดยเฉพาะ

Nowadays, discussions around sustainabili... How Technology Helps Measure and Reduce Carbon Footprint — Nowadays, discussions around sustainability and organizational net-zero greenhouse gas emission...

Key insights from the World Economic Foru... "Topp Jirayut" Decodes 5 Global Trends from WEF 2026: Charting Thailand's Future Direction — Key insights from the World Economic Forum 2026 under the the...

สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Ec... "ท๊อป จิรายุส" ถอดรหัส 5 กระแสโลกจาก WEF 2026 ชี้ทิศทางอนาคตที่ไทยต้องรู้ — สรุปประเด็นสำคัญจากเวทีการประชุม World Economic Forum 2026 ภายใต้แนวคิด "A Spi...