ไทยและออสเตรเลียตอกย้ำความร่วมมือที่เข้มแข็งในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพในภูมิภาค ผ่านโครงการ Biologics and Pharmaceuticals Manufacturing in Thailand for Equitable Access to Medicines (BPM-TEAM) ซึ่งได้นำเสนอในงานแถลงข่าวร่วม ณ ไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 1.75 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ระยะเวลา 4 ปี จากโปรแกรม Partnerships for a Healthy Region ของรัฐบาลออสเตรเลีย โดยมีองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งออสเตรเลีย (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation: CSIRO) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน ร่วมกับพันธมิตรสำคัญของไทย ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (NBF) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทยในการผลิตชีววัตถุ (Biologics) และ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients: API) เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพ นวัตกรรม และการเข้าถึงยาที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม
ในโอกาสนี้ ดร. แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบสาธารณสุขที่มีความความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค พร้อมเน้นย้ำว่าการเสริมสร้างขีดความสามารถในการผลิตยาและวัคซีนภายในประเทศ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของความมั่นคงทางสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถรับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ศาสตราจารย์ซูซี นิลส์สัน ผู้อำนวยการวิจัย โปรแกรมการผลิตชีวเวชภัณฑ์ (Biomedical Manufacturing Program), CSIRO และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่าความร่วมมือภายใต้โครงการได้ดำเนินมาถึงช่วงครึ่งระยะทางของแผนงานแล้ว และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนทั้งในส่วนของโครงการย่อยด้านสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) และด้านชีววัตถุ นับตั้งแต่เริ่มโครงการในเดือนธันวาคม 2567 CSIRO และหน่วยงานพันธมิตรจากประเทศไทยได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในรูปแบบการวิจัย พัฒนาร่วม ซึ่งผสมผสานทั้งการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการอย่างสม่ำเสมอ และการพัฒนากระบวนการผลิตร่วมกัน โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมภาคปฏิบัติ ณ ห้องปฏิบัติการของ CSIRO ที่ออสเตรเลียหลายครั้ง ครอบคลุมทั้งด้าน API และชีววัตถุ ควบคู่กับการประชุมติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของทีมจากทั้งสองประเทศ
ในส่วนของโครงการย่อยด้าน API ศาสตราจารย์นิลส์สันกล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิตยาสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่การผลิตได้จริง โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องในด้านการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ การใช้เครื่องมือ และการปรับกระบวนการผลิตให้เหมาะสม การนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องปฏิกรณ์แบบไหล (flow-reactor) และเคมีแบบไหลต่อเนื่อง (continuous-flow chemistry) มาใช้ ช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถขยายขนาดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้หน่วยงานพันธมิตรของไทยได้นำวิธีการดังกล่าวไปประยุกต์ใช้แล้ว ความสำเร็จในระยะแรกของยาต้นแบบตัวแรกยังนำไปสู่การขยายขอบเขตการพัฒนา API ไปสู่ยาสำคัญชนิดอื่นเพิ่มเติม รวมถึงยารักษาเอชไอวีและโรคเบาหวาน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาการผลิตภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน ในส่วนของโครงการย่อยด้านชีววัตถุ ก็มีความก้าวหน้าอย่างมากตลอดห่วงโซ่การพัฒนาโมโนโคลนอลแอนติบอดีเพื่อการรักษา โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาเซลล์ผลิตและกระบวนการผลิตต้นน้ำ หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นในห้องปฏิบัติการได้ช่วยให้นักวิจัยไทยได้รับประสบการณ์ตรงด้านกระบวนการผลิตชีววัตถุ การออกแบบการทดลอง ตลอดจนแนวปฏิบัติที่เหมาะสมด้านการจัดทำเอกสารและระบบคุณภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิต นอกจากนี้ การประชุมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอยังช่วยสนับสนุนการทบทวนข้อมูลแบบเรียลไทม์ การตัดสินใจร่วมกัน และการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบสองทางอย่างต่อเนื่องระหว่าง CSIRO และทีมวิจัยไทย อีกทั้งในช่วงปลายปีนี้ยังมีแผนจัดการฝึกอบรมเพิ่มเติมในด้านกระบวนการปลายน้ำและการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ เพื่อเสริมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับการผลิตชีววัตถุในระดับเต็มรูปแบบต่อไป
ศาสตราจารย์นิลส์สัน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากผลลัพธ์ด้านวิชาการแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการบริหารจัดการโครงการ การดำเนินงานด้านความปลอดภัย และความพร้อมของหน่วยงานภายในระบบนิเวศการผลิตชีววัตถุของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญ ความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติและขีดความสามารถในการดำเนินงาน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานไทยสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในงานวิจัยและการพัฒนาอุตสาหกรรมในวงกว้างต่อไป ในระยะถัดไป CSIRO และพันธมิตรมีเป้าหมายที่จะขยายขนาดกระบวนการผลิต เพิ่มการแลกเปลี่ยนบุคลากร และต่อยอดกิจกรรมความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงยาจำเป็นในระดับภูมิภาคต่อไป
ดร.ภญ.พรทิพย์ วิรัชวงศ์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า โครงการนี้ได้สร้างผลกระทบที่สำคัญใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การผลิตเภสัชภัณฑ์และการพัฒนาชีววัตถุ โดยในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ ประเทศไทยยังคงนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) มากกว่าร้อยละ 95 ทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นักวิจัยไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมกันพัฒนาและขยายกระบวนการสังเคราะห์สาร API สำคัญได้สำเร็จ หนึ่งในนั้นคือ abacavir hemisulfate ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอชไอวี โดยสามารถพัฒนาได้ในระดับก่อนกึ่งอุตสาหกรรมด้วยผลผลิตและความบริสุทธิ์ในระดับสูง ทั้งยังมีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการผลิตในถังปฏิกรณ์ขนาด 10 ลิตร ซึ่งสามารถผลิตยาเม็ดต้านเอชไอวีชนิดนี้ได้ประมาณ 2,000 เม็ด นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในการต่อยอดงานวิจัยไปสู่การผลิตยาที่จำเป็นได้จริง นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีการสังเคราะห์แบบไหลอย่างต่อเนื่องมาใช้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เอื้อต่อการขยายขนาด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับการผลิตภายในประเทศและโอกาสในการส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียน
ในขณะเดียวกัน โครงการด้านชีววัตถุได้ช่วยเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ชีววัตถุมูลค่าสูงได้ในอนาคต อาทิ โมโนโคลนอลแอนติบอดีสำหรับการรักษาโรคมะเร็งและโรคติดเชื้อ โดยโครงการมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในด้านการพัฒนาเซลล์ผลิตแอนติบอดี การปรับกระบวนการผลิตต้นน้ำให้เหมาะสม การขยายกระบวนการสู่ไบโอรีแอคเตอร์ระดับนำร่อง ตลอดจนการพัฒนาระบบวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรยังคงเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ โดยนักวิจัยไทยได้รับการฝึกอบรมเชิงลึกจาก CSIRO ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตตามมาตรฐาน GMP
ด้านศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า นอกเหนือจากการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านวิชาการแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังสนับสนุนงานพัฒนาวัคซีนที่เป็นเรื่องสำคัญของ สวทช. โดยตรง โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ผ่านการเสริมความพร้อมในด้านสำคัญ เช่น การขยายกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตจริง ความก้าวหน้าเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการปิดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและการนำไปใช้ประโยชน์จริง ช่วยให้วัคซีนต้นแบบสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตในระดับที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังแสดงความขอบคุณต่อทุนบพค.และทนุสวสร.ที่ช่วยสนับสนุนทางโครงการด้าน API ที่ช่วยให้มีนักวิจัยไทยมากขึ้นได้รับการเรียนรู้และปฏิบัติงานทางด้านการวิจัยผลิต API ร่วมกับโครงการนี้ ทั้งนี้ตัวโครงการความร่วมมือรี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศด้านความมั่นคงทางสาธาณสุขและเศรษฐกิจชีวภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตเภสัชภัณฑ์และชีววัตถุของภูมิภาค
รองศาสตราจารย์ บุษยา บุนนาค ที่ปรึกษา โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ (National Biopharmaceutical Facility: NBF) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวเน้นว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทยด้านการพัฒนาชีวเภสัชภัณฑ์ในระยะเริ่มต้น โดยการยกระดับศักยภาพดังกล่าวจะช่วยให้ NBF สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการนำผลงานวิจัยไปสู่การผลิตในระดับขยายขนาด (translational hub) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย เพื่อนำผลงานวิจัยที่มีศักยภาพจากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตในระดับขยายขนาด (scale-up) และต่อยอดสู่การทดลองทางคลินิกในอนาคต
ความร่วมมือนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับระบบนิเวศด้านการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของประเทศแบบครบวงจร (end-to-end biomanufacturing ecosystem) อีกทั้งยังช่วยเสริมความพร้อมของประเทศไทยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ ดึงดูดการลงทุนในอนาคต และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในภูมิทัศน์เทคโนโลยีชีวภาพระดับภูมิภาคอีกด้วย
ในฐานะหน่วยงานร่วมให้ทุน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (PMU-B, RCAD) สนับสนุนทุนโครงการ iAPI-NET เนื่องจากเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในการลดการพึ่งพาการนำเข้าสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API) และเสริมสร้างความมั่นคงด้านยา โครงการนี้บูรณาการความร่วมมือจากพันธมิตรสำคัญตลอดห่วงโซ่มูลค่า ได้แก่ สวทช. องค์การเภสัชกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เช่น CSIRO ตั้งแต่งานวิจัยจนถึงการผลิตระดับนำร่อง เพื่อให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในภาคการผลิต นอกจากนี้ โครงการยังนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการสังเคราะห์แบบไหลอย่างต่อเนื่อง และ biocatalysis มาใช้ พร้อมทั้งพัฒนากำลังคนผ่านความร่วมมือระดับนานาชาติ
การผสมผสานระหว่างความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือที่เข้มแข็ง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทำให้โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมเภสัชภัณฑ์ของประเทศไทยในระยะยาว
ความร่วมมือภายใต้โครงการ BPM-TEAM สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นกลไกสำคัญที่สามารถต่อยอดจากการวิจัยไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในภาคการผลิตจริง พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านสาธารณสุข โดยไทยและออสเตรเลียกำลังร่วมกันวางรากฐานสู่อนาคตที่ประชาชนในภูมิภาคเข้าถึงยาจำเป็นและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุได้อย่างมั่นคงและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น ดร.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวสรุป
ท็อปส์ ท้องถิ่น เดินหน้าแพลตฟอร์ม SME แห่งชาติ ผนึก ธ.ออมสิน-อุทยานวิทย์ฯ ม.อุบล
ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สวทช. ปักหมุด 24-28 เม.ย. นี้ จัดงาน NAC2026 ชูแนวคิด "เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"
BeNeat จับมือ Airbnb ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ยกระดับมาตรฐานบริการ สร้างอาชีพคุณภาพผ่านนวัตกรรมดิจิทัล
กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ "STeP" ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย มุ่งเป้า "เปลี่ยนงานวิจัยเป็นนวัตกรรมมูลค่าสูง" พร้อมโชว์ศักยภาพในงาน IP Fair 2026
STeP ขับเคลื่อนภารกิจพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมรุ่นเยาว์ เปิดเวที UBI-Alpha: Business Contest 2026 ระดับภูมิภาค ภาคเหนือ
เคทีซี-เพ็ทจีนเอ็กซ์ เปิดห้องแล็บสเต็มเซลล์สัตว์เลี้ยงแห่งแรกในไทย พลิกโฉมการแพทย์ฟื้นฟู ตอบเทรนด์ Pet Parenting
เนคเทค สวทช.-วช. ผนึกกำลังติวเข้ม 24 หน่วยงาน ปั้น 'LLM สัญชาติไทย' จุดไฟนวัตกรรมสืบค้นอัจฉริยะ ขับเคลื่อน AI ไทยสู่ระดับสากล
กระทรวง อว. โดย สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศร่วมกันจัดงานประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชียครั้งที่ 28 ASPA Annual Conference 2025 อย่างยิ่งใหญ่