สอวช. อัปเดตเป้าหมายสร้าง IDE 1,000 ? 1,000 พร้อมเดินเครื่องดันมาตรการสนับสนุนแบบ "ลงลึก และเห็นผลจริง" เพื่อปั้นธุรกิจไทยเติบโตสู่ตลาดโลก 21 สิงหาคม 2569
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กอวช.) ครั้งที่ 7/2569 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ทำหน้าที่กรรมการและเลขานุการ
ดร.สุรชัย ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอวาระเสวนาในประเด็น "กลไกการส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-driven Enterprises: IDEs) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม" ซึ่งเป็นกลไกที่ สอวช. ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเสนอต่อที่ประชุมครั้งนี้เพื่อเป็นการติดตามนโยบายและมาตรการการเพิ่มจำนวนธุรกิจนวัตกรรม ทั้งความคืบหน้าสู่เป้าหมายการเพิ่มจำนวน IDE ที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาทต่อปี ให้เพิ่มขึ้น 1,000 ราย ภายในปี 2570 ตามที่ระบุในกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พ.ศ. 2566-2570 การระบุช่องว่างในการเข้าร่วมมาตรการภาครัฐ รวมถึงการเข้าใจปัญหาและอุปสรรคของผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม เพื่อหาแนวทางในการผลักดันให้ IDE เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ได้รายงานสถานะปัจจุบันของเป้าหมาย 1,000 ? 1,000 พบว่า ปัจจุบันมี IDE ที่มีรายได้ระดับ 1,000 ล้านบาท จำนวน 688 ราย หรือร้อยละ 68.8 ของเป้าหมาย ขณะที่ผลสำรวจการใช้มาตรการภาครัฐ จาก 3,300 บริษัท พบว่า มีเพียง 897 บริษัทที่เข้าร่วมมาตรการภาครัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดเล็ก โดยกลุ่มที่อยู่นอกมาตรการส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางขึ้นไปและดำเนินธุรกิจมานานกว่า 10 ปี สะท้อนว่ามาตรการปัจจุบันยังเน้นการสนับสนุนธุรกิจระยะเริ่มต้น และยังมีช่องว่างในการเข้าถึงและสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพในช่วง Growth-Scale
สำหรับอุปสรรคและความท้าทายของผู้ประกอบการ IDE พบว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่เงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือการปลดล็อกทั้งระบบสนับสนุนภาครัฐที่อาจมีความซ้บซ้อนเกินไป การขยายตลาดที่ยังติดข้อจำกัดทั้งการขยายตลาดต่างประเทศ อุปสรรคมาตรฐานต่างประเทศ รวมถึงยังขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง โดยเฉพะด้านเทคโนโลยี
สอวช. จึงได้จัดทำ 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพัฒนามาตรการและกลไกส่งเสริมธุรกิจฐานนวัตกรรม ประกอบด้วย 1. การสร้างเส้นทางสนับสนุนต่อเนื่องทุกระยะการเติบโต (Support Pathway) ตั้งแต่ระยะ Early Stage จนถึง Expansion Stage เพื่อให้สามารถก้าวเป็น Global Player ที่มีศักยภาพ 2. ออกแบบการสนับสนุนเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่ม High Growth Firms เน้นขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น มาตรฐาน ระเบียบ การเชื่อมโยง Partner และออกแบบแพคเกจสนับสนุนให้สอดคล้องกับข้อจำกัดเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม 3. บูรณาการระบบสนับสนุนด้วยดิจิทัล เพื่อลดภาระผู้ประกอบการ เช่น การยื่นครั้งเดียว การใช้ข้อมูลร่วมกัน ลดการกรอก หรือเอกสารซ้ำ เชื่อมขั้นตอนระหว่างหน่วยงานให้ลื่นไหล ทำให้เข้าถึงมาตรการได้ง่าย รวดเร็วขึ้น และติดตามผลได้ชัดเจนสำหรับแนวทางการติดตาม IDE ระยะถัดไป สอวช. มีแนวทางยกระดับการติดตาม IDE สู่ฐานข้อมูลกลางเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย จาก IDE Monitoring สู่ IDE Data Infrastructure เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและใช้ประโยชน์เชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยฐานข้อมูลกลางจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ทั้งการติดตามสถานภาพ เส้นทางการเติบโต และประวัติการได้รับการสนับสนุนของผู้ประกอบการ ตลอดจนติดตามจำนวน การกระจายตัวของ IDE ช่องว่างของกลุ่มผู้ประกอบการที่ยังเข้าไม่ถึงการสนับสนุน และความซ้ำซ้อนของมาตรการ เพื่อให้ออกแบบนโยบายและจัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุด
นอกจากนี้ สอวช. ได้จัดทำและผลักดันมาตรการและกลไกสำคัญเพื่อส่งเสริม IDE และปลดล็อกปัจจัยที่จำเป็นต่อการเติบโต เช่น 1) University Holding Company (UHC) และ UHC Consortium เพื่อเชื่อมศักยภาพมหาวิทยาลัยและกลไกร่วมลงทุน เพื่อผลักดัน Deep Tech Startups/Spin-offs สู่การเติบโตและเข้าสู่ตลาดจริง 2) High-Growth Firms (HGF) พัฒนากลไกเฉพาะเพื่อค้นหาและปลดล็อกคอขวดของธุรกิจศักยภาพสูง ให้สามารถ Scale-up ได้จริง 3) นโยบาย Offset นโยบายการกำหนดเงื่อนไขว่าด้วยการสร้างความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมในประเทศอันเกิดจากการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศของภาครัฐ เพื่อเป็นกลไกถ่ายทอดเทคโนโลยี ลงทุน และพัฒนาขีดความสามารถด้าน อววน. ในประเทศ ซึ่งนโยบายดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 4) ข้อเสนอมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ภาษี 300%) สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนด้าน R&D และนวัตกรรม โดยเสนอนำมาใช้ในช่วงปี 2569-2572 ซึ่งสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบต่อข้อเสนอฯ เมื่อการประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 แล้ว และ สอวช. อยู่ระหว่างเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี 5) ข้อเสนอเพื่อตราพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีสำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ (EXPERIENTIAL LEARNING) โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ เพื่อจูงใจให้สถานประกอบการร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาพัฒนากำลังคนให้ตรงกับ Future Skills และความต้องการของอุตสาหกรรม ซึ่ง สอวช. ได้จัดทำข้อเสนอฯ เสนอต่อกรมสรรพากรแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมสรรพากรเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป และ 6) ข้อเสนอ Talent Mobility มาตรการส่งเสริมบุคลากรไปปฏิบัติงานเพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชน โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ไปทำงานจริงกับภาคเอกชนและภาคสังคม ซึ่ง สอวช. มีแนวทางจะขยายกลไกให้ครอบคลุมบุคลากรกลุ่มใหม่ ทั้ง Postdoctoral, Post-master และนักเรียนทุนที่ยังไม่มีต้นสังกัด เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และขีดความสามารถการแข่งขัน
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะต่อทิศทางและกลไกการส่งเสริม IDE โดยมีโจทย์สำคัญ คือ ทำอย่างไรให้เกิดมาตรการ กลไก และนโยบายที่สามารถผลักดันให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมได้ตามเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้น้ำหนักกับการทำให้มาตรการส่งเสริม IDE "ลงลึก และเห็นผลจริง" ซึ่งหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกัน คือ การระบุอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะสร้างให้เกิด IDE ให้มีความชัดเจน เนื่องจากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะมีโจทย์ความต้องการที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางเทคโนโลยี ตลาด บุคลากร งานวิจัย รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงไม่ควรกระจายการสนับสนุนในรูปแบบเดียวกันในทุกอุตสาหกรรม แต่ควรเลือกจากความพร้อมของผู้ประกอบการ ศักยภาพการเติบโต และผลกระทบต่อประเทศ โดยอาจเริ่มจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานที่แข็งแกร่งและสร้างผลกระทบสูง 2 - 3 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และความต้องการเชิงลึกของแต่ละอุตสาหกรรม จากนั้นนำมาออกแบบแพคเกจนโยบาย มาตรการสนับสนุน และเครื่องมือที่ตอบโจทย์ตามความต้องการจริงของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งเชื่อว่าการสร้าง IDE ตามความต้องการรายอุตสาหกรรมแบบเฉพาะเจาะจง จะช่วยผลักดันให้เกิด IDE หน้าใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้มีการเจาะลึกสาเหตุที่ยังมีผู้ประกอบการศักยภาพสูงจำนวนมากยังไม่เข้าสู่ระบบสนับสนุนภาครัฐ เพราะเชื่อว่าโจทย์ของธุรกิจอาจไม่ได้อยู่ที่เงินทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องการงานวิจัย เทคโนโลยี ตลาด และบุคลากรที่มีศักยภาพ ที่จะมาช่วยเพิ่มรายได้และสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมเสนอให้แต่ละมาตรการ มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจนว่าในช่วงระยะ 2-5 ปี มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มจำนวน IDE หรือยกระดับการเติบโตของธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้สามารถวัดผลและนำกลับมาปรับปรุงนโยบายได้จริง
ทั้งนี้ ดร.สุรชัย กล่าวสรุปว่า สอวช. จะนำข้อเสนอจากที่ประชุมไปศึกษาและพัฒนากลไกสนับสนุน IDEs ให้มีความเฉพาะเจาะจงและลงลึกมากขึ้น ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมเพื่อร่วมให้ความเห็นอีกครั้ง โดยมุ่งนำศักยภาพ งานวิจัย เทคโนโลยี บุคลากร และมาตรการภาครัฐ เป็นแรงส่งในการสร้าง "ธุรกิจนวัตกรรมไทยที่โตได้จริง" สามารถ Scale-up เชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และก้าวขึ้นแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
บอร์ดนโยบาย อว. เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! "อ.เชน" ดันยุทธศาสตร์ เร่งสร้างคนด้วยนวัตกรรม Sandbox เดินหน้าผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน
กระทรวง อว. โดย สอวช. เผยแนวทางการใช้เครื่องมือคาดการณ์อนาคตเพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะ เน้นสร้างนโยบายที่ยืดหยุ่น ใช้ได้จริง ตอบโจทย์ความไม่แน่นอนของโลก
สภานโยบาย ดันยุทธศาสตร์ Climate Innovation - Net Zero ควบคู่พัฒนากำลังคน
จากกลไก สู่ผลลัพธ์จริง กระทรวงอว. โดย สอวช. ขับเคลื่อน University Holding Company สร้างธุรกิจนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท
สอวช. ชี้ ไทยต้อง "ยกระดับนวัตกรรมอย่างยั่งยืน" รับมือ Climate Change ปรับระบบพัฒนากำลังคน เร่งเข้าสู่ Net Zero ภายใน 15 ปี
น้ำท่วมคือวิกฤต! สภานโยบายมอบ อว. เร่งนำงานวิจัยสู้ภัยพิบัติ-เยียวยาประชาชน
กระทรวง อว. โดย สอวช. จัดการประชุมสัมมนาในหัวข้อ "IDE Forward : From Insights to Better Policy Shifts จากข้อมูลเชิงลึกสู่ก้าวใหม่ของนโยบาย IDE" เพื่อเผยแพร่ผล IDE Monitoring
กระทรวง อว. โดย สอวช. ชู ใช้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย เร่งพัฒนาคนและเทคโนโลยี ปรับตัวรับกติกาโลก สู่เศรษฐกิจฐานความรู้อย่างยั่งยืน