ไทย-ญี่ปุ่น ร่วมลงนามพัฒนาวัคซีนเอดส์

กรุงเทพ--27 มี.ค.--กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงในการพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์ ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนาจากเชื้อสายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยกับองค์กรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประเทศญี่ปุ่น ในวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2541 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นายแพทย์ปรากรม วุฒิพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังจากเป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงร่วมมือกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในการพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์ว่าโครงการวัคซีนเอดส์นี้เป็นการลงนามในสัญญาร่วมระหว่างประเทศญี่ปุ่นคือ นายโมริทากา นากามูระ (Mr. Moritaka Nakamura) ประธานองค์กรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งญี่ปุ่น (Japan Science and Technology Corporation) และ ดร.เรณู โกยสุโข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การพทย์ ซึ่งเป็นโครงการแรกที่จะทำการวิจัยพัฒนาวัคซีนเอดส์ขึ้นในประเทศไทย และเป็นโครงการที่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จสูง เนื่องจากเป็นการพัฒนาวัคซีนเอดส์จากเชื้อเอดส์ทัยป์ อี ที่ระบาดในเมืองไทยผสมในเชื้อ BCG ที่ปกติเป็นวัคซีนชนิพฉีดป้องกันวัณโรคในเด็ก ซึ่งวัคซีนชนิดนี้มีความปลอดภัยและให้ภูมิต้านทานโรคได้ดีขณะเดียวกัน วัคซีนเอดส์ที่ได้ผลดีจะต้องพัฒนาจากเชื้อที่พบหรือระบาดในพื้นที่นั้นๆ ดังนั้นวัคซีนเอดส์ที่กำลังพัฒนานี้จึงมีความปลอดภัยและคาดว่าจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อเอดส์สายพันธุ์ อี ที่พบมากในเมืองไทยและภูมิภาคนี้ ซึ่งความสำเร็จของการพัฒนาวัคซีนชนิดนี้จะช่วยลดการติดเชื้อเอดส์ได้อย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ที่มีผู้ป่วยโรคเอดส์จากเชื้อในสายพันธุ์นี้ ดร.เรณู โกยสุโข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการวัคซีนเอดส์นี้เป็นโครงการวิจัยร่วมกันระหว่างองค์กรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งญี่ปุ่น (Japan Science and Technology Corporation) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเป็นโครงการที่จะใช้เวลา 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-2545 ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ 250 ล้านบาท โดยมีนักวิจัยจากสถาบันโรคติดเชื้อแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่น (National Institute of Infectious Diseases) ร่วมวิจัยกับนักวิจัยไทยทั้งจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนำไปศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนที่ได้ในสัตว์ทดลองก่อนนำไปใช้ในคน จะเห็นได้ว่าประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากโครงการนี้มีหลายด้านเช่น การแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายการวิจัยระหว่างประเทศ การพัฒนาห้องทดลองเชื้ออันตรายสำหรับทดลองประสิทธิภาพวัคซีนเอดส์ในสัตว์ทดลอง โดยจะเป็นแห่งแรกที่มีขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะทำให้ประเทศสามารถทดลองวัคซีนและยาที่ผลิตขึ้นต้านเชื้ออันตรายชนิดต่างๆ ได้ในอนาคต และเชื่อว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จได้วัคซีนเอดส์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมกับคนไทย และภูมิภาคนี้ โดยในสัญญาที่ลงนามกันได้ครอบคลุมถึงสิทธิประโยชน์ และสิทธิบัตรที่เกิดขึ้นในโครงการว่าทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่นจะได้รับผลประโยขน์โดยเท่าเทียมกัน--จบ--

ข่าว กระทรวงสาธารณ ล่าสุด