สรรพากรเปลี่ยนเงื่อนไขการใช้ใบกำกับภาษีเหลื่อมเดือน

กรุงเทพ--10 เม.ย.--กรมสรรพากร เพื่อเป็นการลดภาระของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในการยื่นแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 เพิ่มเติมในแต่ละเดือนภาษี กรณีที่ได้รับใบกำกับภาษีซึ่งมีสิทธินำไปคำนวณภาษีซื้อหลังจากที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 ไปแล้วในเดือนภาษีนั้น นางไพฑูรย์ พงษ์เกษร โฆษกกรมสรรพากรได้ชี้แจงว่า "กรมสรรพากรได้แก้ไขเพิ่มเติมประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 4) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีเพราะมีเหตุจำเป็นให้มีสิทธินำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้น ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฏากร ลงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2534 ซึ่งเดิมได้กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อในใบกำกับภาษีที่ได้รับเหลื่อมเดือนไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ เฉพาะกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีเหตุจำเป็น ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะมีปัญหาโต้เถียงกันอยู่เสมอ และในกรณีที่พิสูจน์ไม่ได้ก็เป็นเหตุให้มีภาษีซื้อเกิน ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องเสียเบี้ยปรับในกรณีดังกล่าว อีกทั้งเป็นภาระต้องขอคืนภาษีซื้อตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษีเหลื่อมเดือนนั้น เป็นเงินสดต่างหากโดยไม่สามารถหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีถัดไปได้ ซึ่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าวได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อที่ได้รับเหลื่อมเดือนไปหักออกจากภาษีขายในเดือนภาษีหลังจากนั้นได้ภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่ออกใบกำกับภาษี หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าว ถือว่าหมดสิทธินำภาษีซื้อของเดือนภาษีนั้นไปหักเพื่อคำนวณภาษีและต้องรับภาระในการเสียเบี้ยปรับแต่ยังคงมีสิทธิขอคืนภาษีซื้อนั้นเป็นเงินสดได้ตามปกติ การใช้สิทธิดังกล่าวผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องระบุข้อความว่า "ถือเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษี..." ไว้ในใบกำกับภาษีฉบับนั้น ๆ ด้วย ซึ่งในช่องว่างนั้นหมายถึงเดือนภาษีที่มีการใช้ใบกำกับภาษีเหลื่อมเดือน โดยจะจัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนเองด้วยหมึกหรือพิมพ์ดีดก็ได้ ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไป--จบ--

ข่าว ไพฑูรย์ พงษ์เกษร ล่าสุด