กระทรวงสาธารณสุขไทยร่วมผลิตเข็มฉีดยาทันสมัยใช้ครั้งเดียวทิ้งกับบริษัทในอิตาลี ตั้งเป้าส่งออกใน 5 ปีข้างหน้า

14 Dec 2001

นนทบุรี--14 ธ.ค.--สธ.

นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วม ลงนามความร่วมมือกับบริษัทคาร์ไทล์ แคปพิทอล อินเวสเมนท์ คอร์ปอเรชั่น (Cartyle Capital Investment Corporation : CCIC) ประเทศอิตาลี ร่วมลงทุนตั้งโรงงานผลิตเข็มฉีดยาปลอดภัยใช้ครั้งเดียวทิ้ง เป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวในเอเซียที่มีการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้เทคโนสูง และทันสมัย ผลิตเข็มฉีดยาแบบทันสมัยเช่นเดียวกับที่ผลิตและใช้กันในยุโรปและอเมริกา ใช้ฉีดยาได้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อเอดส์ ที่อาจติดไปถึงแพทย์ผู้ให้การรักษาได้

นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงลู่ทางของการร่วมผลิตเข็มฉีดยาระหว่างไทยกับอิตาลีต่อไปว่า โรงงานผลิตเข็มฉีดยา จะใช้ทุนประมาณ 1,700 ล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตึ้ จังหวัดระยอง ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม เป็นตัวแทนจำหน่าย ซึ่งจะผลิตให้เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศ และเหลือเพียงพอเพื่อการส่งออกด้วย โดยตั้งเป้าการผลิตไว้ปีละ 125 ล้านชุด ในจำนวนนี้จะส่งออกร้อยละ 80 ของยอดเป้าหมายการผลิตทั้งหมด ซึ่งเวลานี้อยู่ในขั้นสั่งเครื่องจักรเข้ามาแล้วเป็นบางส่วน คาดว่า อีกประมาณ 8 เดือนข้างหน้า จะสามารถผลิตออกสู่ตลาดได้

ต่อข้อถามถึงการร่วมลงทุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ทุนที่ร่วมกันระหว่างไทยกับอิตาลี จะเป็นทุนบริษัท- คาร์ไทล์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 74 ที่เหลืออีกร้อยละ 26 เป็นทุนขององค์การเภสัชกรรม โดยหลังการผลิตออกสู่ตลาดแล้ว ใน 5 ปีแรก จะส่งออกยุโรปอเมริการ้อยละ 80 ร้อยละ 20 ของยอดการผลิตใช้สำหรับภายในประเทศ รวมทั้งหมู่ประเทศเพื่อนบ้าน

ด้านนายแพทย์ ธงชัย ทวิชาชาติ ผู้อำนวยการองค์การ-เภสัชกรรม กล่าวว่า โรงงานผลิตเข็มฉีดยาเทคโนที่ว่านี้ ตั้งอยู่ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง บนเนื้อที่ 14 ไร่ นอกเหนือจากจะได้เรียนรู้เทคโนโลยี่จากอิตาลีแล้ว ต่อไปจะผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตได้ภายในประเทศ จะได้รับการพัฒนาก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น เช่น จะมีการผลิต ๆ ภัณฑ์บรรจุสำเร็จ เช่นวัคซินสำเร็จรูปชนิดใช้ฉีดได้เลยทันที และจะสามารถนำรายได้เข้าประเทศจาก การส่งออกในประเทศใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยต่อไปว่า โครงการความร่วมมือดังกล่าว จะเปิดตัวให้ทราบอีกครั้ง 20 มกราคม ที่จะถึงนี้--จบ--

-สส-