กรุงเทพฯ--2 เม.ย.--ทเวนตี้ธ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ (ประเทศไทย)
UNFAITHFUL
เอ็ดเวิร์ดและคินนี่ ซัมเนอร์ เป็นคู่สามีภรรยาทีมีชีวิตผาสุกแบบที่เป็นความใฝ่ฝันของอเมริกันชนทั้งหลาย พวกเขามีบ้านอยู่แถบชานเมืองนิวยอร์คซิตี้ กับลูกชายวัยแปดขวบ สุนัขหนึ่งตัว และแม่บ้าน แต่ไม่มีชีวิตใครหรอกที่จะราบรื่นตลอดไป ครอบครัวที่แสนสุขราวกับปูด้วยกลีบกุหลาบต้องมาเปลี่ยนไป เมื่อโชคชะตาชักพาคอนนี่ให้สะดุดเข้ากับชายแปลกหน้าบนถนนย่านโซโห การพบกันครั้งนั้นทำให้เธอตกบ่วงเสน่ห์อันลึกลับยากจะไถ่ถอนและอันตรายที่ต้องเผชิญ สิ่งที่จะดึงดูดคอนนี่ให้หลงเข้าสู่วังวนแห่งความสัมพันธ์ล้ำลึก
เอ็ดเวิร์ดรู้เรื่องภรรยานอกใจเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งผลักดันให้เขาสืบเสาะรายละเอียดอันขมขื่น เมื่อได้เบาะแสมากพอเขาจึงเผชิญหน้ากับชู้รักของภรรยา เพื่อจะพบว่าตนเองมีอารมณ์รุนแรงมากเกินกว่าที่เคยรู้ตัว
ชีวิตสมรสที่ถูกกัดกร่อนด้วยความรู้สึกผิดและความโกรธแค้นจะมีทางเยียวยาได้หรือไม่?
เอเดรียน ลิน ผู้กำกับการแสดงได้ถักทอสายใยพิสวาสและความเจ็บปวดไว้ใน Unfaithful ซึ่งเขาอธิบายให้ฟังว่า "เป็นหนังอีโรติคระทึกขวัญ ซึ่งสื่อภาษากายและความผิด" นำแสดงโดยริชาร์ด เกียร์, ไดแอน เลน, และโอลิเวอร์ มาร์ติเนซ ลินเป็นผู้อำนวยการผลิตร่วมกับจี แมค บราวน์ บทภาพยนต์โดยอัลวิน ซาร์เจิ้นและวิลเลี่ยม บรอยล์ส จูเนียร์ ลินสร้างผลงานมากมายที่ส่งให้เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับการแสดงชั้นนำ จากอาทิเช่น เรื่อง "Foxes," "Jacob's Ladder," "Flashdance," "9 1/2 Weeks," "Fatal Attraction," "Indecent Proposal" และ "Lolita" หนังเรื่อง Unfaithful นำเสนอผลงานแนวใหม่ของลินเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในระดับเขม็งเกลียวที่อันตราย รักสามเส้าระหว่าง ริชาร์ด เกียร์, ไดแอน เลน และดาราฝรั่งเศส โอลิเวอร์ มาร์ติเนซ (เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชมชาวอเมริกัน จากหนังเรื่องดัง The Horseman on the Roof และ The Chambermaid on the Titanic รวมทั้ง Before Night Falls) เป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและลุ้นระทึกในมุมมองที่เป็น (อย่างที่ลินว่าไว้) "แผ่นป้องกันควันไฟที่เราใช้ปิดบังความผิดของเรา"
Unfaithful เป็นโปรเจ็คที่เอเดรียน ลิน อยากนำเสนอเมื่อหลายปีมาแล้ว โดยมีพื้นฐานย้อนไปราวปี 1968 เมื่อเรื่อง La Femme Infidale ซึ่งเป็นผลงานที่ได้การยอมรับเป็นต้นแบบของผู้กำกับการแสดงฝรั่งเศส คล้อด ชาโบรล แห่งเฟรนช์ นิวเวฟ ถูกนำเสนอ "เรื่องนี้เป็นหนังในดวงใจของผมจริงๆ" ลินกล่าว "ประเภทหนังระทึกขวัญของฮิทช์ค็อกที่สามีค่อยๆ จับได้ว่าภรรยานอกใจ ผมชอบเรื่องราวแบบนี้มาก และใช้เป็นเค้าโครงเรื่องให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย"
ลินเป็นคนที่ให้ความเอาใจใส่ในความสัมพันธ์ทางอารมณ์ในงานของเขา โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่มีผลกระทบจากความหลอกลวงและจุดเปราะแห่งความเชื่อใจ "ความผิดบาปและเซ็กส์เป็นส่วนที่เร้าใจของเรื่อง ผมคิดว่าทุกคนมีจุดสิ้นสุดความอดทน ซึ่งอาจถูกกดดันจนควบคุมสติไม่อยู่ก็เป็นได้ แล้วอะไรหรือที่จะเป็นตัวการเช่นนั้น ผมสนใจมากทีเดียวในรายละเอียดของการปกปิดและความระแวง หนังเรื่องนี้จะทำให้คนดูยกโทษให้กับฆาตกรเสียสติได้ง่ายกว่าการคบชู้อย่างแน่นอน"
เมื่อริชาร์ด เกียร์ได้อ่านบทเป็นครั้งแรก เขาเหมือนถูกครอบงำ "เป็นบทหนังที่เข้มข้น และละเอียดอยู่ในตัว ซึ่งไม่เพียงแต่น่าสนใจแต่รบกวนจิตใจผมอีกด้วย" เขากล่าวอีกว่า "คุณไม่สามารถเริ่มลงมือทำงานได้หากยังไม่เห็นสิ่งที่ต้องค้นคว้าและรบกวนใจอยู่ เป็นเหมือนสิ่งที่คอยสะกิดให้ใช้เวลาและแรงกายเพื่อค้นหาให้พบคำตอบ ความบกพร่องอะไรหรือที่ทำให้เราถูกดึงเข้าสู่ความรุนแรงได้อย่างง่ายดาย? เรามักสนใจในความคิดที่ว่าเราไม่รู้จักคนอื่นอย่างแท้จริงอยู่แล้ว ในกรณีนี้ เรากำลังพูดถึงครอบครัวอเมริกันธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่งซึ่งหยุดเติบโต เนื่องจากพวกเขามีทุกอย่างที่ลงตัวและเหมาะสมดีสำหรับพวกเขา แต่สิ่งนั้นก็ไมได้ทำให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้า ไม่ได้เพิ่มพูนความรักระหว่างกัน และไม่ได้กระชับความสัมพันธ์ที่มีอยู่ ไม่ได้ก่อให้เกิดความจริงใจต่อกัน ดังนั้นในวิถีของตนเอง คนเหล่านี้จึงพบว่ามีช่องกลวงในตัวพวกเขาเหมือนกับหลุมดำ ซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข เราปกปิดตนเองในหลายระดับ และอารมณ์รุนแรงในตัวเราก็เช่นกัน ผมว่านี่คือสิ่งที่เราทุกคนชื่นชอบในเรื่องนี้ เปรียบเสมือนการมองตัวเองสะท้อนกระจกผ่านทางภาพยนต์"
เกียร์คิดว่าบทบาทธรรมดาของเอ็ดเวิร์ด ซัมเนอร์ นั้นเป็นจุดหักเหทีเดียว "เล่นบทให้ธรรมดานั้นยากมาก" เขาหัวเราะ "รู้มั้ยว่ามันง่ายกว่าที่จะแสดงบทที่ไม่ธรรมดา อาชีพอย่างผมต้องเจอะเจอคนมากมาย แต่นี่เป็นผู้ชายธรรมดาคนนึงที่ไม่ได้โลดโผน ไม่ได้ใจกล้ามากมาย เอเดรียนต้องคอยเตือนผมอยู่เรื่อยว่า "ริชาร์ด ไม่ ไม่ นั่นมันริชาร์ดคนเดิม ผมอยากได้ริชาร์ดคนใหม่ ผมไม่ต้องการนักกีฬานะ อยากได้แค่คนนั่งดูเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ผู้ชายทั่วไปเป็นคืออะไรที่ผมมองหา"
เอเดรียน ลินกว่าวว่า "ตอนที่ได้ดูริชาร์ดรับบทใน Dr. T and the Women ของโรเบิร์ต อัลท์แมน ดูราวกับว่าเขาได้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว เขามีความสงบในใจและความนุ่มนวลที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมว่าหนังเรื่องนี้แสดงความสามารถที่น่าสนใจของเขา และถ้าคุณได้ดูหนังเราคุณจะแปลกใจมากทีเดียว อย่างเช่นอยู่มาวันนึงเขากลับบ้านมาในเครื่องแต่งกายที่จัดให้ในหนังและภรรยาเขาก็มองดูก่อนจะกอดเขาและว่า 'คุณดูเป็นผู้ชายธรรมดาดีนะ' ผมรู้สึกเร้าใจดี จริงๆนะ เรากลับตาลปัตรทุกอย่างที่คุณหวังว่าจะได้เห็นเขาเหมือนในหนังเรื่องก่อนๆ แม้แต่วิธีการเดินเหิน ซึ่งเปิดเผยตัวเขา อันที่จริงแล้วโอลิเวอร์ มาร์ติเนซต่างหากที่แสดงบทที่ริชาร์ด เกียร์เคยเล่นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว"
เป็นความจริงที่ดาราหนุ่มชาวฝรั่งเศสเจ้าเสน่ห์แสดงบทประเภทเดียวกับที่เกียร์เคยเล่นอย่างโชกโชนมาก่อนตั้งแต่ผลงานสมัยแรกของเขา บทบาทของพอล คือสิ่งที่ชนะใจผู้หญิงมีเจ้าของได้อย่างง่ายดาย มาร์ติเนซกล่าวว่า "สำหรับผม พอลเป็นคนบริสุทธิ์ เขาไม่รุ้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเขาไม่สามารถกำหนดอนาคตตนเองได้ ผมว่ามุมมองนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เขาเหมือนเด็ก เขามีอิสระ…ออกจะมากเกินไปด้วยซ้ำ เขาไม่ได้เป็นคนยุยงแต่เป็นคนเล่นเกม ในหนังเรื่องนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร มีความลึกลับเกี่ยวกับตัวเขาแต่เขาไม่ได้ซับซ้อนจนยากที่จะเข้าใจ และนี่คือสิ่งที่แตกต่างจากบทที่ผมเคยได้รับ"
มาร์ติเนซคิดว่าบทบาทนี้ท้าทายความสามารถมาก เขาว่า "แรกทีเดียวก็เรื่องภาษา การพูดภาษาอังกฤษนั้นท้าทายแน่นอน! และใช่แล้ว ฉากเซ็กส์ก็ยิ่งท้าทาย แต่นี่เป็นหนัง ทุกอย่างเป็นการแสดง เหมือนอย่างฉากต่อสู้ซึ่งไม่มีใครโดนทำร้ายหรือถูกฆ่าตายจริง และผมไม่เคยสัมผัสเรื่องแบบนี้อย่างลึกซึ้งในวิธีแบบสแตนิสลาฟสกี้ อันที่จริงแล้วเป็นครั้งแรกของผมเลยกับฉากแสดงความรักทำนองนี้ - แล้วผมก็ไม่ค่อยชอบซะด้วย - เพราะผมเป็นคนขี้อาย ต้องทำเป็นลืมตัวเองเพื่อที่จะแสดงให้สมจริง แต่ทุกคนดีกับผมมาก เราเหมือนลงเรือลำเดียวกัน ทุกอย่างก็เลยออกมาดี เอเดรียนกับไดแอนไม่เกร็งกับฉากแบบนี้และผมกลับเป็นคนที่เกร็งและเก้งก้างไปเอง! พวกเขาทำให้ผมผ่อนคลายลง และนั่นทำให้บทของผมสมจริงมากขึ้น"ถึงแม้ว่าบท พอล จะไม่ได้เป็นคนฝรั่งเศสมาตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เอเดรียน ลินรู้สึกว่าโอลิเวอร์ มาร์ติเนซนั้นเหมาะสม "ผมได้ชมเรื่อง The Horseman on the Roof และคิดว่าเขาทำได้ดีมาก" ลินกล่าว
"เขาเล่นได้น่าเอ็นดูมาก มีอารมณ์ขันดี และความเป็นฝรั่งเศสของเขาก็มีส่วนทำให้ดีขึ้นไปอีก สิ่งที่เป็นธรรมดาธรรมชาตินั้นน่าสนใจมากเมื่อคุณมองผ่านคนฝรั่งเศส อิตาเลียน และละติน เพราะภาษากาย, อารมณ์ขันของแต่ละชาตินั้นแตกต่างกันไปและน่าทึ่งเมื่อเราคอยเฝ้าสังเกตุมัน"
"ความคิดที่ว่าหญิงสาวที่มีชีวิตสมรสแสนสุขและมีลูกแล้วหนึ่งคน ไปมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับชายคนนี้สร้างความประหวั่นใจมากพอดู แต่ผมคิดว่าถ้าพวกผู้หญิงได้เจอะกับโอลิเวอร์เหมือนกับเธอ ถึงแม้ว่าจะไม่ปริปากออกมาแม้แต่กับเพื่อนสนิทก็ตามที พวกเขาย่อมเข้าใจดีว่าทำไมเธอถึงยอมขึ้นห้องไปกับเขา"
ลินเลือกไดแอน เลน มารับบทคอนนี่ด้วยเหตุผลที่น่าประทับใจหลากหลาย ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเธอมีชื่อเสียงโด่งดังมาจากหนังที่ได้รับรางวัล Tony Goldwyn อย่างเรื่อง A Walk on the Moon "เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมาก" ลินกล่าว "และไดแอนดูน่าเวทนาและบอบบางเป็นอย่างมาก คุณจะต้องชอบเธอ และผมคิดว่าคอนนี่มีลูก ชีวิตแต่งงานที่ผาสุก มีทุกอย่างที่เธอต้องการ ดังนั้นคุณจึงต้องแน่ใจเป็นอันมากที่จะทำให้เธอเป็นที่ชื่นชอบ และในขณะเดียวกันเธอเป็นนักแสดงที่ดี เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็มีนักแสดงเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่หน้าตาดีและไม่มีความร้ายอยู่ในตัว มันเหมือนเป็นสิ่งที่มาด้วยกัน ความยั่วยวนและร้ายกาจ ไดแอนเป็นคนที่ดูยั่วยวนและนุ่มนวลอยู่ในที่ นั่นเป็นคุณสมบัติที่หายาก เป็นเรื่องของความหยั่งรู้ สิ่งที่แสดงออกมาก็คือคุณรู้สึกได้ว่าเธอเป็นคนที่พยายามทำในสิ่งที่ถูกที่ควรแต่ไม่ประสบความสำเร็จ"
ไดแอน เลน กล่าวว่า "เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องประสบและค้นคว้า ไม่ช้าก็เร็ว เราทุกคนสัมผัสกับความบกพร่องของการเป็นคนในสายตาที่แตกต่างกันไป และคำถามก็คือ มันจะเป็นอย่างไรต่อไป เราจะบ้านแตกไหม? คนเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจากเรื่องพวกนี้หรือไม่? ในตอนต้นเรื่อง คอนนี่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องชีวิตแต่งงาน เธอรักสามีและลูกและมีชีวิตแสนสุข แต่โลกของเธอถูกกำหนดให้เป็นตัวตนในรูปแบบที่ควร แต่ในอีกแง่หนึ่งความสัมพันธ์ของเธอกับเอ็ดเวิร์ดถูกละเลย และฉันคิดว่าสิ่งที่มักเกิดขึ้นในระยะยาวก็คือคุณถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบของคนที่คุณรู้จัก ได้พบ และปุบปับคุณก็อาจรู้สึกว่าคุณไม่ใช่คนๆ นั้นตลอดเวลา ชีวิตต้องมีการเปลี่ยนแปลง และคุณอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำจนกระทั่งอะไรบางอย่างมาจุดชนวนเข้า และคุณมองเป็นตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่ทำให้คอนนี่หวั่นไหว"
Unfaithful เป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของริชาร์ด เกียร์ และไดแอน เลน ทั้งคู่เคยมีผลงานร่วมกันตั้งแต่สมัยเลนยังเป็นวัยรุ่น ในภาพยนต์ของฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพลา เรื่อง The Cotton Club "ผมชอบทำงานร่วมกับไดแอน" เกียร์กล่าว "เมื่อก่อนผมคลั่งไคล้เธอนะ ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่เหมือนเดิม เธอเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่งดงามและเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม การที่เรารู้จักกันมาก่อนทำให้งานราบรื่นขึ้น เหมือนคนที่เคยอยู่ด้วยกันมาเป็นปีๆ ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เวลาที่นักแสดงสองคนมาเจอกันแค่ไม่กี่อาทิตย์แล้วต้องเริ่มการถ่ายทำ แล้วก็ต้องพยายามแสดงให้เหมือนว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน แม้ว่าผมกับไดแอนจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพบกันบ่อยนักหลังจากการถ่ายทำเรื่อง Cotton Club แต่ก็ยังง่ายกว่าที่จะรื้อฟื้นขึ้นมา"
"เหมือนเราได้กลับบ้าน" ไดแอนกล่าวถึงการได้กลับมาทำงานร่วมกับเกียร์ "เหมือนได้หลบในที่ปลอดภัยระหว่างพายุ ฉันเจอกับคำถามมากมายเพราะเราถ่ายทำฉากทั้งหมดของคอนนี่และพอลก่อนที่ริชาร์ดจะมาร่วมแสดงกับเรา เป็นเวลา18 ปีมาแล้วตอนที่ฉันอายุ 18 และได้ร่วมงานกับเขา ตอนนี้เขาเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ฉันก็เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ริชาร์ดเป็นคนที่มีอารมณ์ลึกซึ้งและฉันคิดว่าบางทีจากการนับถือศาสนาพุทธยิ่งทำให้เขาถูกขัดเกลาให้เป็นคนอ่อนไหวกับทุกสิ่ง เขาให้เกียรติผู้หญิงและมีน้ำใจมากตลอดระยะเวลาที่ถ่ายทำ และจะคอยดูแลและให้กำลังใจฉันโดยไม่คำนึงถึงตนเอง ฉันไม่อาจบรรยายออกมาได้หมดถึงสิ่งที่หาได้ยากและความรู้สึกดีๆ ที่ฉันได้รับในตอนนั้น"
สิ่งที่ท้าทายเลนมากที่สุดเห็นจะเป็นการเปลือยในฉากอีโรติคทั้งหลาย แต่ไม่ใช่ทางกาย เธออธิบายว่า "ฉันไม่ได้ลำบากใจเรื่องนั้น ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้มาก่อนว่าจะต้องแสดงอะไรบ้าง ฉันค่อนข้างเฉยๆ แต่ว่าในการถ่ายทำนั้นภาพที่ปรากฎออกมาในกล้องดูเหมือนกับว่าร่างกายฉันถูกบันทึกภาพไว้แต่ละเทคแต่ละมุม มากกว่าที่เคยเปลือยมาตลอดชีวิตเสียอีก ต้องทำให้ชินกับมันให้ได้ นักแสดงหลายคนเคยผ่านประสพการณ์แบบนี้มาแล้ว ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามันรู้สึกอย่างไร สำหรับฉันความท้าทายนั้นคือการแสดงออกทางอารมณ์มากกว่า ความเปราะบางที่คอนนี่รู้สึกและความกดดันที่เกิดขึ้นจากการมีความสัมพันธ์กับเขา นั่นคืองานที่ฉันจะต้องทำ อารมณ์ขันของเอเดรียนช่วยได้มาก เขาชำนาญในการทำให้นักแสดงรู้สึกผ่อนคลายเมื่อถึงเวลา เขามีพรสวรรค์จริงๆ และสิ่งที่ช่วยได้ดีก็คือโอลิเวอร์เป็นคนที่เสียสละและใส่ใจกับงานมากในระหว่างการถ่ายทำฉากเหล่านั้น"
ตลอดการถ่ายทำของเรื่อง Unfaithful ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแถบแมนฮัตตันและเวสท์เชสเตอร์ แถบชานเมืองของไวท์เพลน ลินทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เอลเลน มิโรจนิค เพื่อให้ทุกอย่างออกมาสมจริง อย่างเช่นชุดผ้าเนื้อดีแต่สีแดงจัดจ้าจะถูกเลือกใช้เฉพาะกับฉากเดี่ยวๆ มอร์ริสกล่าวว่า "ตลอดทั้งเรื่องนั้นการเลือกใช้สีจะเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นการเน้นถึงอารมณ์ขุ่นมัวที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย"
ลินมักจะชอบใช้สถานที่จริงในการถ่ายทำ และเรื่อง Unfaithful นั้นก็ไม่ได้รับการยกเว้น เช่น บ้านของครอบครัวซัมเนอร์ซึ่งเป็นฟาร์มเฮาส์สมัยศตวรรษที่ 19 บนเนื้อที่ 4 เอเคอร์ในไวท์เพลน และห้องใต้หลังคาของพอลในย่านโซโห เป็นต้น มอร์ริสกล่าวว่า "เราใช้สถานที่จริง และส่วนใหญ่เราดัดแปลงแก้ไขและตกแต่งใหม่ทั้งหมด ในหนังเราเน้นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างบ้านที่สมบูรณ์แบบของเอ็ดเวิร์ด ซัมเนอร์ ซึ่งเตรียมพร้อมตลอดเวลา เป็นโลกของผู้ชายซึ่งวางแผนชีวิตล่วงหน้า ลูกกรงเหล็ก โซ่ อาวุธ และครอบครัว และโลกของพอลผู้รักอิสระ ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งไม่คาดฝันและข้าวของระเกะระกะซึ่งสะสมมาจากทั่วโลก อย่างกองหนังสือซึ่งยังไม่มีหิ้งจะวาง เป็นต้น"
มอร์ริสกล่าวอีกว่า "ความแตกต่างของเครื่องแต่งบ้านคือ เอ็ดเวิร์ดจะใช้แต่เฟอร์นิเจอร์ชั้นดีของแมนฮัตตันหรือที่มาจากแถบใกล้เคียง ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นบ้านที่ช่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีอะไรให้แปลกใจอีก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแต่สิ่งที่ปลอดภัยของเอ็ดเวิร์ด ในขณะเดียวกันทำให้เราเข้าใจความรู้สึกกระสับกระส่ายของคอนนี่ โดยเฉพาะเมื่อเธอได้พบกับโลกของพอลอันแสนจะปลดปล่อยถึงแม้จะยุ่งเหยิง อันเปิดโอกาสให้คอนนี่ได้สัมผัสและถูกดึงดูดโดยความลึกลับและน่าแสวงหาในตัวของมัน ไม่ใช่เฉพาะตัวของพอลเพียงอย่างเดียว"
เอลเลน มิโรจนิค เน้นการทำงานที่แสดงให้เห็นเครื่องแต่งกายที่เป็นธรรมชาติแต่ในขณะเดียวกันก็สื่อให้ถึงผู้ชมอย่างถูกต้อง "เราอยากให้ตัวแสดงดูสมจริง เราถ่ายทอดเรื่องราาวของครอบครัวจริงๆ คนจริงๆ และผู้กำกับของเราเป็นคนที่มีความละเอียดในการนำเสนอความเป็นมนุษย์ปุถุชนจริงๆ สิ่งที่เอเดรียนทำได้ดีกว่าผู้กำกับอื่นๆ ในปัจจุบัน ก็คือการจับเอาความเป็นคนจริงออกมาจากตัวแสดงทุกคน ดังนั้นเสื้อผ้าจะต้องไม่ใช่การจัดฉาก ต้องให้เหมือนว่าเราไปเคาะประตูเพื่อนบ้านและเมื่อเขาเปิดออกมาก็ดูสมจริง เอเดรียนจะกระตุ้นให้เราทำงานอย่างเน้นธรรมชาติ และดูเป็นคนสามัญทั่วไป ถ้ามันดูไม่จริงจังพอก็จะถอดออกและใส่อย่างอื่นเข้าไปแทน คนดูต้องไม่จับสังเกตุเครื่องแต่งกายในเรื่องนี้ นอกจากตอนที่เนื้อเรื่องเน้นถึง มันจึงจะมีอิทธิพลต่อคนดู"
"โอลิเวอร์เป็นชาวฝรั่งเศส ดังนั้นมันจึงสะท้อนบุคลิกเขา โอลิเวอร์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาได้ดี และเขาแนะนำว่าอะไรคือสิ่งที่เขาใส่เวลาอยู่ที่ปารีส ฉันชอบมากที่จะได้รับความร่วมมืออย่างนี้จากนักแสดง และฉันก็นำมาปรับปรุงอย่างที่เห็นควร"
Unfaithful เป็นภาพยนต์ที่ดำเนินเรื่องในนิวยอร์ค โลเคชั่นที่ใช้นั้นรวมถึงสถานที่ที่ทุกคนรู้จักในนิวยอร์ค เช่น The Strand Bookstore, the Village East Cinema, Grand Central Station, และบาร์กับร้านอาหาร Chelsea ที่ Soho, Wall Street, และ Tribeca เช่นเดียวกับหนังนิวยอร์คเรื่องก่อนของลิน Fatal Attraction และ Jacob's Ladder แสดงถึงความสับสน เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และเมืองแห่งกามารมณ์ ที่ซึ่งความเริงรมย์และอันตรายผสานกันและเชิญชวนแก่ผู้ไม่รู้เท่าทัน
ก่อนเสร็จสิ้นการถ่ายทำฉากหลัก ลินกล่าวถึงประสพการณ์ที่ได้รับจากการทำงานสร้าง Unfaithful ว่า "สิ่งที่เยี่ยมที่สุดในตอนท้ายก็คือเหล่านักแสดง ผู้ซึ่งสร้างความเร้าใจให้บทบาทของเรื่อง ราวกับว่าพวกเขาได้สละร่างกายบางส่วนให้กับเราคนละเล็กละน้อย เป็นความรู้สึกที่ดีมาก และหลายตอนในเรื่องซึ่งหลังจากผ่านเทคเหล่านั้นไป ผมมักจะพูดกับตัวเองว่า "ให้ตาย พวกเขานี่สุดยอด!"
นักแสดง
ริชาร์ด เกียร์ (เอ็ดเวิร์ด) หนึ่งในบรรดานักแสดงชื่อก้องของอเมริกา เป็นที่รู้จักดีจากเรื่อง "The Mothman Prophecies," "An Officer and a Gentleman," "Days of Heaven," "American Gigolo," "Yanks," "Pretty Woman" และเรื่องราวในต่อสู้คดีในศาลที่ประสบความสำเร็จอย่าง "Primal Fear" ที่ผ่านมาไม่นานยังมีผลงานโรแมนติคคอมเมดี้สองเรื่องใน : "Dr. T and the Women" ของโรเบิร์ต อัลท์แมน ร่วมแสดงกับเฮเลน ฮันท์, ลิฟ ไทเลอร์, ฟาร่าห์ ฟอว์เซท และเคท ฮัดสัน และจากเรื่อง "Runaway Bride" ของแกรี่ มาร์แชล ซึ่งเขาได้แสดงร่วมกับจูเลีย โรเบิร์ตสในเรื่องราวยอดฮิตที่เขารับบทนักข่าวผู้คอยติดตามเรื่องราวของหญิงสาวผู้กลัวการถูกผูกมัดจากการแต่งงานอย่างขึ้นสมอง
เกียร์เริ่มชีวิตการแสดงที่ University of Massachusetts ซึ่งเขาศึกษาวิชาเอกปรัชญา หลังจากนั้นเขาทำงานเต็มเวลาที่ Provincetown Playhouse และ Seattle Repertory Theatre ซึ่งได้ร่วมแสดงในละครเวทีนิวยอร์คมากมาย และเป็นตัวเอกในเรื่อง "Richard Farina: Long Time Coming and Long Time Gone," นอกเหนือจากอีก 2 เรื่องของแซม เชฟเฟิด ใน "Back Bog Beast Bait" และ "A Killer's Head"
งานแสดงของเขาเริ่มต้นมาจากร็อคโอเปร่าที่บรอดเวย์ เรื่อง "Soon" และจากนิวยอร์ค ใน "Habeus Corpus" เขาได้รับรางวัลดีเด่นจากการแสดงเป็นแดนนี่ ซูโก้ ในละครเพลงยอดฮิตของบรอดเวย์และลอนดอนเรื่อง "Grease"
เกียร์มีผลงานการแสดงมีชื่อทางด้านเพลงมากมาย รวมทั้งจากการแสดงที่ Lincoln Center เรื่อง "A Midsummer Night's Dream" และที่ London's Young Vic Theatre เรื่อง "The Taming of the Shrew"
งานแสดงภาพยนต์เรื่องแรกของเขาเริ่มในปี 1978 จากเรื่อง "Days of Heaven" ซึ่งได้รับรางวัลออสการ์ ในครั้งนั้นเขายังได้รับรางวัลของอิตาเลียนซึ่งเทียบเท่ากับรางวัลตุ๊กตาทอง ผลงานที่ตามมาอีกหลายเรื่อง ได้แก่ "Looking for Mr. Goodbar" โดยริชาร์ด บรูคส (ถ่ายทำทีหลังแต่ฉายก่อน "Days of Heaven") เรื่อง "Bloodbrothers" โดยโรเบิร์ต มุลลิแกน, เรื่อง "Yanks" โดยจอห์น ชเลซิงเกอร์ และเรื่อง "American Gigolo" โดยพอล ชแรดเดอร์ เกียร์ยังกลับไปเล่นละครเวทีเรื่อง "Bent" ใหเกับบรอดเวย์และได้รับรางวัล Theatre World Academy Award และได้รับการโจษขานเกี่ยวกับการรับบทนักโทษโฮโมเซ็กชวลในค่ายดัดสันดานที่ยอมตายดีกว่าปฏิเสธหลักฐานของเขา
ภาพยนต์เรื่องต่อมาของเกียร์ในปี 1982 ได้แก่ "An Officer and a Gentleman." ตามมาด้วย "Breathless," "Beyond the Limit," "The Cotton Club," "Power," "No Mercy," และ "Miles From Home" ในปี 1990 เขาแสดงกับแอนดี้ การ์เซียให้กับไมค์ ฟิจจิสในเรื่อง "Internal Affairs" และในปีเดียวกันแสดงกับจูเลีย โรเบิร์ตส ในหนังทำรายได้สูงสุดแห่งปีเรื่อง "Pretty Woman" ของแกรี่ มาร์แชล ปีถัดมาเขาเป็นนักแสดงรับเชิญให้กับหนังของผู้กำกับชาวญี่ปุ่น อกิรา คูโรซาว่า ในเรื่อง "Rhapsody in August"
เกียร์ยังได้บริหารและดำเนินงานสร้างภาพยนต์สามเรื่องที่เขาร่วมแสดงด้วยใน : "Final Analysis," "Mr. Jones," และ "Sommersby" เขาเป็นนักแสดงคนแรกที่ยอมปรากฏอยู่ในเรื่อง "And the Band Played On" ซึ่งเป็นผลงานดัดแปลงของ HBO โดยแรนดี้ ชิลท์ เกี่ยวกับเรื่องราวห้าปีแรกของโรคเอดส์ในอเมริกา ซึ่งเกียร์รับบทนักเต้นระบำมืออาชีพ
ผลงานเขียนของเขาเล่มแรกคือ "Pilgrim" ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 1997 โดย Little, Brown and Company เป็นเรื่องราวและคอลเลคชั่นภาพของการเดินทางไปสู่ศาสนาพุทธของเขาในเวลากว่า 25 ปี ซึ่งบทนำของหนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านดาไลลามะ งานเขียนเล่มนี้เป็นทัศนะส่วนตัวของเกียร์ในเรื่องศาสนาและจิตวิญญานแห่งอดีต ซึ่งเป็นการพูดถึงอย่างเปิดเผยถึงการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน เกียร์ทำให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมอันเกิดจากการถูกรุกรานของทิเบตโดยจีน เขาก่อตั้งมูลนิธิเกียร์ (Gere Foundation) ซึ่งให้ความสนับสนุนกับโครงการเพื่อสุขภาพ การศึกษา และสิทธิมนุษยชน โดยการอุทิศและเผยแพร่เรื่องราวของทิเบตและวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญสลายไป
ไดแอน เลน (คอนนี่) นักแสดงมืออาชีพตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ และมีผลงานภาพยนต์เรื่องแรกในการแสดงคู่กับลอเรนส์ โอลิเวียร์ เมื่อเธออายุ 12 ในภาพยนต์โด่งดังของจอร์จ รอย ฮิลเรื่อง "A Little Romance" ซึ่งทำให้เธอได้ขึ้นปกไทม์ แมกกาซีนและเริ่มแสดงเป็นอาชีพอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมา
เธอเกิดในนิวยอร์คซิตี้ เป็นลูกสาวผู้ฝึกสอนการแสดง เบิร์ต เลน และมารดาเป็นนักร้อง โคลีน ฟาร์ริงตัน ไดแอนขึ้นเวทีเป็นครั้งแรกในละครของอันดรี เซอร์แบน เรื่อง "Medea" ที่ La Mama Experimental Theater ภายในเวลาห้าปีหลังจากนั้นก็ได้ร่วมงานกับเซอร์แบนในละครคลาสสิคหลายเรื่อง เช่น "Electra," "The Trojan Women," "The Good Woman of Szechuan," และ "As You Like It" ทั้งในนิวยอร์คและโรงละครมีชื่อทั่วโลก เธอยังร่วมแสดงให้โจเซฟ พัพพ์ ในเรื่อง "The Cherry Orchard" และ "Agamemnon" ที่ Lincoln Center และเรื่อง "Runaways" ที่ The Public Theater ก่อนเล่นหนังเรื่อง "A Little Romance"
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงยังรวมถึง 4 เรื่องดังของฟรานซิส ฟอร์ด คอพโพล่า "Jack," "The Outsiders," "Rumble Fish" และ "The Cotton Club" และหนังผจญภัยแห่งอนาคต เรื่อง "Judge Dredd" แสดงคู่กับซิลเวสเตอร์ สตอลโลน และหนังไร้สังกัดเลื่องชื่อ "My New Gun," และ เรื่อง "Chaplin" โดยเซอร์ริชาร์ด แอทเทนเบอเรอห์ ซึ่งเธอรับบทพอลเล็ท ก็อดดาร์ด และงานอีกหลายเรื่อง อาทิ เรื่อง "The Only Thrill" ของปีเตอร์ มาสเตอร์สัน กับไดแอน คีตัน, แซม เชฟพาร์ด และโรเบิร์ต แพททริค , เรื่อง "Murder at 1600" กับเวสลี่ย์ สไนป์ส และหนังประวัติศาสตร์ตะวันตกของวอลเตอร์ ฮิล เรื่อง "Wild Bill" กับเจฟ บริดเจ็ส และเธอยังแสดงในภาพยนต์ชื่อดัง ได้แก่ "My Dog Skip" โดยเจย์ รัสเซล, เรื่อง "The Perfect Storm" โดยวูลฟ์กัง ปีเตอร์สัน และผลงานกำกับเรื่องแรกของโทนี่ โกลด์ "A Walk on the Moon" ซึ่งเธอได้รับรางวัลฐานะนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจาก Spirit Award
และล่าสุดยังมีผลงานเรื่อง "The Glass House" ของแดเนียล แซคไฮม์ ซึ่งแสดงร่วมกับสเตลลาน สคาซการ์ด และ ลีลี โซไบสกี้ และเรื่อง "Hardball" ของไบรอัน ร็อบบิ้นส์ แสดงกับคีนู รีฟ
เลนยังมีผลงานแสดงมีชื่อทางโทรทัศน์มากมาย ปีกลายเธอแสดงกับบิล พุลแมนให้ TNT ในเรื่อง "The Virginian" ซึ่งเป็นผลงานกำกับของพุลแมนอันมีเค้าโครงเรื่องจากนวนิยายคลาสสิคโดยโอเวน วิสเตอร์ และในงานผลิตของเทนเนสซี วิลเลียมส ซึ่งทำให้กับ CBS เรื่อง "A Streetcar Named Desire" เธอรับบทสเตลลา คู่กับเจสสิกา แลงก์ และ อเลค บอลด์วิน เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมของ Emmy จากมินิซีรี่ส์เรื่อง "Lonesome Dove" เธอแสดงร่วมกับจีน่า โรว์แลนด์สในภาพยนต์ดราม่าของ Hallmark Hall of Fame เรื่อง "Grace and Glorie" ให้กับ CBS และแสดงร่วมกับโดนัลด์ ซุทเธอร์แลนด์, ซิซิลี ไทสัน และแอนน์ แบนครอฟท์ ในมินิซีรี่ส์ของ CBS "The Oldest Living Conferderate Widow Tells All," จากนวนิยายขายดีของแอลลัน การ์กานัส
โอลิเวอร์ มาร์ติเนซ (พอล มาร์เทล) ถูกขนานนามว่าเป็นความลับที่ดีที่สุดของฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาจาก Conservatoire National Superieur d'Art Dramatique เขาก็กระโดดจากเวทีละครเข้าสู่วงการโทรทัศน์ และภาพยนต์ในภายหลัง
ผลงานภาพยนต์เรื่องแรกคือในปี 1992 ร่วมกับอีฟ มองต์ตอง และในหนังของจอง จาค ไบนิกซ เรื่อง "IP5' และในปี 1994
(ยังมีต่อ)
-อน-