ผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ประจำวันที่ 23 ก.ค.45

กรุงเทพฯ--30 ก.ค.--ศูนย์ ปชส.กระทรวงคมนาคม คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ซึ่งสรุปผลการประชุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมดังนี้ 1. เรื่อง ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (การใช้บริการรถโดยสารประจำทางปรับอากาศขนาดเล็กชนิดพิเศษ (ไมโครบัส)) คณะรัฐมนตรีรับทราบการใช้บริการรถโดยสารประจำทางปรับอากาศขนาดเล็กชนิดพิเศษ (ไมโครบัส) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 5 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) เป็นประธานกรรมการฯ ดังนี้ 1. อนุมัติให้ บริษัท บางกอกไมโครบัส จำกัด ปรับปรุงลักษณะมาตรฐานรถที่มีอยู่เป็นรถโดยสารมาตรฐาน 2 ข (รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 มีจำนวนที่นั่ง 21-30 ที่นั่ง แต่มีผู้โดยสารยืน) 2. ส่วนประเด็นราคานั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 16 (6) ได้กำหนดให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมีอำนาจกำหนดอัตราค่าขนส่งและค่าบริการอย่างอื่นในการขนส่งจึงควรให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางเป็นผู้พิจารณา แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป 2. เรื่อง การอบรมข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดน คณะรัฐมนตรีรับทราบการอบรมข้าราชการที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดน ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ทั้งนี้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยราชการต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านมีงานสำคัญหลายประการแต่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวมีการโยกย้ายเป็นประจำ จึงจำเป็นต้องมีการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างชัดเจน เกี่ยวกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งปลุกจิตสำนึกด้านความมั่นคงให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนดังกล่าว ทั้งนี้ ได้กราบเรียนนายกรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานฯ ร่วมกับสมาคมความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนและประเทศเพื่อนบ้านให้กับข้าราชการระดับสัญญาบัตรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยจัดอบรมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ใช้ระยะเวลา 3 วัน และสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการอบรมได้จากต้นสังกัดตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติในหลักการให้มีการจัดฝึกอบรมข้าราชการดังกล่าว 3. เรื่อง การเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2546 คณะรัฐมนตรีพิจารณาจากการเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 แล้วมีมติเห็นชอบแนวทาง หลักเกณฑ์และขั้นตอนการเสนอขอเพิ่มงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้ 1. แนวทางและหลักเกณฑ์การเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 เห็นควรให้ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอิสระ เสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 เฉพาะงาน/โครงการ - รายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริงและสอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีหลักเกณฑ์ว่าควรเป็นงาน/โครงการ - รายการที่มีการใช้จ่ายในลักษณะดังต่อไปนี้ 1.1 เป็นไปตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 5 ประการ คือ 1) ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ 2) ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม การแก้ไขปัญหาความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิต 4) ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงเพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศ 5) ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการประเทศ 1.2 เป็นรายจ่ายลงทุนที่สำคัญก่อให้เกิดผลในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจ 1.3 เป็นรายจ่ายลงทุนหรือรายจ่ายประจำที่สำคัญตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลโดยควรมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1) สนับสนุนการจัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ 2) ไม่มีผลให้เกิดภาระรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในปีต่อ ๆ ไป 3) ควรดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2546 4) หน่วยงานมีขีดความสามารถพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที 2. ขั้นตอนในการเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ของส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอิสระ 2.1 ให้ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอิสระ จัดทำคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 ที่ได้มีการตรวจสอบและรับรองข้อมูลแล้วว่าการดำเนินการนั้น ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนำเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อขอรับความเห็นชอบ และรวบรวมจัดส่งให้สำนักงบประมาณดำเนินการภายในวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2545 2.2 ให้สำนักงบประมาณนำผลการพิจารณาคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2546 เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม 2545 เพื่อนำเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อไป 4. เรื่อง มาตรการการกำหนดอัตรากำลังและการแต่งตั้งข้าราชการในระหว่างการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการและมาตรการการกำหนดอัตรากำลังข้าราชการและวิธีการแต่งตั้งข้าราชการในระหว่างการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมใหม่ ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอและให้ส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติต่อไป ดังนี้ 1. มาตรการการกำหนดขนาดอัตรากำลัง 1.1 หลักการ 1) ใช้จำนวนรวมของตำแหน่งเท่าที่มีอยู่ตามกรอบอัตรากำลัง ณ ปัจจุบัน โดยไม่มีการกำหนดตำแหน่งเพิ่มใหม่ (จำนวนรวม 394,385 ตำแหน่ง) 2) คงกรอบอัตรากำลังรวมในแต่ระดับไว้ และใช้การเกลี่ยตำแหน่งจากกระทรวงเดิมไปกระทรวงใหม่ ยกเว้นตำแหน่งในกระทรวงและกรมตั้งใหม่ซึ่งมีความจำเป็นอันหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะต้องมีการกำหนดตำแหน่งดังกล่าว เช่น ตำแหน่งปลัดกระทรวง ตำแหน่งอธิบดี เป็นต้น ทั้งนี้ จะต้องไม่ทำให้ค่าใช้จ่ายบุคคลโดยรวมภาครัฐสูงขึ้น 3) การเกลี่ยอัตรากำลังและโยกย้ายถ่ายโอนข้าราชการต้องคำนึงถึงความสมัครใจ ความเป็นธรรมและสิทธิประโยชน์ของข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ หากมีกรณีที่จะต้องปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งที่มีบุคคลดำรงตำแหน่งอยู่เป็นระดับที่ต่ำลง ก็ให้คงระดับตำแหน่งเดิมไปพลางก่อน โดยกำหนดเงื่อนไขของตำแหน่งไว้เป็นการเฉพาะคราว จนกว่าผู้ครองตำแหน่งเดิมจะพ้นไป 1.2 มาตรการ ภายใต้หลักการดังกล่าว แนวดำเนินการ มีดังนี้ 1) การกำหนดจำนวนและระดับตำแหน่ง ให้กระทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคคลที่ส่วนราชการนั้นได้รับอยู่ในปัจจุบัน กรณีกระทรวงใหม่หรือกรมใหม่ให้เกลี่ยตำแหน่งและอัตรากำลังจากกระทรวง กรมเดิมก่อน โดยส่วนราชการเดิมควรปรับปรุงระบบงานใหม่เพื่อให้เกิดการประหยัดอัตรากำลัง จะได้สามารถเกลี่ยอัตรากำลังที่หมดความจำเป็นไปให้ส่วนราชการใหม่ได้มากที่สุด 2) ควบคุมจำนวนรวมของหน่วยงานระดับกองและสำนักไม่ให้ขยายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น โดยในแต่ละกรมจะจัดโครงสร้างภายใน โดยใช้กรอบรวมของจำนวนกองและสำนักของส่วนราชการนั้น ๆ ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน สำหรับภารกิจซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมนั้น ในกรณีกรมใหม่ให้ใช้จำนวนกอง และสำนักที่เกลี่ยมาจากกระทรวง กรมอื่นก่อนถ้าไม่พอจึงกำหนดเพิ่มใหม่เท่าที่จำเป็น 3) ควบคุมไม่ให้มีตำแหน่งที่ได้รับเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นเกินกว่ากรอบอัตรากำลังรวมของตำแหน่งประเภทนั้น ๆ 4) ให้ตัดโอนตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และ/หรือบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งที่ปฏิบัติภารกิจนั้นอยู่เดิมไปยังกระทรวงใหม่ตามภารกิจที่ได้ตัดโอนไปหากมีอัตราและบุคคลเกินให้ตัดโอนไปเข้าศูนย์พัฒนาและถ่ายโอนบุคลากรภาครัฐ สำนักงาน ก.พ. 5) กรณีหลังจากได้เกลี่ยอัตรากำลังข้ามกระทรวงและกรมแล้ว แต่จำนวนตำแหน่งยังไม่พอเพียง สำหรับกระทรวงและกรมใหม่ให้ใช้ตำแหน่งและอัตราเงินเดือนที่ว่างลงจากการเกษียณอายุราชการมากำหนดเป็นอัตรากำลังในกระทรวงและกรมตั้งใหม่ได้ โดยให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเป็นผู้พิจารณาจัดสรร 6) ให้จัดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานปลัดกระทรวง โดยเน้นการบูรณาการงานด้านนโยบายและแผน งานด้านการคลัง และงบประมาณ และงานด้านบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อให้สามารถทำงานและบริหารร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ คุ้มค่าและประหยัด โดยเฉพาะในกระทรวงขนาดเล็ก เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน กระทรวงกีฬาและกิจการเยาวชน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น ทั้งนี้ ให้หมายรวมถึงกรณีการจัดส่วนราชการภายใต้กลุ่มภารกิจเดียวกันด้วย 2. การแต่งตั้งข้าราชการในระหว่างการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมใหม่ 2.1 หลักการ 1) ให้ชะลอการแต่งตั้งโยกย้าย บรรจุ ข้าราชการในส่วนราชการต่าง ๆ โดยให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อมิให้ราชการเสียหาย โดยให้หยุดดำเนินการแต่งตั้งโยกย้าย บรรจุข้าราชการ ระหว่างเดือนกันยายน (ตั้งแต่วันที่ 1-30 กันยายน 2545) เป็นระยะเวลา 1 เดือน เพื่อหยุดความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอัตราตำแหน่งไว้ชั่วขณะ จะได้สามารถจัดตำแหน่ง และโอนเกลี่ยอัตรากำลังและตัวบุคคลลงในส่วนราชการตามโครงสร้างใหม่ได้อย่างครบถ้วน 2) การแต่งตั้งข้าราชการทดแทนบุคคลที่เกษียณอายุ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไปนั้น ให้เตรียมดำเนินการได้เฉพาะในกรณีส่วนราชการที่ไม่มีการโอนย้ายสังกัดหรือภารกิจไปต่างกระทรวงเท่านั้น โดยควรทำให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนสิงหาคม จากนั้นเดือนสิงหาคม 2545 ไปแล้ว ให้รอดำเนินการ หลังจากได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ... แล้ว 3) การแต่งตั้งโอนย้ายข้าราชการในตำแหน่งที่จะมีการโอนย้ายสังกัดไม่ควรดำเนินการยกเว้นใน กรณีจำเป็นอย่างแท้จริง โดยให้กระทำได้ก่อนเดือนกันยายน 2545 และให้หยุดการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545 จนกว่าจะมีการโอนย้ายตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. .... 2.2 แนวทางและวิธีการ ภายใต้หลักการดังกล่าว แนวดำเนินการ มีดังนี้ ก. การแต่งตั้งในกรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภารกิจ กรมย้ายสังกัด และกรมที่ย้ายภารกิจ 1) ให้ดำเนินการแต่งตั้งในตำแหน่งว่างต่าง ๆ โดยเร็ว และออกคำสั่งข้าราชการให้เสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2545 เพื่อให้สามารถจัดตำแหน่งโอนเกลี่ยอัตรากำลังและตัวบุคคลได้ตามโครงสร้างใหม่ (1) กรณีที่มีตำแหน่งว่างหรือมีเหตุผลความจำเป็นต้องแต่งตั้งบุคคลในระหว่างวันที่ 1 - 30 กันยายน 2545 ให้แต่งตั้งบุคคลให้รักษาการในตำแหน่งหรือรักษาราชการแทน เมื่อมีการโอนโยกย้าย ตามโครงสร้างส่วนราชการใหม่แล้ว อาจดำเนินการให้การรักษาการในตำแหน่งนั้น ๆ มีผลย้อนหลังได้ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับเงินเดือนและอายุราชการในตำแหน่งของข้าราชการได้ (2) กรณีการแต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการระดับ 10 และ 11 แทนผู้ที่จะเกษียณให้คัดเลือกแล้วเสนอไปให้คณะกรรมการกลั่นกรองที่มีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งในการประชุมวันที่ 16 กรกฎาคม 2545 เพื่อพิจารณาภาพรวมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการโยกย้ายข้ามสังกัดแต่งตั้งข้ามกระทรวงได้ 2) ให้ดำเนินการเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ประเภทวิชาชีพเฉพาะ และเชี่ยวชาญเฉพาะ ที่ได้ดำเนินการไว้แล้วให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2545 เพื่อให้สามารถจัดบุคคลลงตำแหน่งได้ กรณีตำแหน่งว่างหรือจำเป็นต้องดำเนินการในช่วงเดือนกันยายน ก็ให้ออกคำสั่งเพื่อรักษาการ และเมื่อได้โอนย้ายหรือมีโครงสร้างใหม่แล้วผู้มีอำนาจสามารถออกคำสั่งให้ย้อนหลังถึงวันที่รักษาการได้ เพื่อรักษาสิทธิของข้าราชการอย่างเหมาะสม ข. การแต่งตั้งในกรมและกระทรวงที่ตั้งใหม่ 1) ให้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหม่ก่อนจึงจะดำเนินการแต่งตั้งปลัดกระทรวง และอธิบดีในกระทรวงใหม่ หลังจากประกาศใช้กฎหมายใหม่แล้ว 2) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงใหม่เสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงเพื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ โดยคณะกรรมการกลั่นกรองบุคคลที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นประธานได้พิจารณาข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีด้วย 3) ให้ดำเนินการแต่งตั้งอธิบดี รองปลัดกระทรวงและเทียบเท่า โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกที่ปลัดกระทรวงแต่งตั้งเพื่อเป็นกลไกกลั่นกรองการแต่งตั้งให้ได้บุคคลเหมาะสมกับภารกิจใหม่และเป็นธรรม โดยใช้แนวทางตามที่ส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินการอยู่แล้ว โดยอนุโลม 4) ให้ปลัดกระทรวง และอธิบดี แต่งตั้งข้าราชการระดับ 9 ลงมา ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน หลังจากกฎหมายการถ่ายโอนกิจการ อัตรากำลัง และตำแหน่งต่าง ๆ แล้วเสร็จ ทั้งนี้ โดยมีแนวทางการแต่งตั้งในกรมที่ปรับโครงสร้างลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ การแต่งตั้งข้าราชการในระหว่างการปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม ของส่วนราชการต่าง ๆ ให้ดำเนินการ ดังนี้ แนวทางที่ 1 สำหรับกรมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ คงอยู่ในกระทรวงเดิม สามารถดำเนินการบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย โอนได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการและออกคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2545 ทั้งนี้ กรณีการแต่งตั้งล่วงหน้ากรณีทดแทนอัตราเกษียณอายุราชการให้ดำเนินการเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แนวทางที่ 2 สำหรับกรมที่ย้ายสังกัดไปอยู่ในกระทรวงอื่น ๆ ก็สามารถดำเนินการบรรจุแต่งตั้งย้าย โอนในตำแหน่งที่ว่างอยู่โดยให้มีผลในทันทีได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการและออกคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2545 หลังจากนั้นให้ดำเนินการเมื่อประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. .... แล้ว แนวทางที่ 3 สำหรับกรมที่มีการย้ายภารกิจบางส่วนไปกรม กระทรวงอื่น ให้ดำเนินการบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย โอนได้ เฉพาะส่วนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ให้ดำเนินการและออกคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2545 ส่วนการเลื่อนเงินเดือนเฉพาะในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 นี้ ให้ส่วนราชการประเมินผลการปฏิบัติงานและออกคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนให้มีผลวันที่ 30 กันยายน 2545 โดยถือว่าเป็นการเลื่อนขั้นเงินเดือนในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 เพื่อให้สามารถจัดบุคคลลงตำแหน่งได้ในวันที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. .... ประกาศใช้ต่อไป 5. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการระดมทุนจากภาคเอกชนในการแปรสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) ประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจเสนอ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการระดมทุนจากภาคเอกชนในการแปรสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานคณะกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เป็นกรรมการรองผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (กำกับดูแลด้านการเงิน) เป็นกรรมการและเลขานุการมีอำนาจหน้าที่หลักคือ ประสานงานกับคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในการกำหนดโครงสร้างการบริหาร/โครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท รวมทั้งบริษัทลูกที่จะจัดตั้งขึ้นและอำนาจหน้าที่อื่นอีก 4 ประการ 6. เรื่อง รายงานผลการบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหาย โครงการจัดหาเรือขุดหัวสว่านขนาด 28 นิ้ว จำนวน 3 ลำ คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการบอกเลิกสัญญาและเรียกร้องค่าเสียหาย โครงการจัดหาเรือขุดหัวสว่านขนาด 28 นิ้ว จำนวน 3 ลำ จากคู่สัญญาคือ บริษัท Ellicott Machine Corporation International (EMCI) ตามลำดับ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้ 1. เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 กรมเจ้าท่าได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ EMCI ส่งมอบเรือขุดตามสัญญาให้กรมเจ้าท่าภายในกำหนด 30 วัน (นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2545) มิฉะนั้นกรมเจ้าท่าจะบอกเลิกสัญญาริบหลักประกันตามสัญญา และเรียกร้องค่าปรับและให้ชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญา 2. วันที่ 3 พฤษภาคม 2545 กรมเจ้าท่ามีหนังสือบอกกล่าวไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) แจ้งให้ทราบว่า กรมเจ้าท่าได้มีหนังสือบอกกล่าวตามข้อ 1 แก่ EMCI แล้ว หาก EMCI ไม่ดำเนินการกรมเจ้าท่าจะเรียกร้องให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันที่ธนาคารออกให้แก่ EMCI ให้กรมเจ้าท่า 3. เมื่อครบกำหนดเวลาตามข้อ 1 EMCI เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว กรมเจ้าท่าจึงมีหนังสือลงวันที่ 3 มิถุนายน 2545 และให้ EMCI คืนค่างานที่กรมเจ้าท่าจ่ายไปแล้วเป็นเงิน 42,720,812.15 เหรียญสหรัฐ และชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน 4,940,000 เหรียญสหรัฐ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 47,660,812.15 เหรียญสหรัฐ มาชำระให้กรมเจ้าท่าภายใน 30 วัน (นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2545) หากพ้นกำหนดแล้วไม่ชำระ กรมเจ้าท่าจะดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ กรมเจ้าท่าจะเรียกร้องเงินจากหลักประกันที่มีอยู่ภายในสัญญาทั้งหมดด้วย 4. กรมเจ้าท่าได้มีหนังสือลงวันที่ 3 มิถุนายน 2545 แจ้งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ออกหนังสือค้ำประกัน EMCI จำนวน 2 ฉบับ ไว้ต่อกรมเจ้าท่า ให้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน คือ 4.1 หนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา เป็นเงิน 4,940,000 เหรียญสหรัฐ 4.2 หนังสือค้ำประกันการจ่ายเงินล่วงหน้า เป็นเงิน 7,410,000 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งสิ้น 12,350,000 เหรียญสหรัฐ แก่กรมเจ้าท่า ภายใน 30 วัน (นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2545) หากไม่ชำระภายในกำหนดกรมเจ้าท่าจะดำเนินการตามกฎหมาย จากผลการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น ในส่วนของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้นำเงินตามหนังสือค้ำประกัน จำนวน 2 ฉบับ ที่ออกให้แก่ EMCI มาชำระแก่กรมเจ้าท่า เป็นเงินบาท เทียบเท่าจำนวนทั้งสิ้น 512,154,500 บาท (ห้าร้อยสิบสองล้านหนึ่งแสนห้าหมื่นสี่พันห้าร้อยบาทถ้วน) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2545 โดยกรมเจ้าท่าได้นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดินเรียบร้อยแล้ว สำหรับในส่วนของ EMCI ซึ่งได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาจากกรมเจ้าท่าแล้ว การบอกเลิกสัญญามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายนับแต่เวลาที่การแสดงเจตนาของกรมเจ้าท่าไปถึง EMCI ผู้รับแสดงเจตนา ดังนั้น เมื่อ EMCI ไม่นำเงินตามข้อ 3 มาชำระแก่กรมเจ้าท่าภายในเวลาที่กำหนด กรมเจ้าท่าจึงได้เสนอเรื่องให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก EMCI ตามกฎหมายของราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสัญญา เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2545 แล้ว สำหรับกรณีเรือขุดหัวสว่าน ขนาด 28 นิ้ว จำนวน 3 ลำ ที่มีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2545 ว่า EMCI นำออกขายพร้อมอุปกรณ์ครบชุด โดยวิธียื่นซองประกวดราคาลักษณะของเรือที่ต่อไม่น้อยกว่า 60 - 70% มีมูลค่าต้นทุนลำละไม่น้อยกว่า 13 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตรงกันข้ามกับที่กรมเจ้าท่าและกระทรวงคมนาคมได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่า จากการตรวจสอบสภาพเรือขุดมีเพียง 30% เพื่อมิให้เกิดความสับสนในข้อเท็จจริงที่เป็นจริง กรมเจ้าท่าจึงได้สรุปเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดของโครงการจัดหาเรือขุดหัวสว่าน ขนาด 28 นิ้ว จำนวน 3 ลำ ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบันนำเสนอลงใน Web Site Internet ของกรมเจ้าท่า ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจทราบข้อมูลที่ถูกต้อง รวมทั้งการดำเนินการของกรมเจ้าท่าที่ได้กระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรวมด้วยแล้ว 7. เรื่อง การแปลงสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ทศท คอร์ปเรชั่น จำกัด (มหาชน) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ ที่มี รองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธาน เสนอแนวทางการแปลงสภาพองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย หรือ ทศท. เป็น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TOT Corporation Public Company Limited โดยคาดว่า ทศท. จะสามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยให้เปลี่ยนทุนของ ทศท. เป็นหุ้น และจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และให้โอนกิจการ สิทธิ หนี้สิน ทรัพย์ ความรับผิดชอบทั้งหมดของทศท. ไปยัง บมจ. ทศทฯ เพื่อให้สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าว จะมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นจำนวน 600 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 10 บาทต่อหุ้น และเมื่อได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการลงบันทึกบัญชีและการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของ บมจ. ทศทฯ แล้ว จะพิจารณานำกำไรสะสมบางส่วนหรือทั้งหมด จัดสรรเป็นทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้วเพิ่มเติม โดยแปลงทุนในส่วนนี้จ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่กระทรวงการคลังในรูปของหุ้นสามัญ ต่อจากนั้นจึงจะนำหุ้นเพิ่มทุนเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปและนักลงทุนทั่วไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดจำหน่ายหุ้นได้ภายในปีนี้ ในส่วนของโครงสร้างการบริการ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกำกับดูแลในด้านนโยบายของ บมจ. ทศทฯ ที่จัดตั้งขึ้น จนกว่าพระราชบัญญัติบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะมีผลบังคับใช้ และในระยะแรกให้คณะกรรมการของ บมจ. ทศทฯ ประกอบด้วยบุคคลดังรายชื่อต่อไปนี้ ศาสตราจารย์ศุภชัย พิศิษฐวานิช เป็นประธานกรรมการ พลเอก สมชัย สมประสงค์ เป็นรองประธานกรรมการ และกรรมการประกอบด้วย นายกิตติ อยู่โพธิ์ นายธีรพงศ์ สุทธินนท์ นายสุรัตน์ พลาลิขิต นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ นายสุธรรม มลิลา ในส่วนสิทธิประโยชน์ของพนักงาน ทศท. นั้น พนักงานทั้งหมด 22,095 คน จะโอนข้างไปเป็นพนักงานของ บมจ. ทศทฯ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่น้อยกว่าที่ได้รับอยู่เดิมรวมทั้งให้นับอายุงานต่อเนื่องด้วย ตลอดจนพนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ ณ วันที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจะได้รับจัดสรรหุ้นจำนวนหนึ่งในราคาพิเศษ ปัจจุบัน ทศท. มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้นประมาณ 270,000 ล้านบาท และมีหนี้สินประมาณ 83,000 ล้านบาท โดยเงินที่คาดว่าจะได้จากการกระจายหุ้นประมาณ 2 - 3 หมื่นล้านบาท จะนำไปใช้เพื่อการลงทุนด้านโครงข่ายโทรศัพท์ทั่วประเทศ รวมถึงการขยายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบความถี่ 1900 ที่จะเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ดี คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ ทศท. และการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. แยกกันจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด และกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยให้บริษัททั้งสองประกอบกิจการตามที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการอยู่เดิมทุกประการเพื่อมิให้มีการลงทุนที่ซ้ำซ้อนและไม่ต้องจัดตั้งบริษัทรวมทุน(โฮลดิ้ง คอมปานี) ตามที่กำหนดไว้เดิมในแผนแม่บทการพัฒนากิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2540 เพราะรัฐวิสาหกิจที่มีการแปลงสภาพจะต้องโอนไปอยู่ใต้บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติที่รัฐบาลมีแผนจะจัดตั้งอยู่แล้ว และภายในปีนี้จะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้ง บ. กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บ. ไปรษณีย์ไทย จำกัด หลังจากที่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจฯ แล้ว นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาอนุมัติในหลักการให้รัฐบาลจัดสรรเงินอุดหนุน บ. ไปรษณีย์ไทยจำกัด ในช่วงระยะแรกจนกว่าสามารถดำเนินการให้มีกำไรได้ ขณะนี้ ทศท. อยู่ในขั้นตอนปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อให้มีความคล่องตัวและเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน พร้อมทั้งกำหนดแผนธุรกิจเชิงรุกซึ่งจะมีการประกาศการดำเนินการให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ ก่อนการขายหุ้นให้ประชาชนในปลายปีนี้ 8. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมส่งไปดำเนินการล่วงหน้า ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว เพื่อกำหนดวันใช้บังคับกฎหมาย และวันยกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในร่างพระราชกฤษฎีกามาตรา 2 และมาตรา 3 และเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปได้ ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. แก้ไขชื่อร่างพระราชกฤษฎีกาเป็น "ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. ...." ทั้งนี้ เพื่อให้ความหมายครอบคลุมพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยฯ ทุกฉบับ 2. แก้ไขชื่อบริษัทในบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชกฤษฎีกาฯ เป็น "บริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)" ตามที่ผู้แทนกระทรวงการคลังเสนอ เพื่อให้ตรงกับมติของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัท 3. วันใช้บังคับกฎหมาย และวันยกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมิได้กำหนดไว้ในร่างพระราชกฤษฎีกาฯ เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งได้ในวันใดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรีที่จะอนุมัติให้จัดตั้งบริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อใด 4. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามร่างพระราชกฤษฎีกานี้ เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยอยู่แต่เดิม โดยเทียบเคียงจากกรณีร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ที่กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมแห่งประเทสไทย เป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลาฯ เช่นเดียวกัน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กระทรวงคมนาคม ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ 10100 โทร. 0-2282-9476,0-2282-9959 โทรสาร 0-2281-6300 --จบ-- -พส/นห-

ข่าว องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ล่าสุด