ก.อุตสาหกรรม ดันไทยบุกตลาดอาหารฮาลาลโลก สศอ.จับมือสถาบันอาหาร ระดมสมองหนุนยุทธศาสตร์ฮาลาล 5 ปี

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

กรุงเทพฯ--2 ก.ย.--ก.อุตสาหกรรม

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จับมือ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารไทยช่วงชิงตลาดอาหารฮาลาลโลก ที่มีศักยภาพเติบโตสูง มีมูลค่าราว 6.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี นอกเหนือจากตลาดอาหารฮาลาลเฉพาะในกลุ่มประเทศมุสลิม(OIC) ที่มีมูลค่า 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งไทยนั่งตำแหน่งผู้ส่งออกเป็นอันดับ 5 หรือร้อยละ 5.2 จัดสัมมนาใหญ่ระดมสมอง วิเคราะห์อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของมาเลเซีย เปรียบเทียบศักยภาพทางการค้ากับไทย พร้อมแสวงหาความร่วมมือ แนะกลยุทธ์กระตุ้นผู้ส่งออกไทยบุกตลาดอย่างมั่นใจ สอดรับกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล 5 ปี (พ.ศ.2553-2557) หวังยกระดับภาคอุตสาหกรรมอาหารไทยให้แข่งขันได้ในตลาดอาหารฮาลาลโลก นายศุรพงศ์ พงศ์เดชขจร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “ตลาดอาหารฮาลาลในช่วงที่ผ่านมาถือว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม(Niche market) โดยอาหารที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาหารฮาลาลทั่วโลกได้นั้น มีมูลค่าทางการตลาดในตลาดโลกประมาณ 6.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี คิดเป็นร้อยละ 76 ของตลาดการค้าอาหารโลกที่มีมูลค่ากว่า 8.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากประชากรในประเทศมุสลิมมีกำลังซื้อเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันตลาดอาหารฮาลาลไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะประเทศในตลาดตะวันออกกลาง หรือตลาดผู้บริโภคที่นับถือศาสนาอิสลามที่มีจำนวนกว่า 1,600 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรโลกเพียงเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมแม้ในกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ใช่มุสลิม ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารรายใหญ่ของโลกมีความจำเป็นต้องยกระดับสถานภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของประเทศ ควบคู่ไปกับการแสวงหาความร่วมมือในการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลกับประเทศที่มีศักยภาพ โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่ของโลก ดังนั้นการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของประเทศมาเลเซีย จึงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการของการกำหนดแนวทางเพื่อวางกลยุทธ์การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก” นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “การจัดสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ผลการวิจัย เรื่อง “วิเคราะห์ศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลมาเลเซียและแนวทางการกำหนดกลยุทธ์ของไทย” เนื่องจากประเทศมาเลเซียเป็นทั้งผู้ผลิต ส่งออก และนำเข้าในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่มีอัตราขยายตัวของมูลค่าตลาดในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวิจัยดังกล่าวจะทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถทางการค้า โครงสร้างด้านกฎหมาย กระบวนการสร้างความเชื่อมั่น กลยุทธ์การส่งเสริมอุตสาหกรรม SWOT Analysis และ Porter’s 5 Forces Model และนำไปสู่การกำหนดร่างแผนกลยุทธ์การแข่งขันของประเทศไทย และที่สำคัญเป็นการระดมความคิดเห็นมุมมองการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทยจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปวางกลยุทธ์การส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหาร ฮาลาลไทยในการขยายตลาดมาเลเซียและตลาดโลกอีกด้วย” นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดอาหารฮาลาลภายในประเทศมาเลเซียนั้นมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ตลาดอาหารฮาลาลส่งออกก็เริ่มขยายตัวในระดับสูง สินค้าอาหารทั้งหมดในตลาดมาเลเซียประมาณร้อยละ 70-80 เป็นอาหารที่ได้รับการรับรองฮาลาล โดยในปี 2552 มาเลเซียมีส่วนแบ่งตลาดอาหารฮาลาลโลก(ตลาดในกลุ่มประเทศ OIC) ร้อยละ 4.6 ต่ำกว่าไทยที่มีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 5.2 ส่วนแบ่งตลาดของทั้งสองประเทศมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย โดยส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.2 ต่อปีในช่วงปี 2548-2552 จากร้อยละ 5.7 ต่อปีในช่วง 5 ปีก่อนหน้านั้น ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดของมาเลเซียจากร้อยละ 4.7 ต่อปีในช่วงปี 2548-2552 จากร้อยละ 5.0 ต่อปีในช่วง 5 ปีก่อนหน้านั้น มาเลเซียมีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของประเทศอย่างจริงจังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลอย่างชัดเจนภายใต้แผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3 (Third Industrial Master Plan: IMP3, 2006-2020) โดยมีเป้าหมายหลักคือพัฒนาประเทศมาเลเซียไปสู่การเป็นศูนย์กลางฮาลาลของโลก (Global Halal Hub) ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวไม่ได้เน้นการพัฒนาเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล (Halal Food Products) เท่านั้น แต่ได้ขยายกรอบการพัฒนาให้กว้างขึ้นครอบคลุมสินค้าและบริการฮาลาลประเภทอื่น (Non-Halal Food Products) เช่น เครื่องสำอาง ยาและเวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ รวมทั้งเชื่อมโยงไปสู่บริการที่เกี่ยวข้อง ด้านนายเพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวถึงนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของประเทศไทยว่า เริ่มดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ปี 2544-2545 ต่อมาในปี 2552 มีการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล ทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลทั้งระยะสั้นและระยะยาว และบูรณาการการทำงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2553 คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล โดยความร่วมมือระหว่าง 6 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ ที่มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ร่างกรอบ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ.2553-2557) ซึ่งมียุทธศาสตร์หลัก 5 ข้อ ได้แก่ 1) การเสริมสร้างศักยภาพการผลิตสินค้าและบริการฮาลาล 2) การเสริมสร้างศักยภาพการตรวจรับรองฮาลาล 3) การพัฒนาศักยภาพการตลาดฮาลาลสู่สากล 4) การพัฒนาศักยภาพการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์ฮาลาลเพื่อสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศ และ 5) การบริหารจัดการเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจและการค้าฮาลาล ทั้งนี้โดยมีสถาบันอาหารและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนหลักในการดำเนินงานผลักดันอาหารฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก สำหรับผลการวิเคราะห์ศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลมาเลเซียและแนวทางการกำหนดกลยุทธ์ของไทยในครั้งนี้กล่าวเฉพาะในกลุ่มประเทศมุสลิม 57 ประเทศหรือ OIC (Organization of the Islamic Conference) ซึ่งมีจำนวนประชากรราว 1,500 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 95 ของประชากรมุสลิมทั่วโลกนั้น ในปี 2552 การค้าอาหารฮาลาลมีมูลค่าประมาณ 88,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวลงร้อยละ 13.5 จากปี 2551 เนื่องจากในปีดังกล่าวเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก อย่างไรก็ตามอัตราขยายตัวของมูลค่าการค้าอาหารฮาลาลโลกโดยเฉลี่ยยังคงสูงกว่าการค้าอาหารโดยรวมของโลก ซึ่งตลอดระยะ 5 ที่ผ่านมาอัตราขยายตัวของการค้าอาหารฮาลาลโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 ต่อปี สูงกว่าอัตราขยายตัวของการค้าอาหารโลกที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 10.4 ต่อปีเท่านั้น สำหรับประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดอาหารฮาลาลสูงที่สุด 10 อันดับแรก มีเพียงมาเลเซียและอินโดนีเซียเท่านั้นที่เป็นประเทศมุสลิม โดยทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกอันดับ 8 และ 9 ตามลำดับ ส่วนอีก 8 อันดับเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามเป็นหลัก โดยมีบราซิลเป็นประเทศที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.7 ของตลาดประเทศมุสลิม รองลงมาได้แก่ สหรัฐฯ อินเดีย รัสเซีย และไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 2, 3, 4 และ 5 โดยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 6.8, 6.0, 5.3 และ 5.2 ตามลำดับ “ผลจากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าข้อเสนอเชิงกลยุทธ์สำหรับประเทศไทยที่ได้จากการวิจัยมีความสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับ “ยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล พ.ศ. 2553-2557” โดยสามารถสรุปได้ 5 ด้านดังนี้ 1. การบริหารจัดการ (Management) ควรเร่งผลักดันยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาลของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ 2. การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge) โดยทำการวิจัยและพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และอื่นๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม การตลาด และแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น 3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โดยเฉพาะด้านแหล่งเงินทุน ด้านแหล่งวัตถุดิบฮาลาล ระบบการผลิต ระบบขนส่งและ โลจิสติกส์ และกฎระเบียบต่างๆ 4. การพัฒนาบุคลากร (Human Development) โดยการพัฒนาทักษะแรงงานเดิม ขณะเดียวกันก็พัฒนาทักษะแรงงานใหม่ โดยขอความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการเพิ่มหลักสูตรวิชาชีพด้านฮาลาลเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน “อาหารฮาลาลไทย” ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด 5. การพัฒนาการตลาด (Market Development) โดยการสร้างภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าท้องถิ่นที่เป็นชาวมุสลิม ตลอดจนการพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาล ทั้งทางด้านการเป็นศูนย์กลางส่งเสริมการค้า การลงทุน การออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล และการเป็นศูนย์กลางในการเจรจาหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาหารฮาลาล นอกจากนี้ยังควรเร่งกระตุ้นจิตสำนึกของคนในประเทศให้รู้ว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลโลก อาทิ การสร้างปัจจัยเชื่อมโยงตราสินค้า การสร้างภาพลักษณ์ที่เชื่อม “ฮาลาล” กับไทย รวมถึงการกระตุ้นผ่านองค์กรต่างๆ ที่เป็นศูนย์รวมของประชาคมมุสลิม การเพิ่มชนิดและประเภทสินค้าให้เข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารฮาลาลเพื่อสุขภาพ อาหารฮาลาลอินทรีย์ รวมทั้งการจัดหาผู้นำเข้า(Importer)หรือผู้จัดจำหน่าย เพื่อกระจายสินค้าไปยังผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก รวมทั้งโรงงานสำหรับใช้ในการผลิตสินค้า และจัดหาคนท้องถิ่นเพื่อช่วยในการทำตลาด เนื่องจากเข้าใจในวัฒนธรรมของแต่ละตลาดมากกว่า จากข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล เชื่อว่าจะสามารถพัฒนาประเทศไทยให้ไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการผลิตและบริการฮาลาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาสินค้าและบริการให้เป็นที่ยอมรับแก่ลูกค้ามุสลิมทั่วโลก และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มอาหารมุสลิมได้” นายเพ็ชร กล่าว รายละเอียดเพิ่มเติม : สุขกมล งามสม email : [email protected] สามารถคลิกดูภาพประกอบได้ที่ www.thaipr.net

ข่าวสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม+อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลวันนี้

สศอ. เปิดกิจกรรม "อุตสาหกรรมฮาลาล OIE PAVILION" ยกขบวนสินค้าฮาลาล อวดตลาดโลก ในงาน Grand Halal Bangkok 2026

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "อุตสาหกรรมฮาลาล OIE PAVILION" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Grand Halal Bangkok 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 17 ก.ค. 2569 ณ บริเวณ Hall 98 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงตลาดในประเทศ โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยนางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ให้การต้อนรับในฐานะหน่วยงานผู้รับดำเนินการ ทั้งนี้ได้รับ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมก... บางจากฯ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ลดก๊าซเรือนกระจก เสริมพลัง สศอ. มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ — เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารค...

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดย คุณวรวรรณ ... สศอ. ปรับโฉมใหม่ "iSingleForm" — สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โดย คุณวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจ พร้อมด้วย ดร.อริยาพร อำนรรฆสรเดช...

อย่าพลาด! โอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมฮาลาลไทย... งาน "Halal Inspirium: สร้างแรงบันดาลใจนำอัตลักษณ์ฮาลาลไทยสู่สากล" — อย่าพลาด! โอกาสเติบโตในอุตสาหกรรมฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก 4 กันยายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่ง...