นายอดิศร์ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในแหล่งน้ำเปิด อันดับแรกต้องหลีกเลี่ยงการเลี้ยงในแหล่งน้ำตื้น อัตราการไหลของน้ำมีน้อย หรือเป็นจุดตกตะกอน แหล่งน้ำที่ใช้วางกระชังปลาต้องเป็นน้ำสะอาด มีกระแสน้ำไหลดีตลอดเวลาไม่ต่ำกว่า 15 เมตรต่อนาที ไม่ควรวางกระชังในน้ำนิ่ง และต้องเป็นจุดที่มีการตกตะกอนน้อย จากนั้นต้องบริหารจัดการการเลี้ยงด้วยการลดปริมาณปลาที่จะเลี้ยงลงเหลือประมาณร้อยละ 60-70 จากภาวะปกติ เพื่อให้ปลาอยู่สบายไม่แออัดช่วยลดความเครียดที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำได้จะลดลง อย่างไรก็ตาม หากผู้เลี้ยงต้องการเลี้ยงปลาในปริมาณเท่ากับที่เคยเลี้ยงในภาวะปกติ ขอแนะนำให้พิจารณาเพิ่มจำนวนกระชังแทน
“กรณีที่ปริมาณน้ำลดลงมากอาจมีผลต่อปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำมีน้อยลง เกษตรกรควรเพิ่มออกซิเจนในน้ำด้วยการติดตั้งเครื่องให้อากาศในกระชัง โดยเทคโนโลยีนี้ซีพีเอฟได้พัฒนาต่อยอดมาจากระบบให้อากาศในบ่อเลี้ยงกุ้ง พบว่าสามารถเพิ่มอากาศในน้ำของระบบกระชังปลาได้เป็นอย่างดี”
ปัจจุบันซีพีเอฟ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำ และเขื่อน ใช้เครื่องให้อากาศดังกล่าวอย่างแพร่หลาย เพราะเมื่อออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้นและการไหลของน้ำผ่านกระชังดีขึ้น จะทำให้การเลี้ยงปลามีประสิทธิภาพดีขึ้น ปลาเติบโตได้ดีขึ้น และมีความต้านทานโรคดี
นอกจากนี้ สภาพอากาศร้อนจัดจะเพิ่มความเครียดให้กับปลาและทำให้ปลามีภูมิต้านทานลดลง เกษตรกรจึงควรเพิ่มวิตามินซีให้ปลากินสัปดาห์ละครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน เพื่อช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคแก่ปลา ควบคู่กับการใช้สารโปรไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยควบคุมเชื้อก่อโรคในตัวปลาได้ และควรให้สารเพิ่มภูมิต้านทานคือ เบต้ากลูแคน ที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของปลาช่วยป้องกันโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียต่างๆได้
สำหรับการให้อาหารเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยให้อาหารเท่าที่ปลากินได้ในแต่ละมื้อ อาจแบ่งการให้อาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวัน เพื่อกระตุ้นการกิน ที่สำคัญต้องหมั่นสังเกตการกินอาหารของปลา เพราะปลาอาจกินอาหารลดลงในช่วงอากาศร้อนจัด ที่สำคัญไม่ควรปล่อยให้อาหารลอยน้ำเกิน 15 นาที หากกินไม่หมดต้องรีบตักอาหารออก อย่าให้อาหารเหลือลอยน้ำซึ่งจะกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย และต้องปรับปริมาณอาหารให้พอดีกับการกิน
นายอดิศร์ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่อากาศร้อนจัดเกษตรกรต้องทำการลดอุณหภูมิของน้ำลง เพื่อลดความเสี่ยงในกรณีที่ปลาอาจป่วยจากอากาศร้อนจัดดังได้กล่าวแล้ว สำหรับการเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมในกระชัง ควรใช้สแลนด์ดำคลุมกระชังปลาหรือบ่อเลี้ยง เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดความเครียดจากแสง (light stress) ที่เกิดจากการถูกแสงแดดจ้าส่องกระทบโดยตรง ซึ่งจะทำให้ปลากินอาหารลดลง โตช้า และป่วยในระยะต่อไป ส่วนการเลี้ยงปลาในบ่อต้องมีการควบคุมคุณภาพน้ำ โดยปรับสภาพให้น้ำลึกไม่ต่ำกว่า 1.8 เมตร ทำความขุ่นใส 40-50 เซนติเมตร ทั้งนี้ น้ำที่อุณหภูมิสูงขึ้นออกซิเจนที่ละลายในน้ำจะลดลง และปริมาณแพลงตอนจะเติบโตอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นตัวแย่งใช้ออกซิเจน จึงต้องตรวจวัดออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen : DO) อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเช้ามืด หากปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำได้ต่ำกว่า 5 ppm ต้องควบคุมความขุ่นใสของน้ำที่เกิดจากแพลงตอน ต้องไม่ต่ำกว่า40-50 เซนติเมตร หรือเพิ่มการใช้เครื่องให้อากาศและใช้สารโปรไบโอติกใส่ในบ่ออย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพปลาด้วยการสุ่มตรวจวิการและพาราไซต์ทุกๆสัปดาห์ จากการวัดค่าของแอมโมเนียรวมที่ละลายน้ำไม่ควรเกิน 0.5 ppm ประกอบกับมีระบบป้องกันโรคที่ดี โดยการทำความสะอาดกระชังบ่อยครั้งขึ้น เนื่องจากในฤดูร้อนพาราไซต์และแบคทีเรียจะเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะมีอาหารในธรรมชาติมาก จึงต้องกำจัดวัชพืชน้ำและสาหร่ายไม่ให้เกาะกระชัง ซึ่งจะกีดขวางทางการไหลของน้ำผ่านกระชัง ทำให้ออกซิเจนในกระชังต่ำลง
กยท. ขานรับนโยบายปุ๋ย 70:30 หนุนชาวสวนยางใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินควบคู่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต
17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก 2569 กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนแนวคิด รู้ค่า รักษา ฟื้นฟู - ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ
124 ปี กรมชลประทาน มอบรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ เชิดชูบุคลากรดีเด่น พร้อมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา
กรมชลประทานจัดงานครบรอบ 124 ปี
17 มิถุนายน นี้ กรมพัฒนาที่ดิน เตรียมจัดงาน "วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก ปี 2569" แก้ปัญหาภัยแล้ง ดินเสื่อมโทรม ชูแนวคิด รู้ค่า รักษา ฟื้นฟู - ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ
กรมพัฒนาที่ดิน ชูบริการ "เช็กดินด่วน" หนุนใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ยั่งยืน
"63 ปี จากดินดี สู่อนาคตไทย" กรมพัฒนาที่ดิน โชว์นวัตกรรมดิน-AI-เกษตรคาร์บอนต่ำ เดินหน้าสู่เกษตรแม่นยำเพื่ออนาคตประเทศ
สสก. 2 จ.ราชบุรี จัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field day) ระดับเขต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดกาญจนบุรี