นายเจษฎา สุขทิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2015 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างค่อนข้างมาก โดยจะมีการเปลี่ยนขั้วการอัดฉีดกระตุ้นเม็ดเงินทางเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯ มาเป็นภูมิภาคยุโรปและญี่ปุ่นที่จะเป็นผู้ใช้มาตรการ QE เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีผลต่อตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องส่งผลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่คาดว่าจะทยอยปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางปีนี้จากปัจจุบัน 0.125% ต่อปี เพิ่มเป็น 1.125% ต่อปีในสิ้นปี 2015
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2015 ญี่ปุ่นจะอัดฉีดเงินเพิ่มปีละประมาณ 80 ล้านล้านเยน ส่วนยุโรปจะอัดฉีดเงินประมาณ 1 ล้านล้านยูโรหรือมากกว่าในระหว่างปี 2015-2016 มีผลให้ค่าเงินเยนและค่าเงินยูโรอ่อนตัวลงสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ดังนั้นเม็ดเงินการลงทุนมีโอกาสที่จะไหลกลับไปยังสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สภาพคล่องในตลาดการลงทุนโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปจากการกระตุ้นของยุโรป และญี่ปุ่น
“ยิ่งเข้าใกล้ช่วงกลางปี 2015 ความผันผวนในตลาดการลงทุนทั้งค่าเงินและตลาดหุ้นจะมีมากขึ้น เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงเวลาที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า FED จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์หรือเงินเฟ้อมีการปรับเพิ่มสูงกว่าที่คาด ซึ่งจะยิ่งส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2015 จึงเหมาะกับการจัดพอร์ตแบบสมดุลใน Balanced Fund หรือ Multi-Asset Strategy ที่ไม่ควรเน้นลงทุนที่เสี่ยงมากจนเกินไปจนกว่าจะเห็นความชัดเจนในประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ว่าจะช้าหรือเร็วเพียงใด” นายเจษฎา กล่าว
ขณะที่เศรษฐกิจในแถบเอเชีย ถือเป็นปีแห่งการปฏิรูป เนื่องจากทั้งจีน อินเดีย อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทยมีการปฏิรูปเศรษฐกิจและโครงสร้างของประเทศ โดยประเทศจีนมีแนวทางหันมาพึ่งพากำลังซื้อของคนในประเทศแทนการพึ่งพาการลงทุนภาครัฐ รวมถึงการเปิดเสรีเงินหยวนเพื่อผลักดันให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินหลักของโลก ส่วนประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย การที่รัฐบาลมีเสถียรภาพอย่างมาก พร้อมผลักดันมาตรการต่างๆ ที่เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงการปฏิรูปพลังงาน ที่ดิน แรงงาน เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น หรือประเทศเกาหลีใต้ที่มีความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดภาษีนิติบุคคล การปรับปรุงเรื่องธรรมาภิบาลของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่โดยให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มเงินปันผล หรือปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่งความคืบหน้าการปฏิรูปในเอเชียครั้งนี้เป็นอีกประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตามองเพราะส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นอย่างนัยสำคัญเช่นกัน
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล กล่าวต่อว่า มุมมองการลงทุนในปี 2015 เป็นปีที่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯและหุ้นเอเชีย จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีพอสมควร เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีการคาดการณ์การขยายตัวที่ระดับ 3.8% สูงกว่าปีก่อนที่ระดับ 3.3% ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากจากประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย อย่างจีน อินเดียและอาเซียนที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตสูงถึง 6.6% (ที่มา: IMF)
ทั้งนี้ มองว่าการลงทุนในครึ่งปีแรก การลงทุนประเภท Yield Play เช่น หุ้นที่ปันผลสูง กองทุน REITs และตราสารหนี้ High Yield จะกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มสินทรัพย์ที่ควรลดการลงทุนจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่มีผลตอบแทนในระดับต่ำและอาจได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ส่วนการลงทุนในประเทศไทยในปีนี้เรามองว่า ยังคงถือเป็นปีที่ดี เนื่องจากการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่เดินหน้าลงทุนใช้จ่ายเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และมีผลเชิงบวกต่อตลาดเงินตลาดทุนไทยในปีนี้ โดยคาดว่าการลงทุนในหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนที่ดีประมาณ 10-15% ต่อปีซึ่งกลุ่มที่ได้รับประโยชน์คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ กลุ่มท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และแนะนำให้ลดการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับราคาลงของราคาโภคภัณฑ์ เช่น กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมีและอาหาร
ในด้านตราสารหนี้ไทย คาดว่าในครึ่งปีแรกตราสารหนี้ระยะปานกลางถึงยาวจะยังคงทำผลงานได้ดีจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนโดยปรับพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดผลกระทบจากแนวโน้มการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ส่วนการลงทุนใน REITs หรือ Infrastructure Fund ก็นับเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจจากระดับเงินปันผลที่สูง
จากมุมมองและทิศทางการลงทุนในปี 2015 ทาง บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ขอแนะนำการลงทุน โดยสำหรับพอร์ตการลงทุนในประเทศ เรามองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่อาจได้ความผันผวนจากปัจจัยลบภายนอก เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เป็นต้น ดังนั้น เราแนะนำให้ลงทุนในกองทุนผสมที่มีการลงทุนทั้งในตราสารหนี้และหุ้น เหมาะกับการลงทุนในภาวะผันผวน เช่น “กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล บาลานซ์ อินคัม (CIMB-PRINCIPAL iBALANCED)” จุดเด่นของกองทุนคือ การบริหารการลงทุนแบบ Active Management และการ Rebalancing พอร์ตการลงทุน เพื่อปรับสัดส่วนการลงทุนระหว่างสองสินทรัพย์หลักคือหุ้นและตราสารหนี้อย่างสมดุลในกองทุนเดียวกัน โดยในปีที่ผ่านมา (26 ธันวาคม 2014) กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 10.46% และมีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติจำนวน 4 ครั้ง รวม 0.82 บาทต่อหน่วย หรือประมาณ 8.2% (คิดจากราคาพาร์ 10 บาท) โดยเราตัดจ่ายให้ทุกไตรมาสตลอดปีที่ผ่านมา
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เราแบ่งการลงทุนเป็นสามกลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ลงทุนในตราสารหนี้ แนะนำ กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ยูโร ไฮยิลด์ (CIMB-PRINCIPAL EUHY) จากอานิสงค์ของมาตรการ QE ของภูมิภาคยุโรป ซึ่งส่งผลบวกต่อการลงทุนในตราสารหนี้จากราคาตราสารที่จะปรับเพิ่มขึ้น และเรามองว่า QE นี้จะยังคงดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2015
สำหรับกลุ่มที่ 2 ลงทุนในตลาดหุ้น เราแนะนำลงทุนในภูมิภาคเอเชีย คือ “กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล เอเชีย แปซิฟิค ไดนามิค อินคัม อิควิตี้ (CIMB-PRINCIPAL APDI)” โดยได้รับอานิสงค์จากสภาพคล่องของเงินลงทุนจากมาตรการ QE ของทั้งยุโรปและญี่ปุ่น รวมอานิสงส์จากนโยบายปฏิรูปของหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งจะมีเงินลงทุนบางส่วนที่มาลงทุนในตลาดหุ้นของภูมิภาคนี้ เราจึงมองเป็นโอกาสในการลงทุน ในขณะที่กองทุนนี้ในปี 2014 สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน คือ ผลตอบแทน ณ วันที่ 26 ธันวาคมกองทุนมีผลตอบแทนที่ 10.27% สูงกว่าดัชนี MSCI AC Asia Pacific ex-Japan ที่ -0.10% และนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (11 กันยายน 2012) การลงทุนเพียงประมาณสองปีกว่ากองทุนมีผลตอบแทนที่ 41.41% สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบที่ 15.94%
กลุ่มที่ 3 ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก คือ กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม (CIMB-PRINCIPAL iPROP) เราคาดว่าอสังหาริมทรัพย์และ REITs จะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในปี 2015 สาเหตุหลักจากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีแนวโน้มต่ำโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 ทำให้มีนักลงทุนบางส่วนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยและมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น และหันกลับมาลงทุนใน REITs โดยคาดว่ากอง iPROP จะมีการปรับตัวดีขึ้น กองทุนนี้นับเป็นอีกหนึ่งกองทุนเด่นของเรา ในปีที่ผ่านมากองทุนสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 13.32% สูงกว่าดัชนีเปรียบเทียบที่ 2.28% และกองทุนมีผลการดำเนินงานดีอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมา
คุณเจษฎา กล่าวว่า “ถึงแม้เราเชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2015 นี้ แต่ภายใต้ภาวะการลงทุนที่มีปัจจัยความไม่แน่นอนสูง สิ่งสำคัญที่นักลงทุนจะต้องนำมาประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุนคือ การเน้นการลงทุนที่สามารถปรับเปลี่ยนและตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อสถานการณ์การลงทุนในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่ไปพร้อมกับการพิจารณากรอบการควบคุมความเสี่ยงที่เหมาะสม สามารถที่จะทำให้พอร์ตของนักลงทุนมีผลตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในปีนี้”
KTAM ร่วมกับ Dime ส่งกองทุนน้องใหม่ "KT-JEPQ" ลุยหุ้นดัชนี NASDAQ 100 เปิด IPO 1-9 ก.ย.นี้
บลจ.อีสท์สปริง แนะกระจายพอร์ตแบบ Multi-Asset ผ่านกองทุน ES-MAGIC ชี้โอกาสรับผลตอบแทนควบคู่กระแสเงินสด เสนอขายวันนี้-31 ส.ค. 69 นี้
โครงการ WMA Intern Camp 2026 ของ BBLAM เสริมประสบการณ์เรียนรู้ธุรกิจกองทุนรวมแก่เยาวชนรุ่นใหม่
BBLAM แนะกระจายการลงทุนรับความผันผวน ผ่านกองทุนเด่นหลากหลายสินทรัพย์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569
บลจ.อีสท์สปริง โชว์จ่ายปันผลกองทุนต่างประเทศ-หุ้นไทย รวม 3 กอง มูลค่า 55 ล้านบาท
BRRGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.26 บาท วันที่ 14 ก.ย. นี้
BTSGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.193 บาท วันที่ 10 ก.ย. 2569 นี้
SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้
3BBIF เตรียมจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 38 ในอัตรา 0.1400 บาทต่อหน่วย วันที่ 2 ก.ย. นี้