พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

          จากตัวเลขการสำรวจพื้นที่ป่า ของกรมป่าไม้ เมื่อปี 2557 พบว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 102 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.62 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งลดลงกว่าตัวเลขข้อมูลในปี 2551 ถึง 5 ล้านไร่ ทำให้รัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน โดยการประกาศมาตรการ "ทวงคืนผืนป่า" และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ
          นายชลธิศ กล่าวว่า พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบนโยบาย "พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลอย่างเข้มข้น ซึ่งนโยบาย "พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน"ประกอบด้วย หลักการที่เป็นหนึ่งเดียวในการพลิกฟื้นผืนป่า 5 มาตรการหลักในการดำเนินงาน และ 5 วิธีการปฏิบัติงาน หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่านโยบาย 1 : 5 : 5 ที่ได้รับมอบมานั้น มีความสอดคล้องและสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรมป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและยังสามารถนำมาต่อยอดในการกำหนดนโยบายของกรมป่าไม้ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง 5 มาตรการหลักในการดำเนินงาน มีดังนี้
          1. การสร้างความรู้ ความเข้าใจกับประชาชนและภาคส่วนต่างๆเพื่อให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2559 กรมป่าไม้ได้กำหนดแผนงานอบรมประชาสัมพันธ์ อาทิเช่น การอบรมราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้แก่ชุมชนไปแล้ว 23 รุ่น การอบรมเครือข่ายป่าชุมชนกว่า 500 หมู่บ้าน การฝึกอบรมหน่วยปฏิบัติการพิเศษหน่วยน้ำผึ้ง (เจ้าหน้าที่ผู้หญิง) เพื่อการตรวจค้นและปฏิบัติการ การอบรมหลักสูตรเสนารักษ์ป่าไม้ ที่จะดำเนินการในเดือนมีนาคม-เมษายนนี้ เป็นต้น
          2. การแก้ไขปัญหาแนวเขตพื้นที่ทับซ้อน ในส่วนของกรมป่าไม้ ได้ร่วมกับคณะกรรมการเทคนิคปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการมาตราส่วน 1:4,000 ซึ่งมีรองปลัดกระทรวง ทส. (นายจตุพร บุรุษพัฒน์) เป็นประธาน เพื่อให้อนุกรรมการในระดับต่างๆ นำไปใช้ในการดำเนินการ พร้อมทั้งได้ส่งแนวเขตที่ดินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคุ้มครอง ที่ดินหวงห้ามในราชการกรมป่าไม้ และพื้นที่ที่มีภาระผูกพันอื่น ๆ ของกรมป่าไม้นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้คณะทำงานฯ เพื่อรวบรวมทำฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินของรัฐของทุกส่วนราชการ ให้คณะอนุกรรมการเทคนิคฯพิจารณา ก่อนที่จะนำเข้าสู่คณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่ระดับจังหวัดดำเนิน การแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่กำหนดต่อไป
          3. การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้มีอิทธิพล เพื่อให้สามารถคุ้มครองพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่จำนวน 102 ล้านไร่ให้คงอยู่ พร้อมทั้งติดตามผู้กระทำผิดและดำเนินคดีกับผู้ครอบครองโดยผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2557 หน่วยงานในสังกัดของ ทส. ได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสามารถนำผืนป่าที่ถูกบุกรุกจากนายทุนและผู้มีอิทธิพลกลับคืนมาเป็นสมบัติของชาติได้แล้วกว่า 340,000 ไร่ และมีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่าไปแล้วมากกว่า 13,000 คดี
          4. การผ่อนผันกับชุมชนและประชาชนผู้ยากไร้ เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยและได้รับความเดือดร้อนจากการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าอย่างไม่ถูกกฎหมายมาเป็นเวลาช้านานโดยกำหนดเป็นแผนในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล (คทช.) ซึ่งดำเนินการไปแล้วในจังหวัดเชียงใหม่ อุทัยธานี และล่าสุดที่อุดรธานี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยกรมป่าไม้ได้วางเป้าหมายในการจัดหาพื้นที่ (ปี 2558 – 2559) รวม 340,413 ไร่ ให้แก่ชุมชนรอบพื้นที่ป่า 82 พื้นที่47 จังหวัดและขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดกรองตามระเบียบของคณะกรรมการจัดหาที่ดินและ 5.การเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะพื้นที่สูงชัน ต้องไม่ให้มีการบุกรุกซ้ำอีก เพื่อให้ป่าได้ฟื้นตัว ตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วจำนวน 6,000 ไร่ และล่าสุดได้เริ่มโครงการ แม่แจ่ม Model เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายป่าในพื้นที่สูงชัน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้หลักการแก้ไขปัญหาที่ดินตามนโยบายรัฐบาลแบบประชารัฐ นำพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกมาพลิกฟื้นให้เป็นป่าที่สมบูรณ์ พร้อมทั้งจัดระเบียบชุมชน ส่งเสริมการประกอบอาชีพ แบ่งปันการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ
          อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการปฏิบัติตามมาตรการหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีอีก 5 วิธีการปฏิบัติงานควบคู่กันไป ได้แก่ (1) แบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้อย่างชัดเจน และป้องกันรักษาพื้นที่ไม้ 102 ล้านไร่ มิให้เกิดการถูกบุกรุกซ้ำ (2) ฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ยึดคืนมาให้กลับคืนเป็นป่าที่สมบูรณ์โดยเร็ว (3) ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมป่าไม้จากป่าปลูก (4) ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ที่ถือเป็นสินทรัพย์ และสามารถตัดขายได้ (ธนาคารต้นไม้) และ (5) ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่หน่วยงานราชการและที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ปลูกป่าเพิ่มเติมในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมไปแล้ว 50,000 ไร่ และได้กำหนดแผนงานส่งเสริมการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ให้ได้ 160,000 ไร่ ภายในปี 2560 รวมทั้งได้แจกจ่ายกล้าไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่น สัก พะยูง ชิงชัน จำนวน 30 ล้านกล้า ให้แก่ราษฎร เพื่อการออมและเป็นทรัพย์สินตัดขายได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังสนับสนุนการปลูกป่าในพื้นที่หน่วยราชการ ริมถนนทางหลวง ที่สาธารณประโยชน์ อีกจำนวน 59,000 ไร่ โดยมีเป้าหมายดำเนินการให้ได้ 137,100 ไร่
          "นอกจากภารกิจดูแลป่าในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้จำนวน 70 ล้านไร่แล้ว ยังมีภารกิจเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศให้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องอาศัยกลไกที่หลากหลายและนโยบายที่เข้มแข็ง รวมทั้งวิธีการดำเนินงานแก้ไขข้อกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยได้ผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชน และการแก้ไขพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ให้คนอยู่กับป่าได้และช่วยกันดูแลป่าอย่างยั่งยืน เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนมากถึง 12,500 หมู่บ้านอาศัยอยู่ในป่า นอกจากนั้นยังส่งเสริมอุตสาหกรรมป่าไม้จากพื้นที่ป่าปลูก เพื่อลดการใช้ไม้จากป่าธรรมชาติ และสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐบาล เอกชน ประชาชน มีความรับผิดชอบต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามนโยบายประชารัฐ ซึ่งหากมีการกำหนดกติการ่วมกันอย่างสมดุลและสอดรับกับนโยบาย "พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" การเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศจะเห็นเป็นรูปธรรม ถือเป็นเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศในช่วง 20 ปีนับจากนี้ ผมเชื่อว่าผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดการพัฒนาประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างแท้จริงและยั่งยืน" นายชลธิศ กล่าว
พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
 
พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ข่าวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ+สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์วันนี้

บิ๊กซี ผนึก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อม 11 แบรนด์น้ำดื่ม เดินหน้าแคมเปญ "World Water Day ปีที่ 7" ใช้พลังค้าปลีกหนุนคนไทยเข้าถึงน้ำสะอาด พร้อมปลุกกระแสใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี นำโดย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพันธมิตรผู้ผลิตน้ำดื่มชั้นนำ 11 แบรนด์ เดินหน้าจัดแคมเปญ "World Water Day วันอนุรักษ์น้ำโลก รับผิดชอบต่อโลก เพื่อทุกชีวิต ที่บิ๊กซี ปีที่ 7" ตอกย้ำบทบาทค้าปลีกในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า และเพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มคุณภาพในระดับประเทศ ณ บิ๊กซี