ผู้ชมทั่วโลกต่างรักหนังในตระกูล Ice Age ซึ่งเป็นแฟรนไชส์หนังแอนิเมชันอันดับสองของโลก เรื่องราวใหม่แต่ละตอนยิ่งเพิ่มความน่าลุ้น ความยิ่งใหญ่ การผจญภัย ความขำขัน และความน่าประทับใจ ICE AGE: COLLISION COURSE จึงกลายเป็นภาคที่ยิ่งใหญ่และทะเยอทะยานที่สุดในซีรีส์หนังตระกูลนี้ ด้วยการนำผู้ชมไปยังสภาพแวดล้อมใหม่อย่างในอวกาศและในโลกผลึกคริสตัลที่มีชื่อว่าจีโอโทเปีย หนังภาคนี้จึงนับเป็นบทสำคัญในเรื่องราวของ Ice Age โดยตัวละครหลายตัวก็ได้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ด้วย
ที่มาของเรื่องราวในภาคใหม่นี้ซ่อนอยู่ใน Ice Age ภาคแรก ผู้อำนวยการสร้าง ลอรี ฟอร์เต ทำงานในแฟรนไชส์นี้มาตั้งแต่ต้นและนำเสนอแนวคิดมากมายที่จุดประกายให้เรื่องราวในหนัง เธออธิบายว่า "ในภาคแรก มีฉากหนึ่งที่ฝูงสัตว์เดินผ่านสิ่งที่ดูคล้าย 'พิพิธภัณฑ์' น้ำแข็ง เราจะได้เห็นปลายุคก่อนประวัติศาสตร์ ไดโนเสาร์ วิวัฒนาการของซิด จากนั้นก็มียานอวกาศหรือจานบินอยู่ลำหนึ่ง
"เรารู้มาตลอดว่ายานอวกาศลำนั้นน่าสนใจและรู้ว่ามีตำนานเกี่ยวกับยานลำนั้นซึ่งเราตั้งใจว่าจะสำรวจในสักวันหนึ่ง แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร" เธอกล่าวต่อ "เพราะฉะนั้นเราจึงตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะกลับไปยังเรื่องราวส่วนนั้นของ Ice Age และหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อสร้างภาค COLLISION COURSE ขึ้นมา"
ก่อนหน้านี้ชีวิตของสแครทเคยพลิกผันเพราะเทคโนโลยีมาแล้ว ในหนังสั้นที่เข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง No Time for Nuts สแครทได้พบเครื่องไทม์แมชชีนซึ่งทำให้มันต้องเผชิญเหตุการณ์วุ่นวายปั่นป่วนสารพัดอย่าง
อีกสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงหนังภาคนี้เข้ากับภาคแรกและภาคอื่นๆ ที่ตามมาก็คือความสัมพันธ์แบบครอบครัวในฝูงสัตว์ ซึ่งช่วยนำความอบอุ่นน่าประทับใจมาแต่งแต้มเรื่องราวการผจญภัยและความตลกขบขัน แต่เช่นเดียวกับครอบครัวส่วนใหญ่ สัตว์ฝูงนี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา "เรานำครอบครัวตัวละครไปไกลกว่าที่เคย" ฟอร์เตกล่าว "เราสนุกที่ได้เห็นว่าจะผลักดันตัวละครไปได้ไกลแค่ไหน รวมถึงผลักดันโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่และอุปสรรคที่ต้องฝ่าฟันด้วย เราชอบนำฮีโร่ของเราไปยังสภาพแวดล้อมที่พวกเขายังไม่พร้อมที่จะรับมือ"
ถึงกระนั้นตัวละครใน Ice Age ก็ยังฝ่าฟันอุปสรรคได้เพราะรู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ "สัตว์ฝูงนี้มีพัฒนาการไปเรื่อยๆ" ฟอร์เตกล่าวต่อ "เมื่อโลกรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป สัตว์เหล่านี้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วยเช่นกัน" ที่ซึ่งไม่เคยมีสแครทตัวใดเดินทางไปถึง
แน่ล่ะว่าสแครทเป็นตัวละครหนึ่งซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย ใน ICE AGE: COLLISION COURSE เขายังคงไล่ล่าลูกโอ๊กต้องคำสาปนั้นต่อไป แต่คราวนี้การผจญภัยของสแครทได้นำเขาไปยังที่ซึ่งไม่เคยมีตัวละครใน Ice Age ตัวใดเคยไปมาก่อน นั่นคือ จักรวาล ที่นั่นเองการกระทำเพี้ยนๆ ของเขาได้สร้าง "หายนะระดับสแครท" ขึ้นมา
ในหนังเรื่องนี้สแครทเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว ไม่ใช่แค่มีฉากตลกแทรกเข้ามาระหว่างเรื่องราวหลักของฝูงสัตว์
ซึ่งก็ได้เวลาอันสมควรแล้ว เพราะสแครทอยู่ร่วมช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ธรรมชาติแทบทุกครั้ง เขานำเรามาสู่โลกยุคน้ำแข็ง เริ่มต้นการละลายของน้ำแข็ง ปลดปล่อยโลกที่สูญหายไปของไดโนเสาร์กลับมายังยุคน้ำแข็ง เริ่มต้นการแยกของทวีป และมาคราวนี้เขาก็ได้สร้างเหตุหายนะระดับจักรวาลที่คุกคามโลกยุคน้ำแข็ง "ในหนังเรื่องนี้ สแครทมีส่วนสำคัญที่ทำให้จักรวาลที่เรารู้จักแผ่ขยายออกไป" ฟอร์เตกล่าว "เป็นปรากฏการณ์บิ๊กแบงในเวอร์ชันของสแครทเลยล่ะครับ"
ผู้กำกับไมเคิล เธอร์ไมเออร์ เปิดรับโอกาสในการค้นหาสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่และเหตุหายนะให้นักล่าลูกโอ๊ครายนี้ "ผมเล็งเห็นโอกาสมากมายจากสแครท" เขากล่าว "เขากลายเป็นตัวละครแอนิเมชันคลาสสิกไปแล้ว สแครทไม่เคยหยุดยั้งความพยายามไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ตาม"
เส้นทางใหม่ที่ทีมผู้สร้างหนังวางไว้ให้สแครทมีอุปสรรคใหม่ๆ ให้ต้องฝ่าฟัน ครั้งนี้เขาต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วง เทคโนโลยีจากโลกอื่น และความลึกลับอันไม่มีที่สิ้นสุดของจักรวาล
เมื่อลูกน้อยจากรัง: อีกหนึ่งเหตุการณ์สะเทือนโลก
เมื่อสแครทเริ่มต้นเล่นพินบอลด้วยดวงดาวต่างๆ เขาก็ได้สร้างสุดยอดภัยพิบัติครั้งร้ายแรง ด้วยการส่งกลุ่มอุกาบาตลูกเบ้อเริ่มลงมายังโลก การผจญภัยอันผิดพลาดของสแครทได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาและเปลี่ยนแปลงโลกเหมือนเช่นเคย จนร้อนถึงบรรดาฮีโร่ใต้จุดเยือกแข็งที่อาศัยอยู่บนพื้นโลก ขณะเดียวกันชาวแก๊งก็ต้องพบเหตุการณ์สะเทือนโลกอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พีชเชส ลูกสาวของแมนนีและเอลลีกำลังจะแต่งงาน และแมนนีก็มองว่านั่นเป็นพัฒนาการที่เขาไม่ต้องการพอๆ กับลูกอุกกาบาตที่จะตกลงมาในสวนหลังบ้านของเขา
"อุกกาบาตที่พุ่งตรงเข้าสู่โลกเทียบได้กับ จูเลียน ว่าที่ลูกเขยซึ่งเข้ามาในชีวิตของแมนนี" เธอร์ไมเออร์ยืนยัน ทั้งการพุ่งเข้าชนจากวัตถุนอกโลกและเหตุการณ์ "ลูกน้อยจากรัง" ที่จะมาเยือนแมนนีและเอลลี ต่างส่งผลกระทบต่อตัวละครและโลกที่ตัวละครอาศัยอยู่อย่างรุนแรง "หนังตระกูล Ice Age มักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของตัวละครและพัฒนาการในครอบครัวของตัวละครเหล่านี้" ผู้กำกับเสริม
โลกของแมนนีกำลังเปลี่ยนไปและเขาก็ไม่พอใจนัก พีชเชสประกาศข่าวสำคัญให้พ่อแม่รู้ และ "แมนนีมองว่าเรื่องนี้เป็นภัยคุกคาม พีชเชสไม่ได้แค่จะแต่งงาน แต่เธอกับว่าที่สามี จูเลียน กำลังจะออกไปจากฝูงและเริ่มต้นชีวิตคู่ของตัวเอง" ผู้กำกับร่วม กาเลน แทน ชู กล่าว
ในสายตาของแมนนี ไม่มีใครดีพอสำหรับพีชเชส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่โลกอาจถึงจุดจบ จูเลียนจะปกป้องลูกของเขาได้จริงหรือ แมนนีสงสัยว่าเขาพร้อมรับหน้าที่นี้หรือเปล่า
ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเกิดขึ้นกับทุกคน บรรดาพ่อๆ รวมถึงผู้กำกับและหนึ่งในดาราผู้พากย์เสียงให้หนังเรื่องนี้สามารถยืนยันได้ เธอร์ไมเออร์กล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "ผมเองก็มีลูกสาวสองคน แล้วเวลามองดูแมนนี ผมก็จะเห็นอนาคตของตัวเอง ลูกสาวผมจะต้องเติบโตและแต่งงาน นั่นคือความจริงของชีวิต ก็ได้แต่หวังว่าผมจะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของแมนนีนะครับ"
เรย์ โรมาโน กลับมามาพากย์เสียงเป็นแมนนี ตัวละครหลักผู้กุมอารมณ์ของเรื่อง สถานการณ์ในครอบครัวของเขาก็คล้ายกันกับเธอร์ไมเออร์ "ผมมีลูกสาวอายุใกล้เคียงกับพีชเชสครับ" นักแสดงและตลกผู้มีชื่อเสียงรายนี้อธิบาย "ในฐานะพ่อ มันทั้งสุขและเศร้าไปพร้อมกันนะครับ คุณอยากให้ลูกสาวมีความสุขและได้พบคนพิเศษ แต่คุณก็คิดว่าไม่ว่าเธอจะไปพบใครก็ตาม คนคนนั้นไม่มีทางดีพอสำหรับเธอหรอก แมนนีเป็นอย่างนั้นครับ เขารู้ดีว่าจูเลียนไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจูเลียนควรได้แต่งงานกับพีชเชส จูเลียนพิสูจน์ตัวเองกับแมนนี และแมนนีก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าลูกสาวกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ผมรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง"
โรมาโนมีความคล้ายคลึงกับตัวละครนี้มานานแล้ว ก่อนที่แมนนีจะต้องมารับมือกับการแต่งงานของลูกสาว "แมนนีมีอะไรคล้ายผมหลายอย่างครับเพียงแต่ดีกว่าเท่านั้นแหละ" เขาพูดติดตลก "เขารักครอบครัวและชอบสภาพเดิมที่เป็นอยู่ แมนนีไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงนัก แต่โชคร้ายที่โลกของเขาและครอบครัวของเขามีแต่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเลย"
เนื่องจากโรมาโนให้เสียงแมนนีมา 15 ปีแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาประสานเข้ากับตัวละครที่เป็นคล้ายตัวแทนของเขาในภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี "แมนนีมีความดีงามถูกต้องอยู่ในตัวเอง" ฟอร์เตกล่าว "เขาติดดินและอบอุ่น เสียงของเรย์ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี"
เอลลี คู่ชีวิตของแมนนีก็หวั่นวิตกที่พีชเชสจะออกจากบ้านไปเช่นเดียวกับสามี แต่เธอมีแนวทางที่แตกต่างและมีหลักการมากกว่าในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงในครอบครัว "เอลลีต้องการให้แน่ใจว่าเธอทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อเตรียมให้พีชเชสพร้อมออกไปเผชิญโลก" ชูกล่าว เอลลีเดินทางมาไกลแล้วจริงๆ "จำได้ไหมคะว่าตอนที่เราพบเธอใน Ice Age: The Meltdown เธอยังนึกว่าตัวเองเป็นพอสซัมอยู่เลย" ควีน ลาทิฟาห์กล่าว เธอกลับมาพากย์เสียงเป็นเอลลี ถึงอย่างนั้นลาทิฟาห์ชี้ว่าเอลลีก็ยังไม่ค่อยพร้อมที่จะให้พีชเชสออกไปจากฝูง "เอลลีเข้าใจว่าทำไมพีชเชสจึงอยากออกไป แต่เธอก็ยังต้องใช้เวลาทำใจอยู่นานทีเดียว" นักแสดงและนักร้องรายนี้กล่าว "ไม่ว่าอย่างไร พีชเชสก็ยังเป็นลูกน้อยของเธอ และการเห็นลูกจากไปก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดี แน่ล่ะว่าแมนนียิ่งอาการหนักกว่า เพราะฉะนั้นทั้งคู่จึงปั่นป่วนใจมากทีเดียว"
แต่ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งพีชเชสและคู่หมั้นจากการสร้างความสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในครอบครัว พีชเชสตกหลุมรักจูเลียนอย่างหัวปักหัวปำ และการแต่งงานก็กำลังจะเกิดขึ้น ถ้าบรรดาสัตว์ในฝูงช่วงปกป้องโลกจากเหตุหายนะระดับจักรวาลได้ คีคี พาลเมอร์ ซึ่งกลับมารับบทเป็นพีชเชสกล่าวว่าตัวละครตัวนี้เป็นแมมม็อธตัวเดิมที่เรารู้จักและหลงรัก แม้ว่าเธอได้ก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตใหม่ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าหวั่นใจ "ในที่สุดพีชเชสก็ได้พบหนุ่มที่เธออยากแต่งงานด้วย" พาล์มเมอร์กล่าว "เธอพร้อมมีความรัก จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อซับซ้อนยุ่งยากขึ้นมา เพราะพ่อยังคิดว่าเธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ อยู่ แต่พีชเชสพร้อมที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองแล้ว และเธอคิดว่าจูเลียนคือผู้ชายที่ใช่สำหรับเธอ เขาไม่จริงจังกับตัวเองมากเกินไป รักครอบครัว และแน่นอนว่ารักพีชเชส"
จูเลียนเป็นทั้งหมดที่กล่าวมาและยิ่งกว่านั้น เขารักการผจญภัย อัธยาศัยดี และพูดจาคล่องแคล่ว ออกจะคล่องไปนิดในสายตาของแมนนีด้วยซ้ำ คุณพ่อผู้นิ่งเฉยไม่ชอบการแสดงออกเว่อร์ๆ ของว่าที่ลูกเขยสักเท่าไหร่นัก พูดสั้นๆ ได้ว่า จูเลียน "เป็นทุกอย่างที่แมนนีไม่ได้เป็น แมมม็อธหนุ่มตัวนี้เป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงที่แมนนีต้องรับมือ เขาเป็นอุกกาบาตในชีวิตแมนนี!" ชูกล่าว
อดัม ดีไวน์ (Mike and Dave Need Wedding Dates) เข้าร่วมครอบครัว Ice Age ด้วยการพากย์เสียงเป็นตัวละครนี้ "จูเลียนเป็นคนเฮฮารักสนุก อ้อ หรือแมมม็อธรักสนุกนั่นล่ะครับ เขามักมองทุกคนในด้านดีอยู่เสมอและมองโลกในแง่ดีตลอดเวลา" นักแสดงรายนี้กล่าว
จูเลียนเข้ากันได้ดีกับพีชเชส แต่ทำให้แมนนีอึดอัดใจ "แมนนีเป็นเหมือนคู่ตรงข้ามกับจูเลียน" ดีไวน์กล่าวต่อ "เขาขี้หงุดหงิดและไม่ได้มองโลกในแง่ดีสักเท่าไหร่ ดังนั้นจูเลียนจึงพยายามนำเอาแง่บวกที่สดใสสวยงามเข้ามายังโลกของแมนนี" ฟอร์เตกล่าวว่าทีมงานยินดีที่ดีไวน์เข้ามามีส่วนร่วมในบทบาทนี้ "อดัมมีเสน่ห์ ความเพี้ยน และความตลก" เธอกล่าว "เขาช่วยให้จูเลียนมีชีวิตชีวา รักการผจญภัย และตลกเฮฮา จูเลียนเป็นทุกอย่างที่แมนนีไม่ได้เป็น"
"พีชเชสตกหลุมรักหนุ่มที่ดูเหมือนเป็นขั้วตรงข้ามกับพ่อของเธอ" เธอร์ไมเออร์เสริม "แต่ทั้งสองต่างก็รักพีชเชสเหมือนกัน"
เนื่องจากจูเลียนมีนิสัยง่ายๆ สบายๆ ปีเตอร์ เดอ แซฟ ผู้ออกแบบตัวละครมาตั้งแต่ภาคแรก จึงได้สร้างให้จูเลียนมีรูปร่างที่กลมมนและสูงใหญ่กว่าแมนนี "เราไม่ใช้เส้นขอบตรงเลยในการวาดจูเลียน" เดอ แซฟ ขยายความ ผู้กำกับศิลป์ ไมเคิล แนปป์ ซึ่งอยู่กับแฟรนไชส์นี้มานานเช่นกันเสริมว่า "เขาเป็นแมมม็อธตัวปุกปุยที่สุดเท่าที่เราเคยสร้างมา เป็นงานออกแบบที่สนุกสนานร่าเริงเข้ากับบุคลิกของตัวละครครับ"
แม้ว่าการหมั้นของจูเลียนและพีชเชสทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เมื่อมาถึงท้ายการเดินทางใน ICE AGE: COLLISION COURSE แมนนี ครอบครัวของเขา และสัตว์ทุกตัวในฝูงก็จะเข้าใจว่า แม้ครอบครัวจะเติบโตและเปลี่ยนแปลงไป แต่ความรักนั้นยังคงเดิม
ซิด: โอ้รักเอยเจ้าอยู่หนใด
ที่ผ่านมา Ice Age นำเสนอเรื่องราวความรักมาตลอด แมนนีมีเอลลี พีชเชสมีจูเลียน ดิเอโกมีชีรา แม้กระทั่งความผูกพันระหว่างสองพี่น้องจอมป่วนอย่างแครชและเอ็ดดีก็ยังเป็นความรักอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เจ้าสล็อธอย่างซิดล่ะ จริงอยู่ เขามีเพื่อนๆ ในฝูงที่รักกันเหมือนพี่น้อง แต่ความรักแบบโรแมนติกดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลหรือไม่ก็เป็นไปไม่ได้เลย
ใช่ว่าซิดไม่สมควรที่จะได้พบสล็อธตัวพิเศษสำหรับเขา เธอร์ไมเออร์กล่าวว่า "ถ้าแมนนีคือแกนหลักทางอารมณ์ของหนัง Ice Age ซิดก็ต้องเป็นหัวใจของความขำขัน เขามีจิตใจดี อย่างในภาคแรกเราจะเห็นว่าเขาเป็นตัวการหลักในการรวมฝูงเข้าด้วยกันและเป็นตัวละครที่กระเทาะเปลือกนอกอันแข็งแกร่งของแมนนีได้ ใช่ว่าซิดจะไม่สนใจเรื่องความรักแต่อย่างที่ชูบอกว่า "ซิดเก็บหัวใจซ่อนเอาไว้ก่อน"
ในโลกของ Ice Age ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารอย่างที่เราได้พบใน COLLISION COURSE ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ รวมถึงการที่ซิดจะได้พบหนึ่งเดียวในใจเขาด้วย แต่ในตอนแรกเจ้าสล็อธผู้โชคร้ายในเกมรักก็ยังคงดำเนินชีวิตเหมือนเช่นเคย ตอนต้นเรื่องซิดถูกทิ้งอีกครั้ง โดยคราวนี้เป็นฟรองซีน (ให้เสียงด้วยสำเนียงนิวเจอร์ซีย์โดยเมลิสซา รอช นักแสดงจาก The Big Bang Theory) สาวที่เขาขอแต่งงาน...ตั้งแต่เดตแรก
เพราะเชื่อว่าตัวเองไม่มีทางได้แต่งงาน ซิดจึงรับหน้าที่จัดงานแต่งให้พีชเชสและจูเลียน แต่ต่อมาระหว่างการผจญภัยของพวกเขา การเดินทางไปยังโลกมหัศจรรย์ทำให้ซิดได้พบความสัมพันธ์ซึ่งทุกคนโดยเฉพาะตัวซิดเองไม่นึกไม่ฝันมาก่อน
จอห์น เลกุยซาโม นำลีลาเสียงอันเป็นเอกลักษณ์กลับมาให้ตัวละครตัวนี้ซึ่งกลายเป็นตัวละครที่เขาหลงรัก "ซิดตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ อย่างจริงใจเสมอไม่ว่าเหตุการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม" เลกุยซาโมกล่าว "เขามีพัฒนาการและมีความรับผิดชอบมากขึ้น รวมถึงได้รับความไว้วางใจจากสัตว์ทั้งฝูง"
นักแสดงรายนี้กล่าวถึงการที่ตัวละครซิดได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องยาวนานว่า "เราทุกคนมีความเป็นซิดอยู่บ้างเล็กน้อยในตัวเรา เขามองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อมั่นแรงกล้าไม่ว่าเขาจะสร้างความวุ่นวายไปมากแค่ไหนก็ตาม"
ดิเอโกและชีรา- พร้อมหรือยังสำหรับสมาชิกใหม่
เช่นเดียวกับบรรดา "พี่น้อง" อย่างแมนนีและซิด ดีเอโกเสือเขี้ยวดาบก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากที่เคยเป็นมือสังหารผู้ห้าวหาญโดดเดี่ยว มาตอนนี้เขาอยากเป็นพ่อเสือแล้ว แต่คู่รักของเขา ชีรา ยังไม่แน่ใจว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดี
เปลือกนอกที่แข็งกร้าวของดีเอโกค่อยๆ อ่อนลงด้วยมิตรภาพระหว่างเขากับแมนนีและซิด และสัญชาตญาณความโหดร้ายจากการต่อสู้ก็ลดลงอีกเมื่อเขาได้พบชีรา (ใน Ice Age: Continental Drift) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มโจรสลัดจนกระทั่งเธอได้มาพบดีเอโก เธอคือเนื้อคู่ที่เหมาะสมกันกับดีเอโกและทำให้เจ้าเสือตัวนี้กลายเป็นแมวเชื่องไปเลย เดนิส เลียรี กลับมาพากย์เสียงเป็นดิเอโก และเจนนิเฟอร์ โลเปซ ก็กลับมาพากย์เสียงเป็นชีรา จากที่เธอเคยพากย์ไว้ใน Continental Drift
สำหรับเลียรี การพากย์เสียงเป็นดีเอโกครั้งล่าสุดนี้กระตุ้นความทรงจำจากการทำงานในหนังภาคแรก "ผมจำได้ว่าตอนได้ยินเรย์ จอห์น และตัวผมเองอัดเสียงกันครั้งแรก" เขากล่าว "ผมคิดว่า เยี่ยม โอเค เราฟังดูเข้ากันได้ดีนะ"
นักแสดงและตลกรายนี้ยินดีที่ตัวละครได้พบประสบการณ์ใหม่ๆ "ดีเอโกเริ่มรู้สึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าเขาอาจพร้อมที่จะมีลูกแล้ว" เลียรีกล่าว "เขาอยากลงหลักปักฐานและสร้างครอบครัว แต่เขากับชีราคิดว่าเด็กๆ ก็จะยังคงเกรงกลัวเสือเขี้ยวดาบซึ่งเคยน่าหวั่นเกรง"
ขณะที่แมนนี เอลลี พีชเชส ดีเอโก ชีรา และสุดท้ายซิด กำลังจะได้พบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต แต่มีสมาชิกสองตัวในฝูงที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นก็คือพอสซัมจอมบ้าระห่ำ แครชและเอ็ดดี ที่ชอบเล่นพิเรนทร์จนกลายเป็นฉากสุดฮาอันน่าจดจำ ที่จริงแล้วการที่โลกนี้อาจถึงจุดจบจากอุกกาบาตที่พุ่งเข้าชนก็ได้นำส่วนที่แย่ที่สุดและดีที่สุดในตัวสองพี่น้องออกมา "พวกเขาบ้าบอมาตลอดทั้งชีวิตอยู่แล้วครับ" จอช เพ็คกล่าว เขากลับมาพากย์เสียงเป็นเอ็ดดี ขณะที่ชอน วิลเลียม สก็อตผู้กลับมาพากย์เสียงเป็นแครช เสริมว่า "พวกเขาเกิดมาคู่กันอย่างแท้จริงครับ คอยมองหาเรื่องสนุกๆ และสร้างปัญหาบ้างนิดหน่อย... โอเค ต้องบอกว่าสร้างปัญหาเพียบเลยถึงจะถูก"
บั๊กมาช่วยแล้ว แถมนกไดโนเสาร์ก็ตามมาด้วย!
ฮีโร่ของแครชและเอ็ดดีคือบั๊ก วีเซิลมือดาบจอมเพี้ยนซึ่งเราได้พบใน Ice Age: Dawn of the Dinosaurs ในภาคนี้ บั๊กมาแจ้งข่าวให้เพื่อนๆ รู้ว่าฟ้ากำลังจะถล่มและโลกใกล้ถึงจุดจบแล้ว บั๊กมาคอยช่วยเพื่อนๆ ในฝูงเสมอเมื่อสถานการณ์คับขัน
หลังจากบั๊กไม่ได้มาปรากฏตัวในภาค Ice Age: Continental Drift เธอร์ไมเออร์ ผู้กำกับซึ่งเป็นแฟนของตัวละครนี้ก็ยินดีที่ได้บั๊กกลับมา "บั๊กเป็นตัวละครโปรดของผมใน Dawn of the Dinosaurs" เธอร์ไมเออร์กล่าว "ผมดีใจมากที่เราได้สร้างเรื่องราวที่สามารถดึงบั๊กกลับมาจากโลกไดโนเสาร์ได้"
เพื่อให้สมกับการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของบั๊ก เธอร์ไมเออร์และชูจึงแนะนำตัวละครนี้อีกครั้งในช็อตยาวต่อเนื่อง "เป็นสิ่งที่เราไม่เคยลองมาก่อน" ผู้กำกับรายนี้กล่าว แนปป์เสริมว่า "ช็อตนี้นำเขากลับมาในแบบที่เพี้ยนที่สุดแล้ว"
ไซมอน เพ็กก์ กลับมาใส่ผ้าปิดตาของบั๊ก (แค่สำนวนเปรียบเทียบนะ) เพื่อพากย์เสียงเป็นนักปราบไดโนเสาร์เป็นรอบที่สอง "บั๊กโผล่มาจากโลกไดโนเสาร์ใต้พื้นพิภพ ที่นั่นมีเขาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ตัวเดียว คราวนี้ภัยคุกคามต่อตัวเขาและชาวแก๊งหนักยิ่งกว่าเดิม แต่เขาก็ยังคงเป็นฮีโร่ตาเดียวผู้น่ารักที่คุณเคยรู้จักและหลงรัก"
"บั๊กออกจะเพี้ยนนิดๆ แต่เขาเอาตัวรอดเก่งและเป็นฮีโร่" ฟอร์เตกล่าว "ไซมอนแสดงบุคลิกทั้งหมดของตัวละครนี้ออกมาได้อย่างงดงาม" ฮีโร่ทุกคนต้องมีตัวร้ายสักตัวหนึ่ง (หรือสามตัว) และศัตรูคู่อาฆาตของบั๊กก็คือทีมนกไดโนเสาร์สามตัว เกวินซึ่งเป็นพ่อ โรเจอร์ลูกชาย และเกอร์ทีลูกสาว ทั้งสามมาจากโลกอันโหดร้ายในยุคก่อนประวัติศาสตร์ พวกมันขโมยไข่ไดโนเสาร์เพื่อเลี้ยงชีพและเป็นคู่ปรับกับบั๊กในการดิ้นรนเพื่อหาอาหารและแสวงหาความยิ่งใหญ่
เมื่อบั๊กโผล่ออกมาจากโลกใต้พิภพ หลังจากทำลายแผนการขโมยไข่ของเกวิน โรเจอร์ และเกอร์ที ครอบครัวนกก็ออกไล่ล่าเขา พวกมันเล็งเห็นโอกาสที่ดีกว่าและเกิดไอเดียขึ้นมาเมื่อรู้ว่าโลกด้านบนกำลังจะถูกบดขยี้ด้วยอุกกาบาตยักษ์ "เหล่านกไดโนเสาร์คิดว่าถ้าพวกมันหยุดยั้งไม่ให้บั๊กไปช่วยโลกยุคน้ำแข็งได้ พวกนกก็จะขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอีกครั้งเพราะไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว" แม็กซ์ กรีนฟีลด์ อธิบาย เขาเป็นดาราจากซีรีส์ New Girl ที่เริ่มทำงานในหนังแอนิเมชันเป็นครั้งแรกด้วยการให้เสียงเป็นนกลูกชายผู้อ่อนแอหนัก 98 ปอนด์ชื่อโรเจอร์ แนวคิดนี้อาจฟังดูเหลวไหลติงต๊องเพราะการให้เหตุผลไม่ใช่เรื่องที่พวกนกถนัด แต่อย่างน้อยโรเจอร์ก็ได้ใช้สมองทำอย่างอื่นบ้างนอกจากเติมช่องว่างในหัว "เขาเป็นนกตัวเล็กที่สุดในฝูงก็จริง แต่โรเจอร์ก็เป็นตัวแทนของเหตุผลในเผ่าพันธุ์นก แล้วก็ถ้าจะให้ผมพูดนะ ผมว่าเขายังฉลาดที่สุดด้วย"
ผู้เป็นพ่อของครอบครัวนกไดโนเสาร์คือเกวิน ให้เสียงโดยนิค ออฟเฟอร์แมนจากละครซิตคอม Parks and Recreation นักแสดงรายนี้เห็นใจในความยากลำบากของเกวิน "เขาหงุดหงิดง่ายและรู้สึกผิดหวังกับลูกทั้งสองคน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของลูกๆ จากสิ่งที่เขาเคยมองว่าเป็นจุดอ่อน"
ก็ไม่ผิดถ้าจะพูดว่าลูกๆ เป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของเขา ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกสาว เกอร์ที ซึ่งพากย์เสียงโดยสเตฟานี เบียทริซ (Brooklyn Nine-Nine) เบียทริซกล่าวว่าอย่างน้อยนกลูกสาวก็ "บึกบึนแข็งแรงและทำงานสำเร็จ"
ถ้าพวกนกไดโนเสาร์มีจุดเด่นอยู่ที่การลักขโมยและเป็นตัวร้าย แกรนนี คุณยายของซิด ก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการพูดจิกกัด คุณรู้จักสมองส่วนที่เอาไว้ป้องกันไม่ให้คุณพูดอะไรในเวลาที่ไม่ควรพูดหรือเปล่า แกรนนีไม่มีสมองส่วนนั้นแหละ
แวนดา ไซค์ส กลับมารับบทเป็นตัวละครที่เธอสร้างไว้ใน Continental Drift เธอกล่าวว่า "แกรนนียังคงพูดจิกกัดทุกคนที่เธอได้พบ เธอสนุกที่ได้ยั่วให้คนอื่นโมโห เรียกได้ว่าปากไม่มีหูรูดของแท้เลยค่ะ"
จีโอโทเปีย: รักครั้งใหม่ของซิดและความหวังใหม่ของฝูง
ด้วยความช่วยเหลือของแผ่นหินพยากรณ์ บั๊กเสนอทฤษฎีว่าอาจมีเงื่อนงำบอกใบ้อยู่ตรงจุดที่อุกกาบาตตกครั้งก่อน ซึ่งอาจช่วยให้คำตอบในการยั้งยั้งภัยคุกคามครั้งใหม่นี้
ปรากฏว่าจุดตกนี้เป็นโพรงผลึกใสขนาดเท่าสนามกีฬาซึ่งอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟ มันเป็นโลกมหัศจรรย์ที่อุดมสมบูรณ์และมีผลึกคริสตัลอันงดงามอยู่ทั่วทุกที่ ผนังอุกกาบาตคริสตัลมีคุณสมบัติพิเศษซึ่งช่วยปกป้องหมู่บ้านสัตว์ที่อยู่ภายในให้ไม่ต้องเผชิญลมฟ้าอากาศและเป็นสถานที่ซึ่งกาลเวลาหยุดนิ่ง
สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าจีโอโทเปีย
ผู้อยู่อาศัยภายในจีโอโทเปียได้แก่สล็อธสาวพราวเสน่ห์ บรู๊ก ซึ่งเกิดปิ๊งกับซิดทันทีเมื่อแรกเห็น แน่นอนว่าสล็อธผู้ช้ำรักอย่างซิดตกหลุมรักหัวปักหัวปำ คราวนี้เรียกได้ว่าซิดเล่นของสูง เพราะชูกล่าวว่า "เธอเป็นเหมือนสล็อธสาวในฝัน ทั้งสวย สดใส และมีชีวิตชีวา คุณคิดว่าไม่มีทางที่เธอจะมาชอบซิดได้แต่กลับเป็นอย่างนั้น"
บรู๊กเห็นอะไรในตัวซิด เธอร์ไมเออร์เดาว่า "เธอเห็นซิดจากภายใน เธอเข้าใจว่าเขาเป็นคนดี"
นักร้อง/นักแต่งเพลง เจสซี เจ มาร่วมทีม Ice Age เพื่อพากย์เสียงเป็นบรู๊ก โดยนำเอาน้ำเสียงที่มีท่วงทำนองไพเราะมาใช้ในการพากย์ด้วย เจสซีชอบตัวละครนี้ในทุกๆ แง่ตั้งแต่รูปร่างหน้าตาไปจนถึงจิตใจ "บรู๊กมีผมยาวสลวยสีน้ำตาลแดงและชอบหัวเราะคิกคัก" ศิลปินชาวอังกฤษรายนี้กล่าว เพลงฮิตล่าสุดของเธอคือ "Bang Bang" ที่บันทึกเสียงร่วมกับเอเรียนา กรานเดและนิกกี มินาจ "เธอเปิดใจให้ซิดเพราะเห็นเอกลักษณ์ในตัวเขา และบรู๊กภูมิใจที่มาจากจีโอโทเปีย สถานที่อันสวยงามน่าทึ่งที่ทุกคนไม่มีวันแก่"
หัวหน้าหมู่บ้านจีโอโทเปียคือแชงกรี-ลามะซึ่งดูแลที่แห่งนี้เหมือนเป็นสถานฝึกโยคะ ฝูงสัตว์ไปพบแชงกรี-ลามะเพื่อขอคำตอบในการจัดการความท้าทายครั้งใหญ่นี้ แต่แทนที่จะให้คำแนะนำในการกู้โลก แชงกรี-ลามะกลับยืนยันให้แมนนี ดีเอโก ซิด และสัตว์ตัวอื่นๆ บิดตัวทำท่าโยคะยากๆ ซึ่งนอกจากไม่ช่วยแล้วยังเจ็บตัวอีกต่างห่าง เจสซี ไทเลอร์ เฟอร์กูสันจากซีรีส์ Modern Family มาพากย์เสียงเป็นกูรูผู้วางท่าแบบปรมาจารย์เซ็น เขากล่าวถึงตัวละครนี้ว่า "เขามั่นใจในตัวเองมากซึ่งก็กลายเป็นจุดอ่อนของเขาด้วยเหมือนกัน"
เฟอร์กูสันกล่าวเสริมว่าเขาสนุกกับการค้นหาเสียงของแชงกรี-ลามะซึ่งเป็น "การค้นหาสมดุลระหว่างความไม่แน่ใจในตนเองกับเปลือกนอกที่ฉาบไว้ซึ่งสุดท้ายก็พังทลายลง เขาวางท่าเหมือนมีจิตใจสงบมั่นคง แต่เมื่อโลกรอบตัวกำลังจะแตกสลาย เขาก็แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น"
คนที่มีประโยชน์มากกว่าในจีโอโทเปียคือเท็ดดี กระต่ายซึ่งสนใจแกรนนีทันทีที่ฝูงสัตว์เดินทางมาถึง เท็ดดีผู้แข็งแรง บึกบึน และมีเสน่ห์ พากย์เสียงโดยไมเคิล สเตรแฮนซึ่งแข็งแรง บึกบึน และมีเสน่ห์ไม่แพ้กัน นักอเมริกันฟุตบอลชื่อดังรายนี้ผันตัวมาเป็นพิธีกรร่วมของรายการ Kelly & Michael และปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการ Good Morning America
แม้ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย สเตรแฮนก็ยังคิดว่าเขาถูกอำตอนที่ได้รับโทรศัพท์ติดต่อให้มาพากย์เสียง "ผมคิดว่าต้องเป็นเรื่องล้อกันเล่นแน่ๆ เพราะผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนเลย" เขาเล่า แน่นอนว่าโทรศัพท์สายนั้นเป็นของจริง และสเตรแฮนกล่าวว่าเขารอคอยที่จะได้เห็นความสนุกสนานจากนักเบ่งกล้ามอย่างเท็ดดีในรูปแบบสามมิติ"
นีล เดอแกรส ไทสัน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงที่อธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์ยากๆ ให้เราได้เข้าใจกัน มาพากย์เสียงเป็น "นีล เดอบั๊ก วีเซิล" ตัวตนในจินตนาการของบั๊กซึ่งร่วมกับสุดยอดอัจฉริยะในจินตนาการคนอื่นๆ อย่าง "พิธากอรัส บั๊ก" และ "โรโบ-บั๊ก" เพื่อช่วยให้ชาวแก๊งหาคำตอบว่าจะเอาชนะอุกกาบาตได้อย่างไร
การเดินทางของไทสันสู่ ICE AGE: COLLISION COURSE เริ่มต้นขึ้นเมื่อศิลปินผู้แต่งเรื่องให้หนังเรื่องนี้ตัดแปะภาพไทสันลงในสตอรีบอร์ด จากนั้นชูเล่าว่า "ไมค์ [เธอร์ไมเออร์] กับผมก็มองหน้ากันแล้วพูดว่า 'ให้เขามาเป็นตัวละครในหนังเถอะ'"
"นีลใจกว้างมากเลยค่ะ" ฟอร์เตกล่าว "คิดดูสิว่าเรากำลังคุยกับนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์คนสำคัญของโลกเรื่องการให้แมมม็อธเบี่ยงวิถีอุกกาบาตอยู่นะ"
"ผมนึกว่าเขาจะเหวี่ยงเราออกจากตึกซะแล้ว" เธอร์ไมเออร์พูดติดตลก แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น ชูเสริมว่า "นีลเปิดรับแนวคิดนี้และบอกว่าที่จริงแผนของพวกสัตว์ฝูงนี้ก็มีหลักการทางวิทยาศาสตร์อยู่นะ เขาสนุกมากกับการพากย์เสียงตัวละคร"
ในแง่การออกแบบ ไมเคิล แนปป์กล่าวว่า "เราเปลี่ยนนีล เดอแกรส ไทสันมาเป็น 'นีล เดอบั๊ก วีเซิล' อย่างเป็นธรรมชาติเลยล่ะครับ เราใช้เคราแพะกับดวงตาโตที่สื่ออารมณ์ของนีล และต้องแน่ใจว่าองค์ประกอบทุกส่วนลงตัวเมื่อมาอยู่บนรูปศีรษะที่ต่างจากของนีล มันประหลาดและขำมากที่ได้เห็นนีลของเราเริ่มดูเหมือนนีลตัวจริง"
ออกแบบโลกใหม่
ICE AGE: COLLISION COURSE นำเสนอโลกที่เราไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนในหนัง Ice Age ด้วยการนำผู้ชมไปจนสุดขอบกาแล็กซีจากนั้นก็มายังโพรงผลึกอันงดงามเหมือนฝันบนโลก
ขณะที่สแครทพุ่งสู่กาแล็กซี "เราได้สร้างโทนสีและรูปแบบภาพใหม่ที่ไปไกลกว่าโลกน้ำแข็ง" เธอร์ไมเออร์กล่าว เช่นเคย โลกยังคงหมุนรอบตัวสแครทเสมอไม่ว่าเขาจะไปไหนก็ตาม "ไม่ว่าเราจะอยู่ในโลกไหนพร้อมกับสแครท เราจะได้มองเห็นโลกนั้นผ่านสายตาของเขา" แนปป์กล่าว และทุกครั้งสแครทก็จะต้องมองไปที่ลูกโอ๊กหรือไม่อย่างนั้นก็มองหาลูกโอ๊ก "ดังนั้นเราจึงนำแนวคิดนี้ไปใส่ในการออกแบบยานอวกาศด้วย มีรูปลูกโอ๊กอยู่ทั่วทุกแห่งที่คุณมองไปเห็น ช่องประตูเป็นรูปคล้ายลูกโอ๊ก ลูกโอ๊กใส่ลงไปในคันบังคับยานได้พอดี ผังของหอบังคับการก็เป็นเหมือนลูกโอ๊กขนาดใหญ่เรืองแสงออกมา มันฝังอยู่ในดีเอ็นเอของตัวยานเลยล่ะครับ"
ลูกโอ๊กที่พบได้ทุกหนทุกแห่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของงานภาพที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีโทนสีชมพูและสีม่วงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งเราได้เห็นครั้งแรกเมื่อสแครทเดินเครื่องยานและติดจรวจไปอวกาศ แม้กระทั่งจูเลียนก็ยังมีสีอมม่วงนิดๆ ด้วยเช่นกัน
การผจญภัยของสแครทส่งผลมหาศาลต่อโลกซึ่งจะเห็นได้จากพื้นที่ใหม่ๆ ที่ชาวแก๊งเดินทางผ่าน เมื่อสแครทเปลี่ยนตำแหน่งของดวงจันทร์ กระแสน้ำบนโลกก็เกิดการเปลี่ยนแปลง จากนั้นสแครทก็ส่งพายุจากจุดแดงใหญ่บนดาวพฤหัสมายังโลก ก่อให้เกิดพายุไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ฝูงสัตว์ต้องรับมือ แถมยังต้องเจอกระแสไฟฟ้าที่ทำให้ทุกตัวขนชี้ฟูกันหมด นอกจากนี้ชาวแก๊งยังต้องคอยหลบอุกกาบาตลูกเล็กๆ ที่ทิ้งรอยหลุมตะปุ่มตะป่ำไว้บนพื้นซึ่งเคยเรียบสนิท เป็นเหมือนการอุ่นเครื่องก่อนระเบิดลูกใหญ่ที่พวกเขาพยายามหาทางหยุดยั้งจะมาถึง "เราสนุกมากกับการทำลายทิวทัศน์ของโลกยุคน้ำแข็งครับ" แนปป์กล่าว
จีโอโทเปียน่าจะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของงานออกแบบและโทนสีใหม่ในหนังเรื่องนี้ "มันเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เราเคยทำมาเมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ" แนปป์กล่าว "ในบางแง่ก็เป็นผลลัพธ์จากสิ่งที่เราสำรวจกันตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพียงแต่อยู่ในรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปมาก มันช่วยให้เราขยายขอบเขตไปไกลกว่าโทนสีเดิมๆ ที่ใช้กันมา ทำให้เราสามารถใช้สีสันที่หลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น"
แม้ว่าตัวละครที่เราพบในจีโอโทเปียจะใกล้เคียงกับตัวละครในหนัง Ice Age ที่ผ่านมา แต่สภาพแวดล้อมก็ทำให้สิ่งมีชีวิตในนั้นเปลี่ยนแปลงไปบ้าง พวกมันมีขนยาวกว่าและสีขนก็เป็นสีโทนเดียวกันกับโลกจีโอโทเปีย "ดังนั้นพวกมันจึงมีสีสันสดใสกว่าตัวละครที่เราเห็นมาก่อนหน้านี้มาก" แนปป์กล่าว "อาจดูผิดที่ผิดทางในโลก 'ปกติ' แต่กลมกลืนมากกับโลกจีโอโทเปีย"
ครอบครัวทั่วโลกของ ICE AGE
เสน่ห์ของหนังในตระกูล Ice Age ที่ดึงดูดผู้ชมทั่วโลกนั้นสรุปได้ด้วยคำคำเดียวคือคำว่า ครอบครัว ทีมงานผู้สร้าง ICE AGE: COLLISION COURSE ได้กล่าวถึงประเด็นหลักเรื่องครอบครัวเอาไว้ดังนี้
ลอรี ฟอร์เต: "หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับตัวละครกลุ่มหนึ่งที่แตกต่างกันมาก พวกเขาได้มาพบกันและสร้างครอบครัวขึ้นมา ความผูกพันนั้นขยายออกและพัฒนาไปเรื่อยๆ จุดนี้เองที่ตรงใจผู้ชม คุณไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดเดียวกันแต่ก็เป็นครอบครัวเดียวกันได้"
ไมเคิล เธอร์ไมเออร์: "นี่คือเรื่องราวของตัวละครหลายรุ่นซึ่งทุกๆ คนในโลกนี้สามารถเข้าถึงได้"
กาเลน แทน ชู: "สิ่งที่ตรึงใจผู้ชมทั่วโลกก็คือการที่สมาชิกในฝูงคอยดูแลซึ่งกันและกัน พวกเขาเติบโตมาด้วยกันเหมือนเป็นครอบครัว และผู้ชมก็ผูกพันกับการเดินทางนั้น"
https://www.facebook.com/IceAgeMoviesTH
https://www.youtube.com/watch?v=pvbBtbJUhrE&list=PLhHUMbo06EoeRmZRBJis3fuQZC0uB9_eo
ซีคอน บางแค ชวนเปิดประสบการณ์รับปิดเทอมกับ "TRILOKA - Three Worlds. One Adventure." เนรมิต 3 โลกแห่งการผจญภัยตลอดซัมเมอร์ กับกิจกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว ตั้งแต่ 25 มีนาคม - 4 พฤษภาคม 2569
คู่มือเดินทางฉบับย่อ! สิงคโปร์มีอะไรน่าสนใจในเดือนมีนาคมนี้บ้าง
ครั้งแรกของโลก! มูลนิธิรามาธิบดีฯ ดึงพลัง Soft Power ไทยสู่โลกวรรณกรรมคลาสสิกระดับโลก
นิทรรศการ F-Holes โดย เจสัน มอนติโนลา 28 กุมภาพันธ์ - 30 เมษายน พ.ศ. 2569
"โต๊ะ - พันธมิตร" หรือ "ปริภัณฑ์ วัชรานนท์" ผู้ควบคุมงานพากย์เสียงไทยของ "Back To The Past - เจาะเวลาหาจิ๋นซี เดอะ มูฟวี่"
ททท. ชวนปักหมุดแลนด์มาร์คจากภาพยนตร์โฆษณา "feel all the feelings" เที่ยวตามรอย "ลิซ่า" Amazing Thailand Ambassador
Tod's 2026 Chinese New Year Limited Collection Global Brand Ambassador Xiao Zhan และ House Ambassador Zhang Jingyi ออกเดินทางกลับบ้านเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน
"เดอะวิสดอมกสิกรไทย" ผนึก "วีซ่า" ยกระดับสิทธิพิเศษครั้งใหญ่ มอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าครบทั้งการเดินทาง-ที่พัก-มื้อพิเศษ
ถอดรหัส "นักท่องเที่ยวจีน" ยุคใหม่: กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่แบรนด์ไทยต้องปรับให้ "ตรงเป้า" ในปี 2569