กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีถวายสักการะและแสดงความอาลัย เพื่อน้อมรำลึกใน พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องใน "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2559”

14 Nov 2016
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีถวายสักการะและแสดงความอาลัย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องใน "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2559" ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 16 พ.ย. 59 ณ ลานเอนกประสงค์ อาคารบี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ว่า เมื่อปีพุทธศักราช 2498 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทรงพบเห็นราษฎรขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พระองค์จึงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 จะดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้เกิดฝนตก เนื่องจากทรงเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคเขตร้อน อยู่ในอิทธิพลของมรสุมทวีปเอเชีย โดยเฉพาะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งสภาพอากาศมีความเหมาะสมที่จะดัดแปรทำให้เกิดฝนตกได้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศ จนมั่นพระทัย ก่อนที่จะพระราชทานโครงการฝนหลวงให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปทดลองจนประสบผลสำเร็จในปีพุทธศักราช2512

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้ วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง" เนื่องจากถือเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับคนไทยทุกคน เพราะไม่เพียงแต่ทุกคนต้องน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะ "องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง" เท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่โลกต้องจารึกเอาไว้ถึงการกำเนิดของ "เทคโนโลยีฝนหลวง" นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเอาชนะภัยธรรมชาติได้ ทำให้คนไทยและประชาชนอีกหลายประเทศรอดพ้นจากวิกฤติขาดแคลนน้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดงาน "วันพระบิดาแห่งฝนหลวง" ขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งนับได้เป็นเวลา 61 ปีแล้วที่โครงการพระราชดำริฝนหลวงถือกำเนิดขึ้นเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนจากภัยแล้ง สร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย รวมทั้งได้รับการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยทั้งในและต่างประเทศ กระทั่งมีหลายประเทศมาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำเทคนิคและวิธีการที่ทรงคิดค้นไปใช้แก้ปัญหาภัยแล้งในบ้านเมืองของตนเอง โครงการพระราชดำริฝนหลวงจึงเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพและเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ได้มีการจัดนิทรรศการเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ภายใต้แนวคิด "ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์" ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการ "ธ สถิตในดวงใจตราบนิรันดร์" โดยใช้เทคโนโลยีภาพเพลงเล่าเรื่องตั้งแต่การเกิดพระราชดำริฝนหลวงจนถึงปัจจุบัน นิทรรศการ "9 นวัตกรรมแห่งพระอัจฉริยภาพ" และ "วัสสานปรกณัม ตำนานแห่งฝน" เป็นต้น ซึ่งได้รับความร่วมมือทั้งจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภายนอกด้วย นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวแปลงใหญ่ ตำบลคอรุม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกข้าวจากเพชรบูรณ์ สุรินทร์ อุบลราชานี พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ มาร่วมกันจัด "ตลาดนัดข้าวอินทรีย์แท้" ซึ่งผ่านการรับรองตามมาตรฐาน GAP มาจำหน่ายในราคาชาวนาเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 20 บาท และยังมีข้าวฝนหลวงนาทีทองราคากิโลกรัมละ 10 บาท รวมทั้งนำสินค้าการเกษตรทั้งผัก ผลไม้ อาหารสดและแปรรูป มาจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปในราคาประหยัด รวมทั้งมีกิจกรรมเสริมสร้างอาชีพ อาทิ การสาธิตทำอาหารเมนูสุขภาพ การอบรมออกแบบหีบห่อผลิตภัณฑ์ให้น่าสนใจและเทคนิคการเพ้นท์เดคูพาจ ดำเนินการสอนโดยอาจารย์และผู้มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะอีกด้วย