เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2560 เวลา 9.00 น. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดการประชุมขับเคลื่อนโครงการ "5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง" ระดับกระทรวง และการติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมี พลเอก ประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม และมีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย หน่วยงานในสังกัด ปราชญ์เกษตร ภาคประชารัฐ ภาคสถาบันการศึกษา ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ณ ห้องประชุมจามเทวี ชั้น 1 ศาลากลางจังหวัดลำพูน อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน
พลเอกประสาท สุขเกษตร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ) มีนโยบายให้จัดทำโครงการ "5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง" เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และเผยแพร่พระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดทั้งเป็นการเผยแพร่แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ไปสู่สาธารณชน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวม 70,000 ราย ได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร โดยมุ่งหวังจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ อันเกิดจากการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยการสร้างอาชีพอย่างเหมาะสมกับทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยได้คัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการในปี 2560 จำนวน 70,000 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ เกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก (Cell ต้นกำเนิด) จำนวน 21,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ก.พ. - เม.ย. 60 เกษตรกรกลุ่มพร้อมปานกลาง (Cell แตกตัว ครั้งที่ 1) จำนวน 42,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน พ.ค. - ก.ย. 60 และเกษตรกรกลุ่มพร้อม (Cell แตกตัว ครั้งที่ 2) จำนวน 7,000 ราย ดำเนินการช่วงเดือน ต.ค. - ธ.ค. 60 โดยเกษตรกรกลุ่ม Cell ต้นกำเนิดที่ประสบผลสำเร็จจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมตามแผนการผลิตให้แก่เกษตรกรกลุ่ม Cell แตกตัว
ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้รายงานผลการประเมินผลโครงการ "5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง" ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. - 30 เม.ย.60 เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการกับเกษตรกรเป้าหมาย กลุ่มพร้อมมาก จำนวน 21,000 ราย โดยการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้ง 77 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 1,810 ราย โดยสรุปผลเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้
1.มูลค่าผลตอบแทนสุทธิทางการเกษตรในพื้นที่โครงการ พบว่า การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่มีการทำกิจกรรมในแปลงแบบเกษตรผสมผสาน มีการเกื้อกูลกัน โดยหลังจากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการและมีการลงมือทำกิจกรรมการผลิต โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 93.33 มีผลผลิตจากแปลงที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนเกษตรกรที่เหลือร้อยละ 6.67 อยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลผลิตแล้วได้รับผลตอบแทนสุทธิจากกิจกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้นจากเดิม 16,547 บาท/เดือน เป็น 21,160/บาท หรือเพิ่มขึ้น 4,613 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 27.88
2.การลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยการพึ่งพาตนเอง โดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า (1) การลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนจากเดิม 426 บาท/เดือน เป็น 533 บาท/เดือน หรือสามารถลดได้เพิ่มขึ้น 107 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 25
(2) การลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรโดยใช้ปัจจัยการผลิตของตนเอง เช่น การเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ ฮอร์โมน ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช และการผลิตอาหารสัตว์ไว้ใช้เองแทนการซื้อจากภายนอก พบว่า เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตโดยการพึ่งพาตนเอง จากเดิม 140 บาท/เดือน เป็น 170 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 21 (3) การลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน โดยการใช้แรงงานในครัวเรือน แทนการจ้างแรงงานภายนอก พบว่า เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนโดยการพึ่งพาแรงงานของตนเองจากเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการ 332 บาท/เดือน เป็น 386 บาท/เดือน หรือสามารถลดค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น 54 บาท/ เดือน คิดเป็นร้อยละ 16
3.คุณภาพชีวิตของเกษตรกร แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ (1) สภาพหนี้สินของครัวเรือนเกษตรกร พบว่า ก่อนเข้าร่วมโครงการเกษตรกรมีหนี้สิน (ณ 31 ม.ค. 60) จำนวน 296,085 บาท และหลังเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรมีหนี้คงเหลือ (ณ 3 เม.ย. 60) จำนวน 294,688 บาท หรือหนี้สินลดลง 1,397 บาทโดยมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่มีหนี้สินลดลง ร้อยละ 15.65 ของจำนวนเกษตรกรที่มีหนี้สินทั้งหมด ทั้งนี้ จำนวนหนี้สินที่ลดลงส่วนหนึ่งเกิดจากการชำระหนี้ที่เป็นปกติของเกษตรอยู่แล้ว และบางส่วนเกิดจากการมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาชำระหนี้ ทั้งนี้ ในส่วนของหนี้สินที่ยังไม่ลดลง เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ ผลผลิตยังมีไม่มาก และมีการลงทุนปรับพื้นที่เพิ่มทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น (2) การเคลื่อนย้ายแรงงาน เนื่องจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทำให้มีกิจกรรมและรายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้วเกษตรกรมีการเคลื่อนย้ายแรงงานลดลงจากเดิม ร้อยละ 9.56 เป็นร้อยละ 0.72 หรือลดลงร้อยละ 8.84 เนื่องจากสมาชิกในครัวเรือนบางส่วนได้ย้ายกลับมาทำงานในพื้นที่มากขึ้น และบางส่วนได้กลับมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งมีกิจกรรมและรายได้ตลอดทั้งปี (3)การบริโภคสินค้าปลอดจากสารพิษ การทำเกษตรทฤษฎีใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาภายนอก ดังนั้น การที่เกษตรกรบริโภคผลผลิตของตนเองที่อยู่ในแปลงจึงมีความปลอดภัยจากสารพิษ โดยเกษตรกรมีการบริโภคผลผลิตของตนเองจากเดิม มูลค่า 426 บาท/เดือน เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 533 บาท/เดือน หรือเพิ่มขึ้น 107 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 25 (4) การลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของครัวเรือน การทำเกษตรทฤษฎีใหม่โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเปลี่ยนแปลงไป โดยหลังจากเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ เกษตรกร ร้อยละ 77.66 มีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเท่าเดิม เกษตรกรร้อยละ 3.98 มีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น และเกษตรกรร้อยละ 18.36 มีค่าใช้จ่ายลดลง เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น ลดการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเล่นพนัน รวมถึงการได้เห็นจำนวนค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจากการจัดทำบัญชีครัวเรือน ทำให้เกษตรกรตระหนักถึงการออมเพิ่มขึ้น
สำหรับการจัดประชุมขับเคลื่อนโครงการ ฯ ในครั้งนี้ เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาของ 77 จังหวัด และติดตามความก้าวหน้าของหน่วยงานส่วนภูมิภาคในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดลำพูน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ 353 ราย จำแนกเป็น กลุ่มพร้อมมาก 124 ราย กลุ่มพร้อมปานกลาง 202 ราย และกลุ่มพร้อม 27 ราย ทั้งนี้ ได้มีการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรCell ต้นกำเนิด (เกษตรกรกลุ่มพร้อมมาก) และเกษตรกร Cell แตกตัว ครั้งที่ 1 (เกษตรกรกลุ่มพร้อมปานกลาง) ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนด้วย
กรมพัฒนาที่ดิน ชู "หมอดินราตรี" ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง
จัดยิ่งใหญ่ 110 ปีสหกรณ์ไทย สืบสานพระปณิธานพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ยึดหลัก "สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง"
กระทรวงเกษตรฯ สืบสานพระราชปณิธาน รุกโมเดลโครงการหลวง 'เลอตอ' พลิกฟื้นผืนป่า สร้างอาชีพยั่งยืนด้วยพระบารมี
"หนึ่งปี มีครั้งเดียว" ปรากฏการณ์ธรรมชาติ "ปลากอง" แห่งเดียวในประเทศไทย ต่อยอดการบริหารทรัพยากรประมง สู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า จ.น่าน
ลดการเผาได้กว่าร้อยละ 75! กรมพัฒนาที่ดิน เผยผลสำเร็จโครงการ "ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม"
สยามคูโบต้า จับมือ กรมการข้าว เปิดตัว "พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ"
กระทรวงเกษตรฯ - IRCo ขับเคลื่อนความร่วมมือ ยกระดับยางพาราสู่มาตรฐานสากล
กระทรวงเกษตรฯ รวมพลังหมอดินอาสาทั่วประเทศ ครบรอบ 3 ทศวรรษ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาดินไทยอย่างยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯ เตรียมนำสินค้าออร์แกนิคไทยตะลุยตลาดโลก ผงาดในงาน BIOFACH 2026 ที่เยอรมัน