กองทุน KT-CHINA จะเน้นในหน่วยลงทุนของกองทุน BGF China Fund (กองทุนหลัก) เพียงกองเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม หรือตามอัตราส่วนที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด กองทุนหลัก มีวัตถุประสงค์มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด (Active Management) และจะลงทุนอย่างน้อย70% ของสินทรัพย์รวมของกองทุนในตราสารทุนของบริษัทที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจีนหรือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในจีนที่จดทะเบียนทั้งในและต่างประเทศ โดยกองทุนจะเน้นการลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในรูปเงินสกุลฮ่องกงดอลล่าร์ (HKD) และกองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปตามแนวทางเศรษฐกิจใหม่ของจีน ( China 's New Economic ) ซึ่งประกอบด้วยหุ้นในกลุ่มการบริการทางการเงิน โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเปิดจำหน่าย 2 กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ ประกอบด้วย กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 162 ( KTFF162) และกองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ เอฟไอเอฟ 163 ( KTFF163) เสนอขายตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2560 เน้นลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 โดยกองทุน KTFF162 อายุ 1 ปี ลงทุนในบัตรเงินฝาก Bank of China , Agricultural Bank of China , The Bank of East Asia Limited ในสัดส่วนสถาบันการเงินละ19% ส่วนที่เหลือ ลงทุนใน บัตรเงินฝาก Industrial and Commercial Bank of CHINA 14% และ เงินฝากประจำ Union National Bank PJSC 10%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ผลตอบแทนประมาณ 1.65%ต่อปี
ส่วนกองทุน KTFF163 อายุ 6 เดือน ลงทุนในบัตรเงินฝาก Bank of China , Agricultural Bank of China , China Construction Bank และ Bank of Communication ในสัดส่วนสถาบันการเงินละ 19% ส่วนที่เหลือลงทุนใน Industrial and Commercial Bank of CHINA 14% และ Union National Bank PJSC 10% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ผลตอบแทนประมาณ 1.40% ต่อปี โดยทั้ง 2 กองทุน บุคคลธรรมดาผลตอบแทนไม่เสียภาษี
สำหรับอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในประเทศมีการปรับตัวผันผวนตามแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติ หลังมีเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่รวมถึงไทยจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาที่ทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาต้องชะลอออกไปสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเป็นยอดซื้อสุทธิจำนวน 11,021 ล้านบาท ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกามีการปรับตัวผันผวนตามปัจจัยทางการเมืองที่ทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาต้องชะลอออกไป ในขณะที่มีแรงขายทำกำไรและแรงซื้อกลับหลังธนาคารกลางสหรัฐ ( Fed) ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมท่ามกลางตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ปี 2560 ของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยสรุปอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุคงเหลือ 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 bps.มาอยู่ที่ 1.35% ต่อปี อายุคงเหลือ 5 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3 bps. มาอยู่ที่ 1.83% ต่อปี และอายุคงเหลือ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5 bps.มาอยู่ที่ 2.29% ต่อปี
" ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เนื่องจากสภาวะตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่โฆษณาไว้ และผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต " นักลงทุนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา หรือ โทร 0-2686-6100
บลจ.อีสท์สปริง โชว์จ่ายปันผลกองทุนต่างประเทศ-หุ้นไทย รวม 3 กอง มูลค่า 55 ล้านบาท
BRRGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.26 บาท วันที่ 14 ก.ย. นี้
BTSGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.193 บาท วันที่ 10 ก.ย. 2569 นี้
SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้
3BBIF เตรียมจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 38 ในอัตรา 0.1400 บาทต่อหน่วย วันที่ 2 ก.ย. นี้
บลจ.อีสท์สปริง จ่ายปันผล 2 กองหุ้นไทย-ตราสารหนี้ไทย " ES-SET50DV2 และ ES-TSARN"รวมมูลค่า 78 ล้านบาท ดีเดย์ 7 ส.ค. 69 นี้
K-WealthPLUS Series ทะลุแสนล้าน! KAsset จับมือพันธมิตรการลงทุน J.P. Morgan Asset Management รุก Lifetime Investment Solutions สร้างอนาคตมั่นคงตลอดช่วงชีวิต
บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดตัว SCBUSDADVANTAGE กองทุน Hedge Fund กองแรกจาก SCBAM
บลจ.อีสท์สปริง ตอกย้ำผู้นำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มุ่งพาสมาชิกสู่ความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ