รศ.ดร.อำพล การุณสุนทวงษ์ ผู้อำนวยการโครงการเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. หัวหน้าคณะวิจัย กล่าวว่า การศึกษาการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้าย บนถนนพระราม 2 ช่วงระหว่างมหาชัยเมืองใหม่ ถึงทางแยกต่างระดับสมุทรสาคร ที่ตีเส้นจราจรในลักษณะเป็นแถบสีเหลี่ยมสีขาว บนช่องทางเลนกลางและเลนขวาสุดบนถนน พร้อมติดตั้งป้ายจราจร เว้นระยะ 50 เมตรจากคันหน้า โดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของกรมทางหลวง คือ ดร.วันจักร ฉายากุล วิศวกรใหญ่ด้านอำนวยความปลอดภัย เป็นหัวหน้าทีมทางคณะวิจัยกรมทางหลวง และนายสุจิณ มั่งนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยความปลอดภัย ร่วมคิดเห็นในการศึกษาวิจัย และตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อนำผลจากการศึกษาไปประกอบการทำมาตรฐานในอนาคต
รศ.ดร.อำพล กล่าวว่า การศึกษาการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้ายใช้แบบจำลองการขับรถตามกันของจีเอ็มลำดับที่ 5 (GM5th Car Following Model) โดยการประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธีทางสถิติที่เรียกว่า Maximum Likelihood Estimation (MLE) เพื่อทำการตรวจสอบความมีเสถียรภาพของกระแสจราจรด้วยวิธี Perturbation Technique สำหรับการศึกษาระยะห่างระหว่างรถที่เหมาะสมของรถที่ขับตามกัน โดยนำข้อมูลสถิติอุบัติเหตุการชนท้ายปี พ.ศ. 2554 – 2558 บนถนนพระราม 2 มาวิเคราะห์หาช่วงที่จะใช้ในการศึกษา และทำการเก็บข้อมูลจราจรในช่วงที่ศึกษา มาวิเคราะห์หาระยะห่างที่ปลอดภัยในการขับรถตามกัน โดยใช้ความเร็วที่ 85 เปอร์เซ็นต์ไทล์ โดยกำหนดรูปแบบการทำเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar เป็นสัญลักษณ์บนพื้นทางที่ทาด้วยวัสดุที่ดีที่สุดคือ เทอโมพลาสติก 1 แถบ มีความหนา 2 มิลลิเมตร ความกว้างของแถบ 60 เซนติเมตร และความยาว 100 เซนติเมตร มีระยะห่างกัน 37 เมตร ซึ่งจะทำให้ระยะห่างระหว่างรถ 2 คัน เท่ากับ 47 เมตร ตามที่คณะผู้วิจัยต้องการ โดยขณะขับรถบนถนนที่มีสัญลักษณ์ผู้ขับขี่รักษาระยะห่างจากรถคันหน้า เพื่อให้มองเห็นแถบสัญลักษณ์ทั้ง 2 แถบ จะเป็นระยะห่างที่ปลอดภัยในการขับตามกัน ความปลอดภัยในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ในกระแสจราจรมีรถเบรกกะทันหัน กระแสจราจรไม่เกิดอุบัติเหตุ เรียกว่าความมีเสถียรภาพของกระแส ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาในระยะทางทั้งหมด 5 กิโลเมตร ด้วยการทำเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar ทั้งหมด 3 ชุด แต่ละชุดมีระยะห่างกัน 1.5 กิโลเมตร
โดยเก็บข้อมูลด้วยการตั้งกล้องวีดิโอ 24 ชม. เพื่อเก็บข้อมูลการขับขี่ 3 กม. ก่อนเข้าช่วงถนนที่ทำเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar จุดที่อยู่ในช่วงถนนที่ทำเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar 3 กม. หลังช่วงถนนที่ทำเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar และ 10 กม. หลังช่วงถนนที่ทำเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar รวมทั้งหมดคือ 4 ตำแหน่ง 2 ทิศทาง แล้วทำการสอบเทียบวัดตำแหน่งความกว้าง ความยาวของถนน ก่อนนำเข้ากล้องออโต้สโคปเครื่องมือในการแปลงผลข้อมูลรถที่วิ่งตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งตามเลนของถนนมาเป็นข้อมูลความเร็วเฉลี่ย ข้อมูลกระแสจราจร ข้อมูลความหนาแน่น และระยะห่างเฉลี่ยระหว่างรถ สำหรับทุกช่วงเวลา 5 นาที โดยจะต้องทำการเก็บข้อมูลทั้งหมด 4 ครั้ง ในช่วงเวลา 4 เดือน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อศึกษา ผลกระทบต่อกระแสจราจร ความเร็วเฉลี่ย และระยะห่างเฉลี่ยระหว่างรถ
รศ.ดร.อำพล กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้เครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar ประสบความสำเร็จในการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้ายในต่างประเทศ มี 3 ปัจจัย ได้แก่ เครื่องหมายบนผิวจราจร ป้ายเตือน และการบังคับใช้กฎหมาย ในการศึกษานี้มีเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar และป้ายเตือนให้ขับขี่ห่างจากรถคันหน้า 2 แถบ แต่ยังขาดการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษา 4 เดือนหลังทำการติดตั้ง Transverse Bar เป็นการศึกษาระยะสั้นเพื่อศึกษาผลกระทบต่อ สภาพกระแสจราจร ในการศึกษาระยะยาว จะต้องนำข้อมูลสถิติ การเกิดอุบัติเหตุการชนท้ายในพื้นที่ศึกษา มาศึกษาทางสถิติ ว่ามีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
นอกจากนี้ คณะผู้วิจัย จะทำการสำรวจแบบสอบถาม (Questionnaire Survey) เพื่อสอบถามพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ในช่วงพื้นที่ศึกษา สอบถามการรับรู้เข้าใจและความพึงพอใจ ของผู้ขับขี่ต่อป้ายเตือน และสัญลักษณ์บนพื้นทาง ในการศึกษานี้ มีการติดตั้งป้ายเตือน 2 แบบ ที่มาจากการทบทวนงานวิจัยในอดีต ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยทิศทางขาเข้ากรุงเทพ ใช้รูปภาพและข้อความ "เว้นระยะ 2 แถบจากคันหน้า" ทิศทางขาออกจากกรุงเทพ ใช้รูปภาพและข้อความ "เว้นระยะ 50 เมตรจากคันหน้า" โดยข้อมูลสถิติการรับรู้เข้าใจของผู้ขับขี่ ต่อป้ายแบบใดมากที่สุด จะใช้ประกอบการพัฒนามาตรฐาน ป้ายเตือนที่เหมาะสม
สำหรับรูปแบบสัญลักษณ์บนพื้นทางแบบ Transverse Bar มาจากการทบทวนการศึกษาในอดีตในต่างประเทศ และความเห็นจาก ผู้เชี่ยวชาญของกรมทางหลวง ซึ่งพิจารณาขนาดของ Bar ไม่ให้ใหญ่เกินไปเพราะผิวสีเทอโมพลาสติก มีความลื่น แบบสอบถามจะได้สำรวจความชัดเจน ในการมองเห็นของผู้ขับขี่ และสอบถามความเห็นของผู้ขับขี่ว่าควรเพิ่มความกว้าง และ/หรือ ความยาวของแถบหรือไม่ ข้อมูลสถิติที่ได้จะใช้ประกอบ การพัฒนามาตรฐานเครื่องหมายบนผิวจราจรแบบ Transverse Bar ที่เหมาะสม
GMI พลิกโฉมบทบาทบรรณารักษ์ไทย สู่ "คู่คิดนักวิจัย" ในยุคดิจิทัล
TCCtech ผนึกกำลังลูกค้า สานต่อ Turn Gift to Give ปีที่ 4 สนับสนุน มจธ. ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย
กรมบังคับคดี ผนึกกำลัง มจธ. ยกระดับ "ศูนย์ราชการสะดวก (GECC)" มุ่งสู่มาตรฐานบริการภาครัฐระดับสากล
"ของขวัญปีใหม่ อว. 2569" วช. มอบนวัตกรรมเตาไบโอชาร์พลังงานชุมชน BioCycle Kiln ให้กับ กลุ่มชุมชนบ้านห้วยขึม ต.บ้านเวียง อ.ร้องกวาง จ.แพร่
ไดกิ้น จับมือ มจธ. ลงนาม MOU วิจัยเทคโนโลยี "การจัดการพลังงานและสารทำความเย็นในอาคารภาครัฐ" ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอาคาร ขับเคลื่อนความยั่งยืน สู่ Carbon Neutrality อย่างเป็นรูปธรรม
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ. ผนึก ก.ล.ต. และ LiVE Exchange ยกระดับความรู้ตลาดทุน สู่ผู้ประกอบการยั่งยืน
บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มจธ. ผนึกกำลัง บพท. ยกระดับงานวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนอย่างยั่งยืน
GMI มจธ. จับมือ HKTDC ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ชูหลักสูตรการจัดการ IP หนุนนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก
GMI มจธ. รุดเยี่ยมชมคลังสินค้าองค์การเภสัชกรรม เดินหน้าแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ยกระดับระบบโลจิสติกส์ยาและเวชภัณฑ์สู่มาตรฐานสากล