มาตรการลดผลกระทบการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำกรณีเสนอลดเงินสมทบประกันสังคม

ข่าวประชาสัมพันธ์ »

          เห็นด้วยกับบอร์ดประกันสังคมไม่ปรับลดเงินสมทบประกันสังคมเพราะจะกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของกองทุนประกันสังคม มีผลกระทบต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ขัดต่อกฎหมายประกันสังคม และการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วยการเสนอปรับลดเงินสมทบนั้นจะไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายและเป็นมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพ นโยบายการลดอัตราเงินสมทบแบบเหมารวมมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็นและเป็นการช่วยเหลือที่อาจไม่เข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้เต็มที่อย่างแท้จริง ควรหามาตรการอื่นในการช่วยเหลือจะดีกว่า ส่วนการลดภาษีให้ผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเพราะกิจการที่มีปัญหามักประสบภาวะการขาดทุนหรือกำไรน้อย ไม่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษี ส่วนกิจการที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงจะได้ประโยชน์จากการลดภาษี ซึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ตรงจุด ไม่ตรงประเด็นและไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 
          16.00 น. 4 มี.ค. 2561 ที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 

          คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป
          ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากมีข้อเสนอของคณะกรรมการค่าจ้างและคณะรัฐมนตรีให้มีการปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างลงร้อยละ 1 เป็นระยะเวลา 12 เดือนเพื่อลดกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ตนไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว และ เห็นด้วยกับมติของบอร์ดประกันสังคมที่ไม่ปรับลดอัตราเงินสมทบของกองทุนประกันสังคมดังกล่าว เพราะการปรับลดเงินสมทบจะส่งผลต่อการจ่ายสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายประกันสังคม และการช่วยเหลือบรรเทาผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วยการเสนอปรับลดเงินสมทบนั้นจะไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายและเป็นมาตรการที่ไม่มีประสิทธิภาพ นโยบายการลดอัตราเงินสมทบแบบเหมารวมมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็นทำให้นายจ้างที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้รับสิทธิในการลดจ่ายเงินสมทบไปด้วย สภาพดังกล่าวจะเป็นการช่วยเหลือที่อาจไม่เข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้เต็มที่อย่างแท้จริง 
          จากการศึกษาพบว่า อัตราเงินสมทบที่จัดเก็บในปัจจุบันมีความเหมาะสมอยู่แล้วโดยรัฐบาลจ่าย 2.75% นายจ้างและผู้ประกันตนจ่าย 5% โดยนายจ้างและผู้ประกันตนจ่ายเท่ากันแยกออกเป็นจ่ายกรณีเจ็บป่วย 1.5% กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ 3% กรณีว่างงาน 0.5% ประเมินสถานะกองทุนประกันสังคมเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทน 7 กรณีรายรับยังคงเพียงพอรายจ่าย แต่หากมีการลดเงินจ่ายสมทบจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพกองทุนในระยะต่อไป นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2561 จากเดิม300-310 เป็น 308-330 ต่อวัน หรือเฉลี่ยวันละ 316 บาท เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2560 เพียง 2.6% เท่านั้น เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นค่าจ้างในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 3.8% และส่วนใหญ่ของผู้ประกับตนประมาณ 55% มีค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้ การลดอัตราเงินสมทบจะทำให้สิทธิประโยชน์ 4 กรณี คือ ป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตรและตาย มีความเสี่ยงที่จะขาดสภาพคล่องในการจ่ายประโยชน์ทดแทน สำหรับสถานะกองทุนประกันสังคมสำหรับประโยชน์ทดแทน 4 กรณี มีเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 63,000 ล้านบาท สัดส่วนเงินสำรองเพื่อจ่ายสิทธิประโยชน์ 4 กรณี (Reserve Ratio) อยู่ที่ประมาณ 1 ปีพอดี เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม หากมีการลดการจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 1% เป็นเวลา 1 ปี จะทำให้เงินสำรองลดลงเหลือเพียง 6 เดือนอาจจะเกิดปัญหาสภาพคล่องได้ 
          ดร. อนุสรณ์ กล่าวถึง มาตรการชะลอการจ่ายสมทบอีกว่าก็ไม่ใช่มาตรการที่จะเข้าไปช่วยเหลือนายจ้างในการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และทำให้นายจ้างมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายให้สำนักงานประกันสังคมเพิ่มขึ้นจากการชะลอการนำส่งเงินสมทบในภายหลังอีกด้วย ระบบประกันสังคมนั้นถือเป็นการออมรูปแบบหนึ่งหรือเป็นการออมแบบบังคับเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในอนาคตของผู้ประกันตน การดำเนินการใดๆที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเสถียรภาพของกองทุนต้องหลีกเลี่ยง นอกจากนี้ สังคมไทยยังต้องเผชิญปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เป็นภาระในเรื่องการดูแลสวัสดิการชราภาพมากอยู่แล้ว เรายิ่งต้องทำให้สถานะทางการเงินของกองทุนประกันสังคมให้เข้มแข็งเพื่อแบ่งเบาภาระดังกล่าว
          ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวถึง ข้อเสนอของรัฐบาลเรื่องมาตรการการลดภาษีเพื่อลดผลกระทบขึ้นค่าแรงให้ผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเพราะกิจการที่มีปัญหามักประสบภาวะการขาดทุนหรือกำไรน้อย ไม่ได้รับประโยชน์จากการลดภาษี ส่วนกิจการที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงจะได้ประโยชน์จากการลดภาษี ซึ่งอาจเป็นการช่วยเหลือที่ไม่ตรงจุด ไม่จำเป็น ไม่ตรงประเด็นและไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งรัฐสูญเสียรายได้ในการนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆควรหามาตรการอื่นๆในการช่วยเหลือเพื่อให้ตรงจุดตรงกลุ่มเป้าหมายจะดีกว่า รวมทั้ง ควรเน้นไปที่การลดต้นทุนในการประกอบการของภาคธุรกิจ และ การเพิ่มผลิตภาพของการประกอบการและผลิตภาพของแรงงานจะเหมาะสมกว่า รัฐบาลควรแสวงหามาตรการช่วยเหลือโดยพุ่งเป้าหมายไปที่สถานประกอบการที่ได้รับ          
          ผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างแท้จริง รัฐอาจหาทางจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับสาขาธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดเสรี เป็นต้น และ นำรายได้ดังกล่าวมาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อชดเชยให้กับกิจการที่ได้รับผลกระทบทางลบจากมาตรการหรือนโยบายของรัฐ
 
 

ข่าวมหาวิทยาลัยรังสิต+กองทุนประกันสังคมวันนี้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือ มหาวิทยาลัยรังสิต ปั้นบัณฑิตคุณภาพ ตอบโจทย์เทรนด์เทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงาน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ลงนามบันทึกความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยรังสิต หนุนพัฒนาบุคลากร ร่วมฝึกอบรม สร้างนักศึกษาคุณภาพ ตอบโจทย์เทรนด์เทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงาน บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดยนายมงคล ตั้งศิริวิช ประธาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา และนางสาวอังคณา ตุนผาณิต รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ประเทศไทย ลาว และเมียนมา ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยรังสิต โดย ดร.อาทิตย์ อุ

ครั้งแรกและใหญ่ที่สุดของบริษัทในกลุ่มอุตส... กรุงศรีสนับสนุน "สินเชื่อเพื่อความยั่งยืน" ให้แก่ Arthit International Hospital — ครั้งแรกและใหญ่ที่สุดของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมดูแลสุขภาพในเอเชียตะวันออ...

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้จัดก... นักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีคว้าเหรียญทอง การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 ระดับประเทศ — กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้จัดการแข่งขันฝีมือแรงง...