EIC ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของภาคครัวเรือนไทย (Household Socio-Economic Survey หรือ SES) ล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของคนไทยดังต่อไปนี้
ปัจจุบันคนไทยที่ซื้อประกันชีวิตยังเป็นส่วนน้อย จากข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ครัวเรือนไทยที่มีรายจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิต มีสัดส่วนเพียง 8.9% จากจำนวนครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งถือเป็นส่วนน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และ 1.5 - 3 หมื่นบาทต่อเดือนที่มีสัดส่วนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 4.8% และ 8.2% ตามลำดับ ทั้งนี้สัดส่วนครัวเรือนที่มีรายจ่ายประกันชีวิตจะสูงขึ้นตามช่วงรายได้ จากเงินออมและโอกาสจากการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการซื้อประกันชีวิตที่มีมากกว่า ทำให้สัดส่วนกลุ่มครัวเรือนรายได้สูงที่มีรายจ่ายประกันชีวิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ในช่วง 3 – 5 หมื่นบาท และ มากกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน มีสัดส่วนการมีประกันชีวิตอยู่ที่ 10.2% และ 20.3% ตามลำดับ สำหรับค่ากลาง (median) ของเบี้ยประกันที่จ่ายต่อปีของครัวเรือนไทยจะอยู่ที่ราว 5 พันบาทต่อปี โดยมูลค่าของเบี้ยประกันที่จ่ายก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามรายได้ของครัวเรือนเช่นกัน
ลักษณะและพฤติกรรมของครัวเรือนไทยมีผลต่อการซื้อประกันชีวิต โดยพบว่า หากครัวเรือนมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ 1.มีบ้านเป็นของตนเอง (ทั้งที่มีและไม่มีภาระหนี้) 2.มีสมาชิกที่จบปริญญาตรีขึ้นไป 3.มีสถานะสมรส หรือ 4.มีลูก จะมีแนวโน้มที่จะมีประกันชีวิตมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ (วิเคราะห์โดยควบคุมปัจจัยรายได้ อายุเฉลี่ยของสมาชิกครัวเรือนที่มีงานทำ และภูมิภาคที่ครัวเรือนอยู่อาศัย) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคตามช่วงชีวิต (life cycle) และผลส่วนหนึ่งอาจมาจากการทำประกันชีวิตพร้อมกับการขอสินเชื่อบ้านเพื่อเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ดีกว่า ทั้งนี้หากเป็นครัวเรือนที่มีมากกว่า 1 ลักษณะก็จะยิ่งมีแนวโน้มในการซื้อประกันชีวิตที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าการมีประกันสุขภาพของเอกชนถือเป็นอีกตัวบ่งชี้ที่มีนัยสำคัญ โดยครัวเรือนที่มีประกันสุขภาพมักจะมีประกันชีวิตด้วย อาจสะท้อนถึงพฤติกรรมการป้องกันความเสี่ยงของครัวเรือนที่มักจะทำประกันทั้ง 2 ด้านคู่กัน และ/หรือ ลักษณะของการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทที่มีความคุ้มครองด้านสุขภาพรวมอยู่ด้วย
แนวโน้มการซื้อประกันชีวิตของคนไทยยังมีโอกาสทางการตลาดทั้งในกลุ่มศักยภาพและกลุ่มที่มีความจำเป็น จากสัดส่วนครัวเรือนไทยที่มีรายจ่ายประกันชีวิตที่น้อยเพียง 8.9% สะท้อนว่าครัวเรือนที่ยังไม่ซื้อมีอีกมากถึงกว่า 9 ใน 10 แม้กระทั่งกลุ่มที่มีลักษณะที่บ่งชี้แนวโน้มในการซื้อสูงก็ยังมีสัดส่วนการมีรายจ่ายประกันชีวิตไม่ถึงครึ่งหนึ่ง โดยกลุ่มครัวเรือนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป แต่งงาน มีลูก และเป็นเจ้าของบ้าน มีสัดส่วนที่มีรายจ่ายประกันชีวิตเพียง 2.0 จาก 8.5 แสนครัวเรือน หรือคิดเป็น 24.1% นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับคนทำงานในครอบครัว โดยวัดจากสัดส่วนจำนวนสมาชิกครัวเรือนที่ไม่มีงานทำต่อจำนวนคนทำงาน หรือ อัตราส่วนการพึ่งพา (dependency ratio) จะพบว่า มีครัวเรือนไทยจำนวนมากถึง 6.8 ล้านครัวเรือนเป็นครัวเรือนที่คนทำงานต้องดูแลคนที่ไม่ทำงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป (dependency ratio มากกว่าหรือเท่ากับ 1) ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการมีประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ในกลุ่มครัวเรือนที่ถือว่ามีความจำเป็นนี้มีจำนวนถึง 6.1 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 89.9% ที่ยังไม่มีประกันชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการมีรายได้เหลือไม่พอหลังหักค่าใช้จ่ายและชำระหนี้ โดยครัวเรือนกลุ่มนี้มีถึง 4.8 จาก 6.1 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 78.0% ที่มีรายได้เหลือไม่พอจะจ่ายเบี้ยประกันที่ 417 บาทต่อเดือน (เทียบเท่าค่ากลางของรายจ่ายประกันของครัวเรือนไทย) ครัวเรือนกลุ่มนี้จึงอาจมีความเปราะบางต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับคนทำงานในครอบครัว แต่ขณะเดียวกัน ยังมีอีกกว่า 1.3 ล้านครัวเรือนที่มี dependency ratio สูงและมีเงินเหลือพอแต่ยังไม่มีการซื้อประกันชีวิต ซึ่งอาจถือเป็นกลุ่มที่เป็นโอกาสทางการตลาดสำหรับผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ได้
อย่างไรก็ดี แนวโน้มการซื้อประกันชีวิตในภาพรวมของคนไทยยังมีความท้าทายที่สำคัญจากปัจจัยเชิงมหภาค ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนที่ซบเซาจากรายได้ที่ลดลงและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยมีอัตราการออมที่ลดลง ส่งผลกระทบกับแนวโน้มการซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อการออมและการลงทุนอย่างประกันชีวิต อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำก็จะมีผลทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนในประกันชีวิตต่ำลงไปด้วย นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรทั้งขนาดครอบครัวที่เล็กลง การแต่งงานที่ช้าลงและการตัดสินใจมีลูกที่น้อยลงก็จะมีส่วนทำให้การตัดสินใจทำประกันชีวิตโดยเฉลี่ยช้าลงหรือลดลงจากในอดีตได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อ Pickleball และ Tennis กลายเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ใหม่ของคนเมือง
วางแผนซื้อบ้านอย่างมั่นใจสไตล์คนโสดยุค Solo Economy
ETDA ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ เดินหน้า 'EDC Trainer 2026' ลุยสร้างเครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค 10 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งเป้าพัฒนาเทรนเนอร์ดิจิทัลกว่า 2,000 คน
ETDA เตรียมปูพรม 15 จังหวัดทั่วประเทศ ลุยสร้างเครือข่าย EDC Trainer ระดับภูมิภาค เพิ่มอีกกว่า 2,000 คน พร้อมส่งต่อความรู้สู่ชุมชนไม่น้อยกว่า 6 หมื่นคน ในปี 2569
จากสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy เลือกที่อยู่อาศัยอย่างไรเมื่อชีวิตยืนยาว
ชวนตอบแบบสำรวจช่วยชาติ! ไปรษณีย์ไทยส่งพี่ไปรฯ ลุยสำรวจสำมะโนประชากรและเคหะ หนุนภารกิจสำนักงานสถิติแห่งชาติ พร้อมนำข้อมูลสู่การจัดทำนโยบายรัฐ
สคล. ผนึกกำลังชุมชน รณรงค์ลด ละ เลิกเหล้า ต่อเนื่อง พุ่งเป้า "ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่" มุ่งสร้างสังคมสุขภาวะ
สคส. จับมือ สนง.สถิติ เก็บข้อมูลประชากรครั้งใหญ่รอบ 10 ปี ย้ำชัด มั่นใจ-ปลอดภัย-พร้อมพัฒนาประเทศ