“มนัญญา” ลงพื้นที่จันทบุรีเดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าหลังกระทรวงคมนาคมจับมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนโนบายส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ ตั้งเป้าผลิตเสาหลักนำทาง 1,063,651 ต้น และที่ครอบกำแพงคอนกรีตจากแผ่นยางธรรมชาติ ความยาว 12,282 กิโลเมตร หวังช่วยดึงราคายางเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกร ชูสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด อำเภอเขาคิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี มีศักยภาพพร้อมเดินเครื่องผลิตเสาหลักนำทางยางพาราป้อนกรมทางหลวงชนบทเต็มที่
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัดอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรีติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐตามนโยบายรัฐบาล พร้อมทั้งเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้และสาธิตการผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติและการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตของสถาบันเกษตรกรโดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมในโอกาสนี้ด้วย
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงถึงนโยบายการส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐว่าทางกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อผลักดันให้สถาบันเกษตรกรเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยการนำยางพารามาแปรรูปเป็นวัสดุด้านการจราจรและเพิ่มความปลอดภัยทางถนนได้แก่แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้ในกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและความปลอดภัยทางท้องถนนที่ผลิตจากยางพารา และได้มีการทดสอบการชนและการกระแทกจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยแล้วว่าวัสดุที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับความร่วมมือดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราด้วยเนื่องจากโครงการนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมรับซื้อผลิตภัณฑ์ยางพาราจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยเหลือในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต และการวางแผนการผลิตวัสดุด้านการจราจรทั้งสองชนิดให้ได้ตามปริมาณและมาตรฐานที่กระทรวงคมนาคมกำหนด
“ปี 2563 – 2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งเป็น เสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร และในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรกจำนวน 289,635 ต้น ซึ่งส่วนผสมของวัสดุด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนนจะใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบถึง 70% ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าสหกรณ์ชาวสวนยางนั้นมีศักยภาพและพร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราในภาครัฐของรัฐบาลในครั้งนี้ และขอให้สหกรณ์รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาด ราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลและมีรายได้เพิ่มขึ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว
ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา เบื้องต้น กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ 7 แห่ง จากการคำนวณต้นทุนการผลิตวัสดุทั้งสองชนิด จะมีส่วนเหลือที่เป็นกำไรพอสมควร และขอให้สหกรณ์ปันผลกำไรที่ได้จากโครงการนี้ลงไปถึงตัวสมาชิก ขณะนี้ต้องรอให้มีการแก้กฎกระทรวงเพื่อเปิดให้ส่วนราชการซื้อตรงจากสหกรณ์ได้ เมื่อกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงแล้ว จึงจะนำเสนอครม.เพื่ออนุมัติงบประมาณ จากนั้นจะมีการถ่ายทอดความรู้การผลิตเสาหลักนำทางและแท่งแบริเออจากยางพาราให้กับสหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการชุดแรก ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิต และมาตรฐานต่าง ๆ ส่วนสหกรณ์ใดที่ยังไม่พร้อมผลิตเองในขณะนี้ ก็ขอให้มาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้กับสหกรณ์ผู้ผลิต ซึ่งกรมฯจะประสานเชื่อมโยงระบบสหกรณ์เข้าหากัน เนื่องจากโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์ชาวสวนยางโดยตรง ขอให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมมือกันเพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง
ปัจจุบันสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารามีจำนวน 661 แห่ง ในพื้นที่ 56 จังหวัด มีสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา 355,181 ราย มีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ จำนวน 1.42ล้านราย พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ ปีการผลิต 2562/63 สหกรณ์รวบรวมน้ำยางได้ประมาณ 475,058 ตัน มูลค่า 16,998 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57 จากผลผลิตทั้งหมดของสมาชิก จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ได้เยี่ยมชมการสาธิตผลิตหลักนำทางของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด ใช้น้ำยางข้นมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตประมาณ 19 กิโลกรัม/ต้นต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต้นละ 1,200 บาท สหกรณ์มีกำลังการผลิตประมาณวันละ 19 ต้น ขณะนี้ได้ผลิตไปแล้วประมาณ 200 ต้น สำหรับขั้นตอนการผลิตเสาหลักนำทางยางพารา เริ่มจากการนำน้ำยางข้น เข้าเครื่องผสมกับสารเคมีตามสูตรการผลิต เป็นการผสมเพื่ออัดแน่น ฉีดเข้าแม่พิมพ์นำเข้าเตานึ่งประมาณ1 ชั่วโมง แล้วนำเข้าเครื่องอบแห้ง 25 ชั่วโมง ก่อนจะได้เสาหลักนำทางที่สมบูรณ์พร้อมจัดส่งให้กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้รับซื้อเพื่อนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่อไป
สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด จังหวัดจันทบุรี จัดตั้งเมื่อ17 กุมภาพันธ์ 2542 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 109 ราย ดำเนินธุรกิจหลัก 2ด้าน ได้แก่ การจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจรวบรวมผลผลิต ปัจจุบัน มีทุนดำเนินงานกว่า 10.68 ล้านบาท สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพของสมาชิกส่งเสริมให้มีการวางแผนการผลิตควบคู่กับการตลาด และพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งจุดเด่นของสหกรณ์ฯ แห่งนี้คือการเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมและแปรรูปผลิตน้ำยางพาราอย่างครบวงจร สามารถผลิตและจำหน่ายหมอนยางพารา (Natural Latex Pillow) สร้างรายได้ มูลค่า 2.13 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันสหกรณ์เริ่มผลิตเสาหลักนำทางยางจากธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP)รวมทั้งในอนาคตได้วางแผนเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตยางพาราให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรชาวสวนยางนื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏและพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป
กรมพัฒนาที่ดิน ชู "หมอดินราตรี" ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2569 พลิกนาเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง
จัดยิ่งใหญ่ 110 ปีสหกรณ์ไทย สืบสานพระปณิธานพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย ยึดหลัก "สมาชิกคือหัวใจ สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง"
กระทรวงเกษตรฯ สืบสานพระราชปณิธาน รุกโมเดลโครงการหลวง 'เลอตอ' พลิกฟื้นผืนป่า สร้างอาชีพยั่งยืนด้วยพระบารมี
"หนึ่งปี มีครั้งเดียว" ปรากฏการณ์ธรรมชาติ "ปลากอง" แห่งเดียวในประเทศไทย ต่อยอดการบริหารทรัพยากรประมง สู่แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า จ.น่าน
ลดการเผาได้กว่าร้อยละ 75! กรมพัฒนาที่ดิน เผยผลสำเร็จโครงการ "ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม"
สยามคูโบต้า จับมือ กรมการข้าว เปิดตัว "พิจิตรแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบนาดำคาร์บอนต่ำ"
กระทรวงเกษตรฯ - IRCo ขับเคลื่อนความร่วมมือ ยกระดับยางพาราสู่มาตรฐานสากล
กระทรวงเกษตรฯ รวมพลังหมอดินอาสาทั่วประเทศ ครบรอบ 3 ทศวรรษ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนาดินไทยอย่างยั่งยืน
กระทรวงเกษตรฯ เตรียมนำสินค้าออร์แกนิคไทยตะลุยตลาดโลก ผงาดในงาน BIOFACH 2026 ที่เยอรมัน