ตลาดการเงินโลกผันผวนอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นกลัวให้นักลงทุน ในระดับใกล้เคียงกับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 จนหลายประเทศต้องออกมาตรการพิเศษ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด และประคับประคองเศรษฐกิจ
ดร.แซมมี่ ชาร์ Chief Economist จาก Lombard Odier Geneva มองว่าหนทางที่วิกฤตโรคโควิด-19 จะดำเนินและจุดจบนั้น แบ่งออกเป็น 2 กรณี
กรณีฐาน (Base case)
- การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกสามารถควบคุมได้ภายในครึ่งปีแรกของปี จากมาตรการกักกันตัวที่ทั่วโลกบังคับใช้อยู่ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวได้ในครึ่งปีหลัง 2020 และคาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ (Pre-COVID19) ได้ภายในสิ้นปี 2021
- ด้าน มร. โฮมิน ลี Asia Macro Strategist, Head of Portfolio Solutions, Asia, Lombard Odier ยกจีนเป็นกรณีศึกษาในเรื่องความสามารถการควบคุมการแพร่ระบาด และการกลับมาเปิดเศรษฐกิจผลักดันให้กิจกรรมทางธุรกิจกลับมาอย่างรวดเร็ว
- ล่าสุดมาตรการกักกันตัวเริ่มเห็นผลดี โดยในยุโรป และสหรัฐฯ อัตราการแพร่ระบาดเริ่มชะลอลง จนบางประเทศเริ่มมองหากำหนดการที่จะกลับมาเปิดประเทศตนเองอีกครั้ง
- มาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จากทั้งรัฐบาล และธนาคารกลางทั่วโลกจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อหลาย ๆ ประเทศกลับมาเปิดเศรษฐกิจอีกครั้ง
- รัฐบาลหลายประเทศจะต้องเผชิญกับงบประมาณขาดดุล และระดับหนี้ภาครัฐฯ ที่สูงขึ้น แต่ทุกประเทศรู้ดีว่าเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ และเมื่อสถานการณ์ดูดีขึ้น รัฐบาลต่าง ๆ จะสามารถลดงบประมาณขาดดุลลงดังที่เคยเกิดขึ้น 10 ปีหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
กรณีเลวร้าย (Worst case)
- การแพร่ระบาดไม่สามารถควบคุมได้ จนเกิดการแพร่ระบาดกลับมาในเอเชียระลอก 2 ส่งผลให้มาตรการกักกันตัว และปิดเมืองดำเนินต่อเนื่อง กิจกรรมทางธุรกิจยังอ่อนแรง ไม่สามารถเปิดเศรษฐกิจได้
- แทนที่จะเป็นภาวะช็อคเพียงชั่วคราวตามกรณีฐาน เศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะถดถอยระยะยาว
ด้าน นางสาว ศิริพร สุวรรณการ Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย ให้คำแนะนำในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนจากการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง KBank Private Banking ได้ปรับคำแนะนำในพอร์ต K-Alpha ให้อยู่ในโหมดระมัดระวัง มาตั้งแต่ปี 2019 ที่ราคาสินทรัพย์พุ่งขึ้นภายใต้เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงท้ายวัฏจักรของการเติบโตหรือ Late cycle โดยแบ่งเป็น
- พอร์ตหลัก หรือ CORE ที่มีกลไกกระจายความเสี่ยงอย่างดี ด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบ Risk-based Allocation ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยงพุ่งขึ้นสูงมาก ทำให้พอร์ตหลักลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น หันมาเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ รวมทั้งลดอัตราทด หรือ Leverage ลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลขาดทุนน้อยกว่าพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิม
- พอร์ตเสริม หรือ Satellites ที่ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น เพิ่มทองคำ รวมทั้งเพิ่มการถือสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสดจำนวนหนึ่ง คือประมาณ 5-11% แล้วแต่ประเภทความเสี่ยงของพอร์ต ปัจจุบันเราเลือกลงทุน
- เฉพาะหุ้น จีน A Share ที่มีกลไกควบคุมความเสี่ยง
- หุ้นในธุรกิจ Megatrend เช่น เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ พลังงานแห่งอนาคต และการจัดการคุณภาพดินและน้ำ เป็นต้น
- REITs หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่กระจายความเสี่ยงในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
- ตราสารหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐฯของผู้ออกที่ในภูมิภาคเอเชีย
- สินทรัพย์ที่เน้นให้ผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับตลาด (Uncorrelated) อย่างทองคำ รวมถึงกลยุทธ์ Long/Short ตราสารหนี้ และอัตราแลกเปลี่ยน
บล.ไอร่าฯ ประสบความสำเร็จในการจัดงานสัมมนาการลงทุนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมกับพันธมิตรฟินเทคชั้นนำระดับสากล EXANTE เน้นโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ
Krungthai CIO มองตลาดมีแรงซื้อกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง หลังทรัมป์หยุดยิงชั่วคราว ชูกลยุทธ์ "Stay Invested" สะสมหุ้นคุณภาพ ควบคู่กระจายความเสี่ยง
เมย์แบงก์ประเมินตลาดมีโอกาสฟื้น หากปัจจัยเสี่ยงคลี่คลาย แนะทยอยเพิ่ม Risk-on
Krungthai CIO มองวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก หนุนราคาน้ำมันพุ่ง เสี่ยงเงินเฟ้อสูง แนะทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่ง
Krungthai CIO ชี้ตลาดการเงินโลกยังผันผวน แนะรอจังหวะเข้าสะสมหุ้นพื้นฐานแกร่ง พร้อมถือทองคำบริหารความเสี่ยง
Krungthai CIO ชี้สงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดโลก ยกความเสี่ยง Energy Shock ระยะสั้นเป็นฉากทัศน์หลัก แนะกลยุทธ์ "Stay Invested" พร้อมถือทองคำลดความเสี่ยง
GCAP GOLD ชี้ศึกตะวันออกกลางเขย่าตลาดโลกภูมิรัฐศาสตร์หนุน Safe Haven แต่เฟดอาจชะลอลดดอกเบี้ยจำกัดกรอบทอง
Krungthai CIO ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลาง กดดันสินทรัพย์เสี่ยง แนะถือทองคำ 5-10% ของพอร์ตลงทุน ป้องกันความเสี่ยง