รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (Thailand Accident Research Center) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) แนะประชาชนที่กำลังจะเดินทางไกลช่วงวันหยุดยาวในเดือนธันวาคมนี้ หลีกเลี่ยงขับรถด้วยความเร็ว โดยผลวิจัยชี้ว่า รถจักรยานยนต์ ควรขับไม่เกิน 80 กม./ชม. ขณะที่รถยนต์ ควรขับไม่เกิน 100 กม./ชม. หากขับเกินความเร็วดังกล่าวมีโอกาสเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุสูง ขณะที่ผลสำรวจช่วง 7 วันอันตราย พบว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางสายรองมากที่สุด เนื่องจากผู้ขับขี่ใช้เลี่ยงการจราจรติดขัด ทำความเร็วได้มากกว่า แต่มาตรฐานอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยไม่สมบูรณ์ เช่น ป้ายไม่ชัดเจน, ถนนไม่เรียบ ซึ่งหากขับขี่ด้วยความเร็ว ยิ่งเสี่ยงอุบัติเหตุสูงขึ้น ย้ำความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ความเร็ว เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตสูงสุดมาโดยตลอด รองลงมาคือ เมาแล้วขับ ซึ่งตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว
"เมาแล้วขับนับเป็นสาเหตุอันดับ 2 ซึ่งในช่วงเทศกาลจะดีดตัวเลขสูงขึ้น นอกจากนี้สาเหตุของการตายจากอุบัติเหตุ ยังมาจากคนไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยขณะขับขี่ เช่น รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อค รถยนต์ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยพบว่าผู้เสียชีวิต 60% ไม่ได้สวมหมวกกันน็อค หากสวมหมวกกันน็อคช่วยป้องกันได้กว่า 40% และคาดเข็มขัดนิรภัยก็ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ ผลการวิจัยยังพบว่า คนเมาเกือบ 100% ไม่สวมหมวกกันน็อค" รศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว
ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การบังคับใช้กฎหมายด้านการจำกัดความเร็วบนท้องถนนในเมืองไทยยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เช่น หากเทียบปริมาณกล้องตรวจจับความเร็วกับความยาวของถนนทั้งประเทศ มีกล้องตรวจจับความเร็ว ไม่ถึง 5% ขณะที่ผู้ขับขี่บางส่วนเลี่ยงไม่จ่ายค่าปรับ แม้จะมีใบสั่งส่งไปถึงที่พักอาศัยก็ตาม
นอกจากนี้ รศ.ดร.กัณวีร์ ยังเปิดเผยถึงผลการวิจัยอุบัติเหตุที่เกิดกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ พบว่า ความผิดพลาดที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่พบบ่อยที่สุด ถึง 50% คือ ความผิดพลาดที่ผู้ขับขี่ไม่มีการรับรู้สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นขณะขับขี่ (Perception failure) หรือ ไม่มีทักษะในการคาดการณ์อุบัติเหตุ เช่น เปลี่ยนช่องจราจรกะทันหัน ไม่มีการมองรถซ้ายขวา โดยรถจักรยานยนต์กว่า 70% ไม่ติดตั้งกระจกมองข้าง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุด้วย รวมถึงการขับผ่านทางแยก ไม่มีการสังเกตรถคันอื่น สิ่งนี้เป็นความผิดพลาดของผู้ขับขี่ที่ไม่คาดการณ์สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น, การตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น จะเลี้ยวรถจักรยานยนต์เข้าซอย คิดว่าเลี้ยวพ้นรถที่ขับมา แต่ไม่พ้นทำให้เกิดการตัดหน้า และสุดท้ายควบคุมรถจักรยานยนต์ไม่ถูกต้อง เช่น การใช้เบรคหน้า เบรคหลัง เป็นต้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ไม่มีทักษะ
"เราย้อนกลับไปดูว่าผู้ขับขี่ฝึกอย่างไร พบว่า กว่า 90% ฝึกด้วยตัวเอง หรือ ครอบครัว เพื่อน เป็นผู้สอน มีเพียง 2% เท่านั้น ที่เรียนจากศูนย์ฝึก ทำให้ไม่ได้ศึกษาทักษะการคาดการณ์อุบัติเหตุ และเมื่อไปดูที่ขั้นตอนการสอบใบอนุญาตขับขี่ การอบรมไม่ได้เน้นทักษะเหล่านี้ ส่วนเนื้อหาข้อสอบมีเนื้อหาที่คล้ายกันระหว่างรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การขับขี่ของรถ 2 ประเภทนี้ใช้ทักษะต่างกัน ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุฯ สถาบัน AIT จึงนำผลการศึกษานี้เสนอไปยังกรมขนส่งทางบกให้แยกประเภทข้อสอบให้ชัดเจน และเพิ่มเนื้อหาทักษะการคาดการณ์อุบัติเหตุ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเข้าไปด้วย เชื่อว่าหากมีการเตรียมความพร้อมให้ผู้ขับขี่ตั้งแต่ก่อนได้รับใบอนุญาต ก็จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มีความสามารถในการเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุได้ดีขึ้น" รศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว
สภาดิจิทัลฯ ผนึก สวทช. และ AIT ลงนาม MOU ยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย ชู 'อธิปไตยทางเทคโนโลยี' พร้อมกางโรดแมปปี 69 ปั้นบุคลากร AI 1,000 ราย และนำร่องแก้วิกฤตน้
AIT คว้า IEOM Distinguished Academic Leadership Award รางวัลระดับนานาชาติจาก IEOM Society
AIT Open House 2026 เปิดประตูสู่โอกาสการศึกษาระดับนานาชาติ
สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(AIT)ประชุมหารือด้านความร่วมมือกับสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ
AIT ร่วมมือ สวทช. และ วช. พัฒนา "ระบบคัดกรองรถควันดำอัจฉริยะ" ช่วยแก้ปัญหา PM2.5 จากรถดีเซล
AIT ผนึก MIT เปิดเวทีชี้ทิศทางนโนบายสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืนในเอเชีย
บางจากฯ นำร่อง "Carbon Capture" ในโรงกลั่นน้ำมันรายแรกของไทย จับมือบีไอจี ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อยอดความร่วมมือ กับ AIT และ Mitico แปร CO2 จากของเสียเป็นทรัพยากร
ไอแบงก์ต้อนรับแบงก์ชาติจากประเทศบังกลาเทศ ศึกษาดูงาน การเงินอิสลามในประเทศไทย