นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ส.ค.2564 ภายใต้สถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ที่ยังมียอดผู้ติดเชื้อยังสูงขึ้น ล่าสุด ศบค.ประกาศขยายเวลาในการล็อกดาวน์ไปจนถึงวันที่ 18 ส.ค. เป็นอย่างน้อย และเพิ่มจังหวัดจาก 13 เป็น 29 จังหวัด ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ที่จะเห็นการปรับลดประมาณการจีดีพี รวมถึงลดประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ลงได้อีก
นอกจากนี้การล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อได้ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบปรับตัวลดลง สะท้อนผ่านปริมาณเงินในระบบหรือ M2 ที่ขยายตัวน้อยลงทำสถิติต่ำสุดในรอบ 13 ปี ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของนักลงทุนทั่วไป ในตลาดหุ้นไทยเริ่มอยู่ในระดับจำกัด และทำให้วอลุ่มการซื้อขายโดยรวมเบาบางลงไปด้วย
นายณัฐชาต กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในภาวะแบบนี้ ทางทรีนีตี้ แนะนำว่า สำหรับพอร์ต ที่ทยอยสะสมหุ้นมาก่อนหน้านี้ที่บริเวณดัชนีต่ำกว่า 1,550 จุดลงมา มองว่าสามารถถือครองหุ้นไว้ก่อนได้ ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเข้าสะสมหุ้นครั้งใหม่ อาจรอจังหวะดัชนีหุ้นที่มีการย่อตัวแถวบริเวณแนวรับประจำเดือนนี้ที่ให้ไว้ที่ 1,480-1,500 จุด น่าจะเป็นระดับการเข้าลงทุนที่ปลอดภัย เนื่องจากเป็นระดับ ที่ Valuation ต่ำและมีการซื้อขายที่ระดับ Forward PE 15.5 เท่า เท่านั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ที่ 17.2 เท่า
ขณะที่ปัจจัยจากต่างประเทศที่จะเข้ามามีผลต่อการลงทุนในเดือน ส.ค.คือ ดัชนีภาคการผลิต ทั่วโลกที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอให้เห็น นำโดยประเทศจีนที่รายงานตัวเลข PMI ชะลอลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ Covid-19 ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง และปัญหาคอขวดทางฝั่งอุปทาน ด้วยเหตุนี้ จึงประเมินว่าสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกของเราบางประเภทที่อยู่ใน Supply chain ของภาคการผลิตเหล่านี้อาจเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นในช่วงถัดไป ในทางกลับกันสินค้ากลุ่มอาหารและอุตสาหกรรมการเกษตรมีแนวโน้มจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากพฤติกรรมการ WFH ที่กลับมามากขึ้น
สำหรับธีมการลงทุนที่น่าสนใจ เดือน ส.ค. มีทั้งหมด 7 กลุ่มดังนี้ 1. กลุ่มสินค้าส่งออกของไทยจำพวกอาหารและอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ได้ประโยชน์จากพฤติกรรม WFH ได้แก่ PM, SUN, XO 2.กลุ่ม Logistics ที่ยังคงมี Valuation ถูก ได้แก่ NCL, WICE 3.กลุ่มเครื่องดื่มที่มียอดส่งออกช่วยหนุนการเติบโตและมี Upside จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้แก่ ICHI, SAPPE 4.กลุ่มบรรจุภัณฑ์ที่ Laggard และยังคงมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดี ได้แก่ SFLEX, SFT, UTP 5. กลุ่มการแพทย์ที่ได้อานิสงส์ทางอ้อมจาก Covid-19 ที่รุนแรงต่อเนื่องได้แก่ BDMS, CHG 6.กลุ่มยาและอาหารเสริมที่ได้ประโยชน์จากการที่คนหันมาตระหนักกับสุขภาพมากขึ้น ได้แก่ IP, MEGA และ7.กลุ่ม Commodities ต้นน้ำ ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่สูงต่อไป ได้แก่ PTTEP
KGI ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน "สิงห์โบรกเกอร์คัพ 2569 ชิงถ้วยพระราชทาน"
BTSGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.193 บาท วันที่ 10 ก.ย. 2569 นี้
SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้
Liberator เปิดคลาสออนไลน์ฟรี สอนวางแผนสร้าง Passive Income ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน เดือนละ 30,000 บาท ด้วยหุ้นปันผล
บล.เคพีเอ็ม โชว์ฟอร์มแกร่ง ปิดหุ้นกู้ STELLA-RML คืนหนี้หุ้นกู้ครบ ขายหมดตามเป้า
3BBIF เตรียมจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 38 ในอัตรา 0.1400 บาทต่อหน่วย วันที่ 2 ก.ย. นี้
PHAT เปิดจองซื้อหุ้น IPO วันแรก นักลงทุนตอบรับล้นหลาม จ่อลงสนามเทรดตลาด mai 20 ส.ค.นี้
บลจ.อีสท์สปริง จ่ายปันผล 2 กองหุ้นไทย-ตราสารหนี้ไทย " ES-SET50DV2 และ ES-TSARN"รวมมูลค่า 78 ล้านบาท ดีเดย์ 7 ส.ค. 69 นี้
บล.พาย (Pi) คว้ารางวัล TFEX Broker Champion อันดับ 3 ในงาน SET สัญจร เชียงใหม่ 2026