นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนเดือน ต.ค.2564 ว่า SET Index จะเกว่งตัวในกรอบ 1,550-1,650 จุด ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุนในเดือนนี้มองว่าไฮไลท์จะอยู่ที่พัฒนาการของ Bond yield สหรัฐฯ เป็นสำคัญ เนื่องด้วย ณ ขณะนี้นักลงทุนในตลาดยังไม่เชื่อ Dot plots ของ Fed ที่ออกมาก่อนหน้านี้ มากนัก ดังนั้นหากมีตัวเลขเศรษฐกิจใดก็ตามที่ทำให้ความเชื่อเหล่านี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น จะทำให้ระดับ Fed Funds futures ในตลาดยกตัวสูงขึ้นได้ จนส่งผลให้ Bond yield และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผ่านมาตรวัด Earning yield gap ที่ลดลง
ขณะที่ปัจจัยในประเทศ คงต้องติดตามพัฒนาการเชิงบวกทางด้านวัคซีนและการคลาย Lockdown ในประเทศที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักมากขึ้นไม่มากก็น้อย ไม่นับรวม กับ Upside risk ที่อาจเกิดขึ้น หากภาครัฐมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ในปีงบประมาณ ใหม่ หลังจากที่ได้มีการปรับเพิ่มระดับเพดานหนี้สาธารณะมาอยู่ที่ 70% ของจีดีพีไปก่อนหน้านี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นได้จริง ประเมินว่าจะส่งผลบวกต่ออุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ
นายณัฐชาต กล่าวว่า ในเชิงกลยุทธ์แนะนำเพียงแค่การถือครองหุ้นในส่วนเดิมที่ได้เข้าสะสมก่อนหน้านี้ที่บริเวณดัชนี 1,600 จุด ส่วนการเพิ่มน้ำหนักใหม่ยังไม่แนะนำจนกว่าดัชนีจะลงมาใกล้เคียงกับระดับแนวรับ เดือนนี้ที่ 1,550 จุด และยังคงโฟกัสไปที่กลุ่มหุ้น Domestic play โดยเฉพาะ Domestic consumption ที่อิง ไปกับการฟื้นตัวของภาคแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์จากภาวะ ความชัน Yield curve ขาขึ้น และมีลุ้นรับข่าวเชิงบวกจากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ
สำหรับหุ้นที่แนะนำ มี 15 บริษัทดังนี้ 1.กลุ่มค้าปลีกที่ได้ประโยชน์จากรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่สูงขึ้น ได้แก่ CPALL, COM7, MAKRO, HMPRO, GLOBAL, DOHOME 2.กลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์ต่อการใช้ไฟของภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมที่มากขึ้น ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM 3.หุ้นกลุ่ม ผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมันจากอุปสงค์การเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ OR และ PTG 4.กลุ่มธุรกิจ AMC ที่เรามองไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ SCB แต่ราคากลับปรับตัวลงมาแรง ได้แก่ JMT, CHAYO 5.หุ้น 2 บริษัทที่อยู่ในธีม Index rebalancing ซึ่งจากการคำนวณของเราพบว่าหุ้นที่มีลุ้นถูกนำเข้าสู่ดัชนี MSCI Thailand Standard Index ในรอบถัดไปจะได้แก่ TTB ส่วนหุ้นที่มีลุ้นถูกนำเข้าสู่ดัชนี SET50 ในรอบถัดไปจะได้แก่ AWC
อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยสำคัญอื่นๆที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ ได้แก่ 1.ดัชนีภาคการผลิตทั่วโลกที่ยังคงอ่อนแรงอย่างต่อเนื่อง จากปรากฏการณ์ Restocking ที่ผ่อนคลายลงและปัญหา Supply-chain disruption มองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อมายังภาคการส่งออกของไทยในช่วงถัดไป โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ETRON และAUTO 2.การประชุมร่วมของสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ในวันที่ 4 ต.ค. ซึ่งเริ่มมีกระแสคาดการณ์ถึงการคืนกำลังการผลิตเข้าสู่ตลาดในระดับที่สูงขึ้นจากเดิมที่ 4 แสนบาร์เรลต่อวัน หากเกิดขึ้นจริงมองเป็นปัจจัยยับยั้งการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบชั่วคราวได้ 3.รายงานตัวเลขการจ้างงาน ของสหรัฐฯ ในวันที่ 8 ต.ค.ซึ่งหากออกมาดีมากจะส่งผลต่อคาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคตให้มีการปรับขึ้น ได้จนส่งผลกดดันต่อตลาดทุน และ 4.การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/64 ของบริษัทจดทะเบียน ในประเทศ ซึ่งมองว่าข่าวร้ายได้อยู่ในราคาไปค่อนข้างมากแล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม Domestic demand ที่ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown
KGI ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน "สิงห์โบรกเกอร์คัพ 2569 ชิงถ้วยพระราชทาน"
BTSGIF เตรียมจ่ายเงินลดทุน 0.193 บาท วันที่ 10 ก.ย. 2569 นี้
SUPEREIF จ่ายปันผลครั้งที่ 25 ในอัตรา 0.26500 บาทต่อหน่วย กำหนดจ่ายวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้
Liberator เปิดคลาสออนไลน์ฟรี สอนวางแผนสร้าง Passive Income ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน เดือนละ 30,000 บาท ด้วยหุ้นปันผล
บล.เคพีเอ็ม โชว์ฟอร์มแกร่ง ปิดหุ้นกู้ STELLA-RML คืนหนี้หุ้นกู้ครบ ขายหมดตามเป้า
3BBIF เตรียมจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 38 ในอัตรา 0.1400 บาทต่อหน่วย วันที่ 2 ก.ย. นี้
PHAT เปิดจองซื้อหุ้น IPO วันแรก นักลงทุนตอบรับล้นหลาม จ่อลงสนามเทรดตลาด mai 20 ส.ค.นี้
บลจ.อีสท์สปริง จ่ายปันผล 2 กองหุ้นไทย-ตราสารหนี้ไทย " ES-SET50DV2 และ ES-TSARN"รวมมูลค่า 78 ล้านบาท ดีเดย์ 7 ส.ค. 69 นี้
บล.พาย (Pi) คว้ารางวัล TFEX Broker Champion อันดับ 3 ในงาน SET สัญจร เชียงใหม่ 2026