RSV (Respiratory Syncytial Virus)คือไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ โดยแพร่กระจายผ่านทางการไอหรือจาม พบมากในเด็กทารกและเด็กเล็ก อาการมีได้ตั้งแต่เป็นไข้หวัดธรรมดา จนถึงหลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม และแม้จะรักษาหายดีแล้วก็สามารถกลับเป็นใหม่ได้อีก มักระบาดมากช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว แม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น ซึ่งกลุ่มนี้ เมื่อติดเชื้อแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง เช่นปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลันทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่มียาที่รักษาโรคติดเชื้อจากไวรัสนี้โดยเฉพาะ ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ
การป้องกันการติดเชื้อเช่นเดียวกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจทั่วไป ได้แก่
- หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
- ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อไปโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน
- หากในบ้านมีคนป่วย ควรแยกตัว และงดใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
- เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก และมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
- ฉีดวัคซีนป้องกัน โดยปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อจากไวรัส RSV ซึ่งผลของวัคซีนจะช่วยทำให้ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดเชื้อได้
ประโยชน์ของวัคซีนป้องกัน RSV
- ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ RSV
- ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและลดความรุนแรงจากการติดเชื้อRSV เช่นภาวะปอดบวม หลอดลมฝอยอักเสบ วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคทางเดินหายใจส่วนล่างที่เกิดจากเชื้อ RSV ได้ถึง 94.6%
- ลดอัตราการเสียชีวิตจาก RSV โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวที่มีความเสี่ยงสูง
ใครควรได้รับวัคซีนป้องกัน RSV : แนะนำฉีดวัคซีน 1 เข็ม ฉีดเข้ากล้ามสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปผู้ที่มีอายุระหว่าง 50-59 ปี ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการมีอาการรุนแรงหากได้รับเชื้อ RSV ได้แก่
- ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง
- ผู้ป่วยโรคอ้วน
- ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่นปอดอุดกันเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง หรือหอบหืด
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน
- ผู้ป่วยที่มีโรคตับ หรือโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่นผู้ป่วยติดเชื้อเฮชไอวี และผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัด
อาการข้างเคียงที่พบได้หลังจากการฉีดวัคซีน อาการที่พบได้บ่อย เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัว ปวดศีรษะ ไข้ อ่อนเพลีย โดยส่วนใหญ่อาการจะมีเพียงเล็กน้อย และหายไปภายใน 2-3 วัน
ให้ความรู้โดย : แพทย์หญิงวัจนา ลีละพัฒนะ (แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว)
ยอดป่วยไข้หวัดใหญ่พุ่ง กรมอนามัย แนะสวมหน้ากากอนามัย-กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ ป้องกันโรค
การกลับมาของ Death Fest 2026 งานแฟร์เพื่อการเป็นอยู่ที่มีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุด 13-15 มีนาคม ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี
พลิกเกมรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม รพ.พระรามเก้า เปิด "PR9 Robotic Knee Arthroplasty Training Center" หุ่นยนต์ผ่าตัดข้อเข่า เพิ่มความแม่นยำ เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ทางเลือกใหม่ของผู้ป่วยไทย
พาราไดซ์ พาร์ค ชวนเชียร์นักกีฬาเพาะกาย ในศึกกีฬาสูงอายุนานาชาติ ไทยแลนด์ โอเพ่น มาสเตอร์ เกมส์ ครั้งที่ 6
โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท เดินหน้าสานต่อการให้คืนสู่สังคม ด้วยกิจกรรม Carlton Lucky Draw for Charity ครั้งที่ 4
ความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI: เตรียมความพร้อมสู่การปฏิวัติ "Agentic AI"
กรมอนามัย หนุนมีลูกคุณภาพ แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย ชู "1,000-2,500 วัน คือ หัวใจสำคัญ"
ภาคเอกชนจับมือราชประชาสมาสัย ส่งเทคโนโลยีดูแลสมองผู้สูงอายุถึงพื้นที่ห่างไกล
"รพ.วิมุต-เทพธารินทร์" เปลี่ยนชีวิตเกษียณให้เป็นเฟสใหม่ของความสุข เปิด "คลับ 60? ไม่เหงา เราแข็งแรง" ดึงทีมแพทย์-เครือข่ายสุขภาพ ปลุกพลังผู้สูงวัย