ในชีวิตประจำวัน ผู้อ่านอาจสังเกตเห็นว่า สินค้าที่มีคุณสมบัติที่คล้ายกันมาก จนแทบจะไม่แตกต่างกัน กลับขายดีไม่เท่ากัน และบ่อยครั้ง สินค้าที่มีราคาแพงกว่ากลับขายได้ดีมากกว่าด้วยซ้ำไป ความแตกต่างดังกล่าวในบางครั้งอาจเกิดขึ้นจากความบังเอิญหรือการลองผิดลองถูก แต่ในหลายๆ ครั้ง การวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ถูกต้องถือเป็นเบื้องหลังของความสำเร็จ และสามารถหยิบยกมาใช้เป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจได้
จากประสบการณ์ของผู้เขียน การวางกลยุทธ์ธุรกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นต้องเริ่มจากการมององค์ประกอบหลักให้ครบ 3 มิติอยู่เสมอ ได้แก่ (1) ลูกค้า (2) องค์กร และ (3) คู่แข่งและสภาพแวดล้อมภายนอก ในมิติแรก "ลูกค้า" องค์กรต้องทำความเข้าใจทั้งปัญหา (Pain Points) และความต้องการ (Needs) ของลูกค้า ตั้งแต่กระบวนการตัดสินใจไปจนถึงการซื้อหรือใช้บริการ รวมถึงวิธีสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ถัดมาเมื่อเข้าใจความต้องการแล้ว "ตัวบริษัท" ต้องกำหนดข้อเสนอคุณค่า (Value Proposition) พัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการให้ส่งมอบคุณค่านั้นได้จริง และออกแบบประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทางลูกค้า (Customer Journey) ขณะเดียวกัน "คู่แข่งและสภาพแวดล้อมภายนอก" เช่น กฎหมาย/ข้อบังคับ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ล้วนส่งผลโดยตรงต่อทั้งความต้องการของลูกค้าและความสามารถในการนำเสนอคุณค่าขององค์กร ซึ่งอาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันและก่อให้เกิดข้อจำกัดบางประการในการตอบสนองความต้องการด้งกล่าวได้ด้วย
ถึงจุดนี้ กลยุทธ์ธุรกิจที่กล่าวถึงยังคงไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ทำไมสินค้าที่คล้ายกันมากกลับขายดีไม่เท่ากัน ผู้เขียนจึงขอหยิบยก "The Value Stick" ซึ่งเป็นเครื่องมือทางธุรกิจมาช่วยในการอธิบายหลักการกำหนดราคาสินค้าหรือบริการให้มีประสิทธิภาพ และสร้างกำไรสูงสุดให้แก่บริษัทได้
The Value Stick ประกอบไปด้วยตัวเลขสำคัญ 4 ตำแหน่งจากบนลงล่าง คือ (1) "Willingness to Pay (WTP)" หรือราคาสูงสุดที่ลูกค้าเต็มใจที่จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากบริษัท ถัดมาคือ (2) "Price" หรือราคาปัจจุบันของสินค้าและบริการที่บริษัทกำหนดไว้ และ (3) "Cost" หรือต้นทุนของสินค้าหรือบริการ และส่วนที่อยู่ด้านล่างที่สุด คือ (4) "Willingness to Sell (WTS)" หรือราคาต่ำสุดที่ผู้ส่งมอบ (Supplier) เต็มใจที่จะขายวัตถุดิบให้แก่บริษัท
ตัวเลขทั้ง 4 ตำแหน่งจะแบ่ง The Value Stick ออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ (1) Customer Delight หรือความคุ้มค่าที่ลูกค้าได้รับจากการซื้อสินค้าหรือบริการได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ตัวเองยินดีจ่าย ซึ่งหากบริษัทตั้งราคาขายในระดับที่สูงกว่าระดับ WTP ลูกค้าย่อมไม่ตัดสินใจซื้ออย่างแน่นอน (2) Firm Margin หรือกำไรของบริษัทจากส่วนต่างระหว่างราคาขายและต้นทุน และ (3) Supplier Surplus หรือกำไรของผู้ส่งมอบ โดยในบทความนี้ ผู้เขียนขออธิบายเฉพาะ WTP และ Price ที่เป็นส่วนครึ่งบนของ The Value Stick เพื่อไม่ให้เรื่องราวซับซ้อนเกินไป
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle - BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100%) ผู้เขียนขอหยิบยกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยมาเป็นกรณีศึกษาในการอธิบายแนวทางการนำ The Value Stick ไปปรับใช้ภายในองค์กร โดยเฉพาะในการสร้างข้อเสนอคุณค่าที่ทำให้ลูกค้ายินดีที่จะจ่ายในราคาที่แพงขึ้นได้
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ในปี 2566 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า100% ในประเทศไทยยังคงมีตัวเลือกไม่มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นที่มีราคาใกล้เคียงหรือสูงกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไปจากค่ายผู้ผลิตสัญชาติจีนหรือรถยนต์หรูจากกลุ่มผู้นำเข้าอิสระ และความพร้อมในด้านเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะกำลังไฟสูงสำหรับการเดินทางข้ามจังหวัดยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก (ประมาณ 1,500 แห่งทั่วประเทศ)
ในช่วงกลางปี 2566 บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกอย่าง Tesla เปิดตัวและเริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งราคาเปิดตัวรถยนต์ (Model 3 และ Model Y) ณ ขณะนั้นถือว่า ต่ำกว่าราคาของผู้นำเข้าอิสระถึงเกือบครึ่งหนึ่ง และสร้างความสนใจในกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก และหากวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวด้วยเครื่องมือ The Value Stick จะพบว่า การตั้งราคา (Price) ที่ไม่แพงจนเกินไป (ประมาณ 1.7-2.3 ล้านบาท) ของ Tesla อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า WTP ของผู้บริโภคที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้รถยนต์จากค่ายผู้ผลิตจากยุโรปที่มีกำลังซื้อสูงกว่า (ราคารถยนต์ยุโรปเริ่มต้นที่ประมาณ 2 ล้านบาทขึ้นไป)
ในช่วงแรก ระดับ WTP ของรถยนต์ไฟฟ้าถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก คือ สมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้า เช่น อัตราเร่ง 0-100 และการควบคุมรถไม่ต่างจากแบรนด์ยุโรปมากนัก แต่ Tesla มีการทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของลูกค้า (Pain Point & Customer Needs) ซึ่งสามารถช่วยสร้างข้อได้เปรียบเพิ่มเติมที่ช่วยเพิ่มระดับ WTP ในมุมมองของผู้บริโภคอีก 2 ปัจจัย คือ (1) เทคโนโลยีเฉพาะของ Tesla เช่น ระบบ Autopilot ที่ช่วยเหลือผู้ขับขี่ และ Software ที่เสถียรและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และ (2) แผนการสร้างและขยายเครือข่ายทั่วประเทศของสถานี Supercharger ที่ให้สิทธิ์ใช้งานได้เฉพาะรถยนต์ Tesla เท่านั้น ที่ช่วยสร้าง "ความมั่นใจและความสบายใจในเรื่องการชาร์จระหว่างเดินทางไกล" ดังนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา Tesla จึงมียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากส่วนต่างระหว่างคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้และยินดีที่จะจ่าย (WTP) และราคา (Price) ส่งผลทำให้รถยนต์ Tesla กลับมียอดขายรวมในปี 2566 และ 2567 ดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั้งจากค่ายผู้ผลิตจีนและยุโรปที่มีคุณสมบัติและสมรรถนะใกล้เคียงกัน เช่น XPeng G6, BYD Seal, Volvo XC40
อย่างไรก็ดี ในช่วง 2568 เป็นต้นมา คู่แข่งและสภาพแวดล้อมภายนอกในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ทั้งในด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน (ปี 2568 มีสถานีชาร์จสาธารณะกำลังไฟสูงกว่า 3,700 แห่งทั่วประเทศ) และเทคโนโลยีการชาร์จไฟที่เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สถาปัตยกรรมแรงดันแบตเตอรี่ 800V ใน XPeng G6, Zeekr 7x และ MG IM6 ที่สามารถประหยัดเวลาชาร์จได้เร็วขึ้นเกือบ 2 เท่า ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลต่อระดับ WTP ของผู้บริโภคที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าให้ปรับตัวลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างๆ รวมถึง Tesla ไม่มีการทบทวนกลยุทธ์ของบริษัท โดยเฉพาะการกำหนดราคารถยนต์จากมุมมองของ The Value Stick ความสามารถในการแข่งขันและยอดขายรถยนต์ของบริษัทอาจได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่วนใหญ่อาจถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่มีความรู้และสามารถศึกษาค้นคว้าข้อมูลเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้อย่างละเอียดมากกว่า ดังนั้น ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนจึงสามารถอาศัยลักษณะเฉพาะดังกล่าวในการนำรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในตัวรถ และราคาที่จับต้องได้ เมื่อเทียบกับ Tesla ที่ยังคงอาศัยจุดเด่นเดิมในด้าน Software และเครือข่าย Supercharger เป็นหลัก
รถยนต์จากค่ายจีนพยายามลบจุดด้อยในการพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะด้วยการใช้เทคโนโลยี 800V ที่ช่วยทำให้การชาร์จรถยนต์ในสถานีชาร์จทั่วไปใช้เวลาน้อยลง ไม่ต่างจากระยะเวลาการชาร์จรถยนต์ Tesla ที่สถานี Supercharger ประกอบกับการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ ทั้งในด้านอัตราเร่งและการควบคุมรถ รวมถึงการนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกภายในรถยนต์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มระดับ WTP ในมุมมองของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน ในช่วง 2 ปีผ่านมา เครือข่ายสถานีชาร์จ Supercharger ของ Tesla กลับไม่มีการขยายจำนวนได้มากนัก รวมถึงยังไม่ครอบคลุมไปยังเส้นทางสำคัญระหว่างภูมิภาคได้อย่างครบถ้วน และตำแหน่งที่ตั้งของบางสถานียังสามารถเข้าถึงได้ยาก ไม่ได้คำนึงถึงการใช้งานจริงของลูกค้า ประกอบกับการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบเดิม (400V) ที่ไม่สามารถใช้งานสถานีชาร์จสาธารณะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีแบบ 800V ดังนั้น ระดับ WTP ของผู้ที่สนใจรถยนต์ Tesla จึงลดต่ำลงจากข้อด้อยดังกล่าวที่เคยเป็นจุดเด่นของ Tesla
ในเดือนสิงหาคม 2568 มีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรุ่นใหม่หลายรุ่น เช่น Zeekr 7X และ XPeng G6 รุ่นปรับปรุง ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับ Tesla Model Y ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นที่มียอดขายสูงที่สุดของ Tesla แต่ทั้ง 7X และ G6 มีระยะทางวิ่งที่ไกลกว่า และใช้ระยะเวลาการชาร์จไฟที่น้อยกว่าอย่างมาก รวมถึงราคาเปิดตัวยังถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาของ Model Y อยู่สมควร (ประมาณ 200,000 บาท) ดังนั้น หากผู้อ่านนำเครื่องมือ The Value Stick มาใช้พิจารณากลยุทธ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ค่ายรถยนต์จีนประสบความสำเร็จในการเพิ่มระดับ WTP ให้สูงขึ้น ประกอบกับการกำหนดราคา (Price) ให้ต่ำลง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวผลิตภัณฑ์และกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน Tesla กลับประสบปัญหาจากระดับ WTP ที่ลดลงจากคุณค่าเดิมของผลิตภัณฑ์ที่ขาดหายไปในมุมมองของลูกค้า และยังไม่มีการปรับลดราคา (Price) ให้สอดคล้องกับระดับ WTP ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลทำให้ยอดขายของรถยนต์ Tesla ในประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้จะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง Model Y Juniper ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2568 ก็ตาม
จากกรณีศึกษาดังกล่าว การทำตลาดในประเทศไทย Tesla จึงมีการบ้านสำคัญ คือ การยกระดับข้อได้เปรียบของสถานี Supercharger ให้สามารถใช้งานได้จริง และสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีแก่ผู้ใช้งาน เพื่อเพิ่มระดับ WTP ให้กลับไปอยู่ในระดับเดิม รวมถึงอาจจำเป็นต้องมีการทบทวนระดับราคาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีก่อนหน้า รวมถึงการปรับโฉมหน้าตาการออกแบบของตัวรถใหม่ทั้งหมด ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการพิจารณาองค์ประกอบหลัก 3 มิติของการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพอย่างรอบด้าน ได้แก่ ลูกค้า องค์กร และคู่แข่งและสภาพแวดล้อมภายนอก
The Value Stick ไม่ใช่เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นเครื่องมือปฏิบัติที่ช่วยให้ทุกองคาพยพขององค์กรเห็นตรงกันว่าจะ "ยืดไม้" ตรงไหน (เพิ่ม WTP) และจะ "จับมูลค่า" อย่างไร (ตั้งราคาให้สมเหตุสมผลกับคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ พร้อมวางรากฐานความยั่งยืนของกิจการในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ในท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอแนะนำโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือโครงการ "JUMP+" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ มองหาแนวทางและกลยุทธ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบแนวคิดหลักของ The Value Stick และผู้เขียนหวังว่า บริษัทจดทะเบียนจะสามารถนำเอาเครื่องมือ The Value Stick ไปปรับใช้กับการทำแผนธุรกิจของโครงการ JUMP+ ได้
Maxim ชี้แนวโน้มปี 2025: ความต้องการบริการเดินทาง-เดลิเวอรีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเติบโตต่อเนื่อง
ควิกแสบ แจกใหญ่ส่งท้ายปี โชคก้อนโต แคมเปญ "อร่อยเต็มคัพ แจกจริงคัพ" มูลค่ากว่า 1.6 ล้านบาท
กรุงศรี ออโต้ ชี้ผู้บริโภคปี 2569 พลิกนิยามการเลือกซื้อ "รถคันใหม่" ต้องคุ้มทั้งครอบครัว ประหยัดระยะยาว และครบจบบนดิจิทัล
อย่าพลาดโอกาสสุดท้ายกับ ดีลดีที่สุดจากเรเว่ พร้อมแพ็คเกจรับประกัน แบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) มอเตอร์ขับเคลื่อน (Drive Motor) และ ชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน (PDC) ตลอดอายุการใช้งานมูลค่า 50,000 บาท
การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในปี 2569 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าถึง 116 ล้านคันโลดแล่นบนถนน
"EV Station PluZ" ตอกย้ำบริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า "ง่าย ทุกชาร์จไป" มุ่งหวังมอบประสบการณ์การใช้งานสะดวก และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมทั่วไทยกว่า 1,200 แห่ง
ปิดฉาก MOTOR EXPO 2025 ยอดจองรถยนต์กว่า 7 หมื่นคัน
OMODA & JAECOO ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านโปรแกรม "OJ O-JAI" มอบสิทธิประโยชน์พิเศษและบริการระดับพรีเมียม