บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD สัปดาห์นี้ทองคำผันผวนแรง หลังร่วงหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ จากการปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ประกอบกับข่าวเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟด หนุนดอลลาร์แข็งค่า กระตุ้นแรงขายทำกำไร แนะจับตาตัวแปรความตึงเครียดตะวันออกกลาง และตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ตัวชี้วัดทองคำ ชี้กลยุทธ์รอจังหวะซื้อให้แนวรับสำคัญที่ 4,880 และ 4,600 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้าน 5,200 - 5,400 ดอลลาร์
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำเผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับฐานที่หนักที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงของราคาทองคำในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันจากกรณีที่การตอบรับข่าวการเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟดคนใหม่ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ฟื้นตัวแรง บวกกับ CME Group ประกาศเพิ่มเกณฑ์การวางเงินประกัน สำหรับการซื้อขายโลหะมีค่า ทำให้เกิดแรงขายจากนักลงทุนที่เข้าซื้อสะสมมาตลอดรอบขาขึ้นในช่วงเดือนมกราคม สะท้อนถึงภาวะการรีเซ็ตความร้อนแรงของตลาดหลังราคาปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ภายหลังตลาดตอบรับข่าวการเสนอชื่อ Kevin Warsh ขึ้นเป็นประธานเฟดคนใหม่ หนุนค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและกระตุ้นแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนที่สะสมทองมาตั้งแต่ต้นปี โดยมองว่า Kevin Warsh เป็นผู้บริหารสายคุมเงินเฟ้อเข้มงวด ไม่สนับสนุน QE และมีแนวโน้มลดงบดุลเฟด ส่งผลให้ตลาด ให้น้ำหนักกับดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนจริงมากขึ้น กดดันทองคำโดยตรง ขณะที่สัญญาณทางเทคนิคอยู่ในภาวะ Extreme Overbought (RSI ใกล้ 90) ยิ่งเร่งแรงขายทั้งจากการทำกำไรและการบังคับขายของนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูง ส่งผลให้ราคาทองคำเข้าสู่การพักฐานครั้งใหญ่"
พร้อมทั้งยังประเมินว่า ทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์นี้ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่สำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเริ่มมีสัญญาณการยกระดับความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ทั้งในเชิงถ้อยแถลงและการเตรียมการทางทหาร ทั้งนี้หากสถานการณ์ลุกลามหรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เชื่อว่าทองคำมีโอกาสกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ สิ่งที่ยังคงต้องจับตา คือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพราะหากตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจหนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันราคาทองคำต่อเนื่อง แต่หากเริ่มเห็นสัญญาณตลาดแรงงานชะลอตัว ก็อาจเปิดโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องในเชิงเทคนิค
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลงแรง แต่แนวโน้มขาขึ้นระยะกลางยังอยู่และเริ่มเห็นโครงสร้างระยะสั้นนั้นทำการยกไฮยกโลว์ขึ้นมา ตราบใดที่ราคายังสามารถยืนเหนือโซนแนวรับสำคัญบริเวณ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มองว่าการปรับฐานในรอบนี้เป็นเพียงการพักฐานเชิงเทคนิคเท่านั้น
ดังนั้นฝ่ายวิจัย จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนรอจังหวะการสร้างฐาน โดยให้แนวรับสำคัญที่ 4,880 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทย ประมาณ 73,200 บาท) และ 4,600 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทย ประมาณ 69,100 บาท) ทั้งนี้หากสามารถประคองตัวได้มีโอกาสที่จะรีบาวด์ระยะสั้นขึ้นไปทดสอบ 5,200 / $5,400 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 77,500 -79,300 บาท)
"GCAP GOLD" แนะจับตาปม "ทรัมป์" ป่วนไม่เลิก ลุ้นแทรกแซงเฟด ข้อพิพาทกรีนแลนด์ แรงส่งทองคำไปต่อ
"GCAP GOLD" มองทองคำร้อนแรงต่อเนื่องลุ้นขึ้นทำ All Time High จากปัจจัยพื้นฐานหนุน
"GCAP GOLD" ชี้ทองปีม้าคึก ส่อแววแตะ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
"GCAP GOLD" จับตา Nonfarm สหรัฐฯ ชี้ชะตาทองคำส่งท้ายปี
"GCAP GOLD" แนะจับตา เฟด ลดดอกเบี้ย ธ.ค.นี้ หวังพยุงเศรษฐกิจ ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ ลุ้นแตะ $4,380
"GCAP GOLD" จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ กุญแจสำคัญกำหนดจุดพลิกผัน รอจังหวะ "ย่อซื้อ" ชี้แนวรับ $4,075 / $4,045
"GCAP GOLD" ชี้แนวโน้มทองยังเป็นบวก จับตาท่าทีดอกเบี้ย Fed -เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอหลังชัตดาวน์
GCAP GOLD" ชี้ทองคำยังมีเสน่ห์ ลุ้นรีบาวด์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ แผ่ว-เฟดส่งสัญญาณขยายงบดุล